งานแถลงข่าวลงนามในสัญญารับเงินสนับสนุน "โครงการนำร่องเพื่อผลิตพลังงานทดแทนจากชีวมวลในระดับชุมชน (ระบบผลิตไฟฟ้า)"
    สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน จัดการแถลงข่าวการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 26 ล้านบาทให้แก่เอกชน ซึ่งก่อให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานทดแทนจากภาคเอกชนทั้งสิ้น 114 ล้านบาท ภายใต้ “โครงการนำร่องเพื่อผลิตพลังงานทดแทนจากชีวมวลในระดับชุมชน (ระบบผลิตไฟฟ้า)” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานทดแทน ทั้งระดับต้นแบบและการขยายผลสู่การสร้างธุรกิจนวัตกรรมด้านพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืน
โดยโครงการดังกล่าว เกิดจากความร่วมมือภายใต้ “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาและส่งเสริมนวัตกรรมด้านพลังงานทดแทน” สนช. ได้ริเริ่มจัดทำ “โครงการการผลิตพลังงานทดแทนจากชีวมวลในระดับชุมชน ด้วยเทคโนโลยีแก๊สซิฟิเคชั่น” ขึ้น เป็นโครงการนำร่องในการใช้ประโยชน์จากก๊าซเชื้อเพลิงสังเคราะห์จากชีวมวลด้วยกระบวนการแก๊สซิฟิเคชั่น (gasification) เพื่อการผลิตความร้อนทดแทนก๊าซหุงต้ม (LPG) และอีกทางเลือกหนึ่งของก๊าซเชื้อเพลิงสังเคราะห์ คือ การผลิตไฟฟ้า ซึ่งสามารถสร้างเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กหรือเล็กมากด้วยกระบวนการแก๊สซิฟิเคชั่นได้” ในระยะเวลา 1 ปี สนช. ตั้งเป้าสนับสนุนโครงการนำร่องเพื่อผลิตพลังงานทดแทนจากชีวมวลในระดับชุมชนด้วยเทคโนโลยีแก๊สซิฟิเคชั่น ได้ไม่น้อยกว่า 11 ระบบ ในรูปแบบของเงินช่วยเหลือให้กับผู้ประกอบการที่สนใจจะซื้อหรือติดตั้งระบบ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ ระบบผลิตความร้อนทดแทนก๊าซหุงต้ม (LPG) จำนวนไม่น้อยกว่า 8 ระบบ และโรงไฟฟ้าชีวมวลระดับชุมชน จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ระบบ
จากการพิจารณา ได้มีมติอนุมัติเงินสนับสนุนจำนวน 26 ล้านบาท จำนวน 4 ราย ได้แก่

   1. บริษัท ไบร์ท เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด จำนวน 5.71 ล้านบาท
   2. บริษัท คนปั่นไฟ จำกัด จำนวน 5.83 ล้านบาท
   3. บริษัท เค บี วัน จำกัด จำนวน 7.04 ล้านบาท
   4. บริษัท สลักเพชร รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด จำนวน 7.42 ล้านบาท

สำหรับการดำเนินโครงการนำร่องเพื่อผลิตพลังงานทดแทนจากชีวมวลในระดับชุมชนในส่วนระบบผลิตไฟฟ้า” ซึ่งโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจะสามารถทดแทนการใช้เชื้อเพลิง
ฟอสซิลได้ 671 ทีโออี (ton oil equivalent; toe) ต่อปี ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ สนช. ได้ตั้งไว้ คือการทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล 180 ทีโออีต่อปี และยังก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เช่น การเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชน การจ้างแรงงานในพื้นที่ เป็นศูนย์การเรียนรู้ และช่วยลดปริมาณการเผาทำลายชีวมวลเหลือทิ้ง
นอกจากนี้ โครงการที่ได้รับการสนับสนุนบางรายยังสามารถพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอดจากเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบัน จนเกิดเป็นนวัตกรรมของบริษัทและของประเทศ ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทดแทนด้วยเทคโนโลยีแก๊สซิฟิเคชั่นเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี สนช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “โครงการนำร่องเพื่อผลิตพลังงานทดแทนจากชีวมวลในระดับชุมชน” จะเป็นโครงการนำร่องที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายอื่นหันมาสนใจและพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานทดแทนจากชีวมวลด้วยเทคโนโลยีแก๊สซิฟิเคชั่น หรือเทคโนโลยีอื่นๆ ของตนเอง เพื่อให้เกิดการแข่งขันทั้งภายในและนอกประเทศ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมถึงการลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการใช้เชื้อเพลิงดังกล่าวได้อีกด้วย
 
  • กลับสู่หน้าหลัก