ความเป็นมา
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ได้ตระหนักเป็นอย่างดีว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ “นวัตกรรม” เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วยปัจจัยด้านความเป็นผู้ประกอบการ และปัจจัยด้านความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังนั้นการพัฒนานวัตกรรมระบบเปิด (Open Innovation) นับได้ว่ากลยุทธ์ที่สำคัญในการดำเนินงานด้วยการนำองค์ความรู้จากหน่วยงานวิชาการทั้งหมดทั้งในและต่างประเทศมาประยุกต์ใช้และได้ร่วมมือกับภาคเอกชนทั้งในระดับส่วนกลางและส่วนภูมิภาคผ่านเครือข่ายธุรกิจนวัตกรรม เพื่อการรังสรรค์นวัตกรรมที่เหมาะสมและมีศักยภาพต่ออุตสาหกรรมของประเทศ
ภารกิจหลักของ สนช. คือ การสร้างธุรกิจใหม่ หรือ "ธุรกิจนวัตกรรม" ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมผ่านการเชื่อมโยง ส่งเสริม และพัฒนาโครงการนวัตกรรมร่วมกันบนแนวคิดการพัฒนานวัตกรรมระบบเปิดระหว่างผู้จัดการโครงการ สนช. ผู้ประกอบการ และภาควิชาการ ซึ่งนับเป็นพันธกิจที่ชัดเจนในการมุ่งเน้นให้การสนับสนุนภาคเอกชนเป็นหลัก อันเป็นจุดเด่นที่ สนช. สามารถตอบสนองและสร้างความมั่นใจแก่ภาคเอกชนอย่างเต็มที่
ในระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา สนช. ได้เร่งดำเนินการสร้างระบบสนับสนุนนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพสูง โดยใช้กลไกการสนับสนุนทั้งทางด้านวิชาการและด้านการเงิน (technical support and financial support) เพื่อเข้าร่วมรับความเสี่ยงและสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคเอกชนในการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะการต่อยอดจากสิ่งประดิษฐ์ สิทธิบัตร และผลงานวิจัยและพัฒนาของภาครัฐ ซึ่งเป็นองค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดจากการลงทุนจากงบประมาณของรัฐสูงมากกว่าปีละ 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้กลไกสนับสนุนด้านวิชาการจะช่วยประสานความรู้จากผลงานวิจัยเพื่อยืนยันความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยี และด้านการเงิน ได้แก่ โครงการ “นวัตกรรมดี…ไม่มีดอกเบี้ย” โครงการ “แปลงเทคโนโลยีเป็นทุน” และ โครงการ “ทุนเครือข่ายวิสาหกิจนวัตกรรม” จะเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประสิทธิภาพในการสนับสนุนและขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนทำนวัตกรรมได้อย่างกว้างขวาง เกิดการเชื่อมโยงกับงานวิจัยของภาครัฐได้อย่างบูรณาการ และมีความคุ้มค่าในการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมจากผลงานวิจัยโดยเฉพาะผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัยต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าในการดำเนินการเพื่อแสวงหาและพัฒนาโครงการนวัตกรรมในระยะที่ผ่านมา ได้ใช้วิธีการประชุมสัมมนา และเข้าพบผู้ประกอบการโดยตรงจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ในการพัฒนาโครงการนวัตกรรมในระดับที่มีการลงทุนในเชิงพาณิชย์ แต่เนื่องจากข้อจำกัดของโครงสร้างองค์กรและจำนวนบุคลากร ทำให้ สนช. ไม่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมของประเทศในเชิงกว้างได้
ในปี พ.ศ. 2548 สนช. จึงจะจัดทำโครงการเชิดชูเกียรติ “เมธีส่งเสริมนวัตกรรม” (Innovation Ambassador) ซึ่งเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ในการสร้างเครือข่ายนวัตกรรม (Innovation Network) ของผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม หรือด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรม โดยจะเชิดชูเกียรติ เพื่อดำเนินการให้คำปรึกษาแนะนำ ด้านการวิเคราะห์และประเมินศักยภาพของเทคโนโลยี การถ่ายทอดเทคโนโลยี พร้อมทั้งการประเมินศักยภาพทางด้านการตลาดและธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ ในกระบวนการพัฒนาโครงการนวัตกรรม เพื่อให้ได้ข้อเสนอโครงการที่มีข้อมูลครบถ้วนทั้งทางด้านเทคโนโลยี การลงทุนและแผนธุรกิจ เพื่อนำเสนอให้ สนช. พิจารณาอนุมัติให้การสนับสนุนด้านวิชาการและด้านการเงิน ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาเครือข่าย “เมธีส่งเสริมนวัตกรรม” คือการขยายเครือข่ายให้กว้างขวาง นำไปสู่การสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่ใช้ฐานความรู้และเทคโนโลยีในประเทศ อันจะก่อให้เกิด “ระบบนิเวศนวัตกรรมแห่งชาติ” (National Innovation Eco-System) ที่เข้มแข็งต่อไปในอนาคต
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ได้ตระหนักเป็นอย่างดีว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ “นวัตกรรม” เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วยปัจจัยด้านความเป็นผู้ประกอบการ และปัจจัยด้านความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังนั้นการพัฒนานวัตกรรมระบบเปิด (Open Innovation) นับได้ว่ากลยุทธ์ที่สำคัญในการดำเนินงานด้วยการนำองค์ความรู้จากหน่วยงานวิชาการทั้งหมดทั้งในและต่างประเทศมาประยุกต์ใช้และได้ร่วมมือกับภาคเอกชนทั้งในระดับส่วนกลางและส่วนภูมิภาคผ่านเครือข่ายธุรกิจนวัตกรรม เพื่อการรังสรรค์นวัตกรรมที่เหมาะสมและมีศักยภาพต่ออุตสาหกรรมของประเทศ
ภารกิจหลักของ สนช. คือ การสร้างธุรกิจใหม่ หรือ "ธุรกิจนวัตกรรม" ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมผ่านการเชื่อมโยง ส่งเสริม และพัฒนาโครงการนวัตกรรมร่วมกันบนแนวคิดการพัฒนานวัตกรรมระบบเปิดระหว่างผู้จัดการโครงการ สนช. ผู้ประกอบการ และภาควิชาการ ซึ่งนับเป็นพันธกิจที่ชัดเจนในการมุ่งเน้นให้การสนับสนุนภาคเอกชนเป็นหลัก อันเป็นจุดเด่นที่ สนช. สามารถตอบสนองและสร้างความมั่นใจแก่ภาคเอกชนอย่างเต็มที่
ในระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา สนช. ได้เร่งดำเนินการสร้างระบบสนับสนุนนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพสูง โดยใช้กลไกการสนับสนุนทั้งทางด้านวิชาการและด้านการเงิน (technical support and financial support) เพื่อเข้าร่วมรับความเสี่ยงและสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคเอกชนในการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะการต่อยอดจากสิ่งประดิษฐ์ สิทธิบัตร และผลงานวิจัยและพัฒนาของภาครัฐ ซึ่งเป็นองค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดจากการลงทุนจากงบประมาณของรัฐสูงมากกว่าปีละ 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้กลไกสนับสนุนด้านวิชาการจะช่วยประสานความรู้จากผลงานวิจัยเพื่อยืนยันความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยี และด้านการเงิน ได้แก่ โครงการ “นวัตกรรมดี…ไม่มีดอกเบี้ย” โครงการ “แปลงเทคโนโลยีเป็นทุน” และ โครงการ “ทุนเครือข่ายวิสาหกิจนวัตกรรม” จะเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประสิทธิภาพในการสนับสนุนและขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนทำนวัตกรรมได้อย่างกว้างขวาง เกิดการเชื่อมโยงกับงานวิจัยของภาครัฐได้อย่างบูรณาการ และมีความคุ้มค่าในการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมจากผลงานวิจัยโดยเฉพาะผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัยต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าในการดำเนินการเพื่อแสวงหาและพัฒนาโครงการนวัตกรรมในระยะที่ผ่านมา ได้ใช้วิธีการประชุมสัมมนา และเข้าพบผู้ประกอบการโดยตรงจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ในการพัฒนาโครงการนวัตกรรมในระดับที่มีการลงทุนในเชิงพาณิชย์ แต่เนื่องจากข้อจำกัดของโครงสร้างองค์กรและจำนวนบุคลากร ทำให้ สนช. ไม่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมของประเทศในเชิงกว้างได้
ในปี พ.ศ. 2548 สนช. จึงจะจัดทำโครงการเชิดชูเกียรติ “เมธีส่งเสริมนวัตกรรม” (Innovation Ambassador) ซึ่งเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ในการสร้างเครือข่ายนวัตกรรม (Innovation Network) ของผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม หรือด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรม โดยจะเชิดชูเกียรติ เพื่อดำเนินการให้คำปรึกษาแนะนำ ด้านการวิเคราะห์และประเมินศักยภาพของเทคโนโลยี การถ่ายทอดเทคโนโลยี พร้อมทั้งการประเมินศักยภาพทางด้านการตลาดและธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ ในกระบวนการพัฒนาโครงการนวัตกรรม เพื่อให้ได้ข้อเสนอโครงการที่มีข้อมูลครบถ้วนทั้งทางด้านเทคโนโลยี การลงทุนและแผนธุรกิจ เพื่อนำเสนอให้ สนช. พิจารณาอนุมัติให้การสนับสนุนด้านวิชาการและด้านการเงิน ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาเครือข่าย “เมธีส่งเสริมนวัตกรรม” คือการขยายเครือข่ายให้กว้างขวาง นำไปสู่การสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่ใช้ฐานความรู้และเทคโนโลยีในประเทศ อันจะก่อให้เกิด “ระบบนิเวศนวัตกรรมแห่งชาติ” (National Innovation Eco-System) ที่เข้มแข็งต่อไปในอนาคต



