| สาขายุทธศาสตร์
1. ธุรกิจชีวภาพ (Bio-Business)
ในการพัฒนาโครงการนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ด้านธุรกิจชีวภาพนั้น สนช.
ได้ทำการวิเคราะห์สถานภาพทางธุรกิจชีวภาพของประเทศไทยในปัจจุบันและศักยภาพ
ความจำเป็นและการเจริญเติบโตในอนาคตแล้ว จึงได้ทำการแบ่งการพัฒนาด้านธุรกิจชีวภาพออกเป็น
3 ส่วน คือ
1.1 เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology)
จากกรอบนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศไทย พ.ศ. 25472554
ได้กำหนดยุทธศาสตร์การสร้างบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพเกิดใหม่อีกไม่น้อยกว่า
100 บริษัท มีการลงทุนรวมไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท และสร้างรายได้ให้แก่ประเทศปีละไม่น้อยกว่า
30,000 ล้านบาท
สนช. จึงกำหนดแผนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับกรอบนโยบายระดับประเทศดังกล่าว
โดยมุ่งเป้าไปที่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น เกษตรอินทรีย์
(organic Farming) โปรไบโอติค (probiotic) เอนไซน์เทคโนโลยี (enzyme
technology) ชุดตรวจวินิจฉัยโรค (test kit) ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว
(rice product) เป็นต้น เพื่อให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ
1.2 วัสดุชีวภาพ (BioBased Materials)
กระแสความตื่นตัวด้านสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะการนำเข้าหรือส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ทำให้เกิดความจำเป็นในการสร้างนวัตกรรมด้านวัสดุชีวภาพ ที่สามารถย่อยสลายได้ภายในเวลาที่รวดเร็ว
เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร อิเล็กทรอนิค
หรือชิ้นส่วนยานยนต์ ดังจะเห็นได้จากกรณีตัวอย่างที่สภาสหภาพยุโรปได้ลงนามในข้อบังคับสำหรับสหภาพยุโรป
เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2543 กำหนดให้ผู้ส่งออกรถยนต์ไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปต้องใช้วัสดุที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้
(reuse) สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ได้ (recycle) และสามารถนำมาฟื้นฟูได้
(recovery) ในสัดส่วนร้อยละ 85 ของรถทั้งคัน ภายในวันที่ 1 มกราคม
พ.ศ. 2549 และในสัดส่วนร้อยละ 95 ภายในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558
การกำหนดกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้เป็น TechnicalBarrierToTrade หรือ
Non-tariff-barrier (NTB) อย่างหนึ่ง ซึ่งประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกยานยนต์ไปยังสหภาพยุโรปย่อมต้องได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สนช. ได้เล็งเห็นปัญหานี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 และได้รับร่วมมือกับบริษัทชั้นนำของโลกอย่างเช่น
บริษัท ดูปองท์ จำกัด ในสหรัฐอเมริกา ในการพัฒนาวัสดุชีวภาพ อาทิ
BioPDO, BioProtein, BioRefinery หรือความร่วมมือกับบริษัท BASF
ในเยอรมัน บริษัท Metabolix ในสหรัฐอเมริกา และบริษัท มิตซุยเคมิคัล
ในญี่ปุ่น ในการพัฒนาพลาสติกชีวภาพเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนวัสดุตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป
1.3 ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (Natural Products)
ประเทศไทยมีความได้เปรียบเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ จึงทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเพาะปลูก
ผลิต และพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพรไปแข่งขันกับผู้ผลิตในประเทศอื่นๆ
ประกอบกับแนวโน้มความตื่นตัวของผู้บริโภคทั่วโลกในการใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ
ไม่ว่าจะในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ยา โดยเฉพาะตลาดยาสมุนไพร
จากโอกาสและความเป็นไปได้ทางการตลาดของผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากนี้
สนช. จึงมีแผนการดำเนินงานในการพัฒนาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (BioActive
compounds) จากสมุนไพร และจากผลิตผลทางการเกษตรอื่นๆ เช่น ผงไหม
เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศทั้งระดับรากหญ้าและระดับอุตสาหกรรม
2. พลังงานและสิ่งแวดล้อม (Energy
and Environment)
ประเทศไทยมีการใช้พลังงานคิดเป็นมูลค่าสูงถึงร้อยละ 14 ของ GDP ของประเทศโดยมีปริมาณการใช้ทั้งหมดเทียบเท่าการใช้น้ำมันดิบ
52,979 พันตัน พลังงานส่วนใหญ่ที่ใช้นำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้สูญเสียเงินตราต่างประเทศปีละกว่า
300,000 ล้านบาท และมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้จะทำให้ประเทศขาดความมั่นคงด้านพลังงาน
ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการใช้พลังงานทดแทน แต่ยังไม่มีการนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
การสนับสนุนให้มีการพัฒนาพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้นจะเป็นการเพิ่มเสถียรภาพด้านพลังงานให้กับประเทศ
เป้าหมายการพัฒนาโครงการยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของ สนช.
มุ่งเน้นการพัฒนาพลังงานทดแทนและการสร้างทางเลือกพลังงาน (diversification)
รวมทั้งพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (renewable) ในทุกสาขาพลังงาน
ขณะเดียวกันปัญหาสิ่งแวดล้อมก็ทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน จำเป็นต้องมีนวัตกรรมทั้งเชิงเทคโนโลยีและการบริหารจัดการอย่างสม่ำเสมอด้วย
โดยเฉพาะขยะซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์โดยตรง แนวทางการพัฒนาโครงการนวัตกรรมนอกจากจะใช้วิธีการลดและคัดแยกขยะต่างๆ
แล้ว ยังรวมถึงการเปลี่ยนขยะไปเป็นประโยชน์ผ่านการนำขยะที่คงรูปย่อยสลายได้ยาก
เช่น แก้ว กระดาษ โลหะ พลาสติก ไปผ่านกระบวนการผลิตออกมาเป้นผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่
(recycle) หรือการนำสิ่งของที่ยังพอแก้ไขได้มาซ่อมแซมให้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้
(repair) เป็นต้น
3. การออกแบบการสร้างตราสินค้า
(Design and Branding)
การออกแบบและการสร้างตราสินค้านับเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ
ดังที่ศูนย์การออกแบบแห่งฮ่องกง (Hong Kong Design Center) ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า
นวัตกรรมและการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ไม่ได้หมายเพียงถึงผลกำไรที่เพิ่มขึ้นเท่านั้นแต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอย่างใหญ่หลวงด้วย
การออกแบบในความหมายของ สนช. หมายถึงการออกแบบที่เป็นกระบวนการประสานองค์ความรู้ต่างๆ
เข้าด้วยกันแล้วพัฒนาออกมาเป็นนวัตกรรมในท้ายสุด ซึ่งนำไปสู่การสร้างตราสินค้าใหม่นั้นเอง
การออกแบบจึงเกี่ยวพันทั้งเทคโนโลยี วัฒนธรรม และการจัดการ อันเป็นการบูรณาการองค์ประกอบที่เหมาะสมเข้าด้วยกันในการพัฒนาให้เกิดสิ่งใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ประเทศไทยมีความโดดเด่นในเรื่องของวัฒนธรรมมาก การส่งเสริมให้มีการออกแบบที่สอดคล้องกับมิติของวัฒนธรรมอย่างกลมกลืนจะเป็นการสร้างคุณค่า
(value) ใหม่ให้แก่ประเทศ สนช. จึงมีแผนงานการออกแบบการสร้างตราสินค้า
เช่นการสร้างตราสินค้าเซรามิค ศิละลำปาง สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิคจังหวัดลำปาง
การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา เป็นต้น
|