ขอเชิญส่งผลงาน “นวัตกรรมการเกษตร” เพื่อเข้าร่วมโครงการ Inno 4 Farmers : การพัฒนานวัตกรรมการเกษตรสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมเกษตรรุ่นใหม่ และการประกวด AgTech Innovation Awards 2019

NIA โดยศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร (Agro Business Creative Center : ABC center) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอเชิญกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร Startup และกลุ่มผู้ประกอบการ SME ด้านการเกษตร ส่งผลงานนวัตกรรมการเกษตรใน 3 สาขาได้แก่ 1) เครื่องจักรกล หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 2) เกษตรดิจิทัล และ 3) การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและขนส่ง เพื่อเข้าร่วมโครงการ Inno4farmers: โครงการพัฒนานวัตกรรมการเกษตรสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมเกษตรรุ่นใหม่ โดยผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการอบรมและบ่มเพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและด้านธุรกิจมืออาชีพ การพัฒนาทักษะการนำเสนอ รวมทั้งมีโอกาสได้นำเสนอผลงานกับนักลงทุนเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ

เท่านั้นยังไม่พอ!!!!! ผลงานที่ได้รับการพัฒนาจะเข้าการประกวด Agtech Innovation Awards 2019 เพื่อเฟ้นหาผู้ชนะเลิศ ของแต่ละสาขานวัตกรรมการเกษตร รวมทั้งมีโอกาสไปศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ ณ ประเทศไต้หวัน อีกด้วย

ผู้สนใจสามารถส่งรายละเอียดผลงานเข้าร่วมโครงการผ่านการสแกน QR code โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 4 มกราคม 2562 | ประกาศผลผู้เข้ารอบ 11 มกราคม 2562 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 092-592-4553 (วิมลฉัตร) | หรือติดตามข่าวสารได้ที่: https://www.facebook.com/pg/inno4farmers

ใบสมัคร: https://docs.google.com/…/1FAIpQLSe7clwHB2u5SoHe6W…/viewform

#NIA #สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ #Innovation #นวัตกรรม#ABCcenter #Inno4Farmer

NIA โดย ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ พร้อมด้วยคุณธีรีสา มัทวพันธุ์ รองผู้อำนวยการด้านยุทธศาสตร์องค์กร และเจ้าหน้าที่ ได้มีโอกาสต้อนรับ ฯพณฯ ท่านเอกอัครราชทูตโปแลนด์ประจำประเทศไทย H.E. Mr. Waldemar Dubaniowski พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของโปแลนด์

นับเป็นโอกาสอันดีในการพบปะหารือความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของทั้งสองชาติ ทั้งในด้านการผลักดันให้เกิดการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม การส่งเสริมกลุ่มธุรกิจ Startup การสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับกลุ่มเยาวชน เป็นต้น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดความร่วมมือด้านนวัตกรรมระหว่างโปแลนด์และประเทศไทยในระยะยาวต่อไป

นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยผ่านการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศภายใต้โครงการ "การทูตนวัตกรรม" หรือ "Innovation Diplomacy" อีกด้วย

#NIA #Innovation #สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ #InnovationDiplomacy

จากการจัดงาน Government Procurement Transformation ที่ผ่านมา NIA ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ 2 ฉบับ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB และสำนักงานศิลปะร่วมสมัย หรือ OCAC เพื่อร่วมกันพัฒนาตลาดภาครัฐสำหรับวิสาหกิจเริ่มต้น ในโครงการแสดงมหกรรมศิลปกรรมร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Krabi 2018

การลงนามในครั้งนั้นเป็นที่มาของการที่ NIA นำนวัตกรรมของ Startup เข้าไปช่วยในการเข้าถึงงาน Thailand Biennale, Krabi 2018 โดย Startup เจ้าแรกที่เข้าไปช่วยในงานคือ Take me tour ด้วยการจัดทำ Recommend Routing สำหรับนักท่องเที่ยว เพื่ออำนวยความสะดวกและง่ายต่อการเข้าถึงงานศิลปะต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วทั้งเกาะกระบี่ การสแกน QR Code ในการเข้าถึงข้อมูลและแสดงความคิดเห็นต่อชิ้นงาน เป็นต้น และเจ้าที่ 2 คือ Zipevent ที่เข้ามาช่วยในการเพิ่มการเข้าถึงผ่านโซเชียล ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาการเข้าถึงงานศิลปะ และเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาการบริหารจัดการงานที่เกี่ยวข้องกับ ศิลปะ วัฒนธรรม และดนตรี ในระดับชุมชน ระดับเมือง และระดับย่าน (http://thailandbiennale.org)

โดยในวันที่ 30 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา NIA มีโอกาสลงพื้นที่ ร่วมกับ OCAC เพื่อร่วมชมงาน Thailand Biennale, Krabi 2018 และเข้าร่วมพิธีเปิดนิทรรศการ “การพัฒนางานศิลปะบนผืนผ้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนนานาชาติ ณ จังหวัดกระบี่” ได้สัมผัสถึงวิธีชีวิตของคนในชุมชน การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนระหว่างการจัดงาน รวมไปถึงการหารือแนวทางความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมใน 4 ด้านด้วยกัน

1.การลงนาม MOU ที่จะเน้นการพัฒนานวัตกรรมด้าน Art โดยเฉพาะ ระหว่าง NIA และ OCAC
2.แนวทางการพัฒนานวัตกรรมของ Startup ด้าน Art ต่อยอดไปสู่ Sector ใหม่ของ Ecosystem “Martech”
3.แนวทางการพัฒนานวัตกรรมด้านศิลปะในระดับย่าน (Area Base Innovation) และระดับเมือง (City Innovation)
4.แนวทางการพัฒนานวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ (Creative Innovation) เช่น การใช้นวัตกรรมในการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าให้แก่ศิลปะในชุมชน เป็นต้น

ซึ่งถือว่าการจัดงาน Thailand Biennale, Krabi 2018 เป็นการเริ่มต้นการพัฒนานวัตกรรมด้าน Art และเป็นการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้วยการจับมือระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ Startup และคนในชุมชน โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวด้าน “Martech” ได้ที่ Facebook page: Startup Thailand

#NIA #Innovaiton #สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ #StartupThailand #Martech

NIA โดยคุณปริวรรต วงษ์สำราญ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม เข้าร่วมบรรยายเรื่องนโยบายและการส่งเสริมและพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพในไทย และเรื่องนวัตกรรมเพื่อสังคม ทั้งนี้ ได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ คือ NIA และ National Agency For Technology Entrepreneurship and Commercialization Development หรือ NATEC เพื่อส่งเสริมและแลกเปลี่ยนเรื่องนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ ได้แก่ โครงการแลกเปลี่ยนstartup เพื่อเปิดโอกาสให้ศึกษาตลาดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การเข้าถึงบริการภาครัฐทั้งในเรื่องการอบรมให้ความรู้ รวมไปถึงการให้พื้นที่ทำงานร่วมกัน

Techfest Vietnam เป็นงานประจำปี จัดโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเวียดนามร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง และองค์กรทางสังคมและเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิดหลัก “From here to global” โดยมีไฮไลท์ของงานคือ เพิ่มความเป็นสากลมากขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากภูมิภาคใกล้เคียงและจากทั่วโลก อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย และเกาหลีใต้ งานนี้ผลักดันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในธุรกิจ AI Blockchain โดยเฉพาะด้าน Fintech เปิดโอกาสให้ startup และนักลงทุนได้มาพบปะแลกเปลี่ยนกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและขยายขอบเขตการลงทุน

ในปี้นี้ได้รับเกียรติจากนาย Nguyen Xuan Phuc นายกรัฐมนตรีเวียดนาม เป็นประธานในพิธีเปิด และได้กล่าวถึงการสนับสนุนเรื่องการให้พื้นที่ทดลองและทดสอบไอเดียในมหาวิทยาลัย และพูดถึงนโยบายการส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการทางเทคโนโลยีให้กับคนรุ่นใหม่ที่จะมาเป็นกำลังสำคัญในการช่วยผลักดันอนาคตทางเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนามได้ต่อไป

#NIA #Innovation #สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ #Startup#SocialInnovation #Techfest

NIA ขอแสดงความชื่นชมและร่วมแสดงยินดีแก่ ผศ.ดร.ประยูร เชี่ยววัฒนา ที่ปรึกษาสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และอดีตผู้อำนวยการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (NIMT) ในโอกาสที่ท่านได้รับรางวัลดีเด่นระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก “Asia Pacific Metrology Programme Developing Economies NMIs (National Metrology Institute) Award” หรือ APMP DEN Award ซึ่งเป็นรางวัลที่คณะกรรมการบริหารขององค์การมาตรวิทยาแห่งเอเชียแปซิฟิค (Asia Pacific Metrology Programme: APMP) พิจารณามอบให้แก่บุคลากรจากสถาบันมาตรวิทยาของประเทศกำลังพัฒนาเพียงปีละหนึ่งรางวัล

APMP เป็นองค์กรมาตรวิทยาในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีสมาชิก 31 ประเทศ 40 หน่วยงาน ซึ่งมีการจัดประชุมสมาชิกเป็นประจำปีละครั้ง ประกอบด้วยการประชุมทางวิชาการ การประชุมเชิงนโยบาย การจัดอบรมในสาขาการวัดต่างๆ และการสร้างความร่วมมือระหว่างสมาชิกในการถ่ายทอดประสบการณ์ด้านมาตรวิทยาจากประเทศที่พัฒนาแล้วสู่การจัดตั้งหน่วยงานมาตรวิทยาในประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งในช่วงการประชุม APMP2018 ระหว่างวันที่ 20-30 พ.ย. 61 ณ สิงคโปร์ ได้จัดให้มีการมอบรางวัลดังกล่าวด้วย

ผศ.ดร.ประยูร เชี่ยววัฒนา ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลทรงเกียรติดังกล่าว ในฐานะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญของประเทศไทยในการก่อตั้งสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติขึ้นมา สร้างให้เกิดความตื่นรู้ด้านมาตรวิทยาแก่ภาคเศรษฐกิจของประเทศ ร่วมเป็นสมาชิกลงนามในข้อตกลงกับองค์การมาตรวิทยาสากลเพื่อแสดงขีดความสามารถด้านการวัดและการสอบเทียบของไทยให้ปรากฎในระดับสากล รวมถึงมีคุณูปการที่เด่นชัดในการเข้าร่วมกิจกรรมของ APMP ทั้งทางด้านเทคนิค และกิจกรรมของคณะกรรมการเพื่อการพัฒนามาตรวิทยาในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมุ่งส่งเสริมพัฒนาการของมาตรวิทยาในประเทศกำลังพัฒนาของภูมิภาคนี้

#NIA #สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ #NIMT #สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ#APMP #APRMDenAward

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA ได้รับเชิญเข้าร่วมอภิปรายหัวข้อ “Building the Agri-Food Innovation Ecosystem in Southeast Asia” ในงานประชุมระดับนานาชาติด้านนวัตกรรมการเกษตร “Rethink Agri-Food Singapore Innovation Week” เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 61 ประเทศสิงคโปร์
โดย ดร.พันธุ์อาจฯ ได้ชี้ประเด็นปัญหาสำคัญด้านการเกษตรที่น่าสนใจว่า องค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อระบบนิเวศด้านการเกษตรประกอบไปด้วย ICU คือ I = Inclusiveness, C = Climate Change และ U = Urbanization ซึ่งเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านการเกษตรที่สำคัญเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้ เช่น การเกิดฟาร์มในเมือง ระบบการควบคุมการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ในโรงงาน การสร้างแหล่งโปรตีนใหม่ๆ

 


จากความสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงภาคเกษตร (Agriculture Transformation) จึงได้จัดตั้งศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร (Agro Business Creative Center (ABC Center) ขึ้น ในการเร่งสร้างเสริมความสามารถแก่ผู้ประกอบการธุรกิจที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมแก้ไขปัญหาการเกษตรตลอดห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจเกษตร ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาของผู้ประกอบการ ที่มีเป้าหมายหลักการพัฒนา ใน 5 ด้าน ได้แก่ 1) ผู้ประกอบการนวัตกรรมการเกษตร 2) นวัตกรรมทางเทคโนโลยี 3) รูปแบบธุรกิจที่มีการสร้างรายได้ที่เป็นธรรม 4) ตลาดรูปแบบใหม่ 5) การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ที่จะทำให้เปลี่ยนจากการเป็นผู้ตามทางการเกษตร ให้เป็นผู้นำทางการเกษตรในภูมิภาค โดยอาศัยความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผนวกกับความหลากหลายในด้านการเกษตร

#NIA #สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ #Innovation #นวัตกรรม

วันที่ 26 พ.ย. 2561 ผสนช. พร้อมด้วย นางธีรีสา มัทวพันธุ์ รอง ผสนช. ด้านยุทธศาสตร์องค์กร และเจ้าหน้าที่ สนช. ได้เดินทางไปยัง Lee Kuan Yew School of Public Policy (LKYSPP), National University of Singapore (NUS) เพื่อลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) สำหรับการดำเนินความร่วมมือระหว่าง สนช. และ LKYSPP โดยมียะเวลา 2 ปี

ในการนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือกันในเบื้องต้นถึงการดำเนินการจัดหลักสูตรการฝึกอบรมในบริบทต่างๆเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก และการหารือกันถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง 2 หน่วยงาน ซึ่งการร่วมมือที่จะเกิดขึ้นนี้ถือเป็นโอกาสที่ดียิ่งสำหรับประเทศไทย เนื่องจาก LKYSPP เป็นสถาบันชั้นนำและมีชื่อเสียงของโลกในการอบรมการบริหารจัดการให้แก่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนจากทั่วโลก

#NIA #Innovation #สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2561 ทีมคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของ สนช. และผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร Chief City Innovation Officer หรือ CCIO รุ่นที่ 1 ได้เข้าพบหารือเพื่อสร้างความร่วมมือและเยี่ยมชมการพัฒนาย่านนวัตกรรม 22@ Barcelona Innovation District ซึ่งได้พยายามในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่อุตสาหกรรมเดิม ให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีความเป็นเมืองเพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การพัฒนาให้เมืองมีความหนาแน่น สอดคล้องกับการบริหารจัดการที่ดินและโครงสร้างพื้นฐานภายในเมือง และเป็นศูนย์กลางของแหล่งงาน ทักษะ และองค์ความรู้ ซึ่งรูปแบบของการจัดสรรการใช้ที่ดินภายในย่านนี้จะประกอบไปด้วย พื้นที่กิจกรรม พื้นที่สีเขียว โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่อุตสาหกรรมเก่า สิ่งอำนวยความสะดวกภายในเมือง พื้นที่อยู่อาศัย การขนส่งรูปแบบใหม่ และการฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะ ซึ่งจะทำให้เมืองสามารถสร้างกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสามารถดึงให้คนเลือกอยู่อาศัยในพื้นที่ได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนานวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ จึงกล่าวได้ว่าพื้นที่ 22@ นี้ ได้คำนึงถึงความสำคัญกับการพัฒนาความเป็นอยู่และการสร้างประโยชน์ให้กับประชากรของเมือง

#NIA #Innovation #สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ #InnovationDistrict #CCIO

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2561 คณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ (กนช.)​ พร้อมด้วยผู้บริหาร ที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.)​ ได้เข้าร่วมงาน Smart City Expo World Congress (SCEWC)​ 2018 ณ เมืองบาร์เซโลน่า ราชอาณาจักรสเปน ซึ่งในงานนี้ได้รวมหน่วยงานและองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีบทบาทในการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City มานำเสนอแนวคิดและแลกเปลี่ยนมุมมอง

ตลอดจนประสบการณ์ในหลากหลายมิติเพื่อสร้างเมืองที่มีความพร้อมในการรองรับความต้องการของสังคมในทุกรูปแบบ และในปีนี้ทาง NIA ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์การพัฒนาย่านนวัตกรรม ได้แก่ บริษัท ทรู ดิจิทัล พาร์ค จำกัด บริษัท บาเนีย (ประเทศไทย) จำกัด และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ร่วมกันจัดนิทรรศการนำเสนอย่านนวัตกรรมในประเทศไทย (Thailand Innovation District Pavilion) เป็นครั้งแรกด้วย โดยตลอดการจัดงานระหว่างวันที่ 13 - 15 พ.ย. 2561 มีผู้เข้าเยี่ยมชม Thai Pavilion จากนานาชาติราว 1,600 คน

NIA Regional Connect จับมือกับสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) และหน่วยงานพันธมิตรจากฝั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ อุทยานวิทยาศาสตร์ ม.ขอนแก่น อุทยานวิทยาศาสตร์ ม.อุบลราชธานี อุทยานวิทยาศาสตร์ ม.มหาสารคาม และอุทยานวิทยาศาสตร์ ม.เทคโนโลยีสุรนารี จัดกิจกรรมเวิร์กช็อปการพัฒนาความร่วมมือภาคีเครือข่ายและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้งาน “Ecosystem builder for Northeastern Regional Connect” ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดอุบลราชธานี

โดย กิจกรรมครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากหน่วยงานในพื้นที่เป็นอย่างดีในการค้นหา ศักยภาพเชิงพื้นที่ สร้างเครือข่ายผู้นำการพัฒนานวัตกรรมในพื้นที่ รวมไปถึงการกำหนดบทบาทและแนวทางการพัฒนานวัตกรรมและขับเคลื่อนกิจกรรมตามแผนการดำเนินงานในระดับภูมิภาคระหว่างภาคีเครือข่ายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร่วมกันระหว่าง สนช. สอว. และอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สถานีต่อไปพบกันได้ที่ภาคใต้ทีม NIA Regional Connect จะยกทัพกันไปที่จัดกิจกรรมเวิร์กช็อปการพัฒนาความร่วมมือภาคีเครือข่ายและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมในพื้นที่ กันที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ค่ะ

#NIA #Innovation #สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ #RegionalConnect

ร่วมเฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมในกิจกรรม Open innovation road show (ภาคใต้) เพื่อเข้าร่วมโครงการและรับทุนสนับสนุน สูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านบาท

วันที่ 12 ธันวาคม 2561: ณ โรงแรมทวินโลตัส จ.นครศรีธรรมราช
วันที่ 13 – 14 ธันวาคม 2561: ณ โรงแรมบุรีศรีภู บูติกโฮเต็ล หาดใหญ่ จ.สงขลา

รายละเอียดกิจกรรม
วันที่ 1 : สัมนา Open Innovation 101 ประกอบด้วย
- What is innovation
- How to write the innovation proposal
- แนวทางการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมในพื้นที่จังหวัดภาคใต้
- กิจกรรมให้คำปรึกษาพัฒนาโครงการ
วันที่ 2 : กิจกรรมพิจารณาข้อเสนอโครงการเบื้องต้น
ผู้ประกอบการท่านใดมีไอเดียพร้อมสร้างธุรกิจนวัตกรรมและสนใจร่วมพัฒนาการเขียนข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับทุนจากสำนักงานฯ

อย่ารอช้า รีบลงทะเบียนออนไลน์ที่ https://www.nia.or.th/forum_open ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2561 ประกาศผลผู้เข้าร่วมกิจกรรมวันที่ 5 ธันวาคม 2561

**เงื่อนไขการสมัคร:
- เป็นผู้ประกอบการ SMEs ที่จดทะเบียนนิติบุคคล หรือ วิสาหกิจชุมชน
- สำนักงานขอสงวนสิทธิการคัดเลือกผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยพิจารณาจากความเป็นนวัตกรรมของโครงการที่ท่าน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
นายอภิวัฒน์ ถาวรแก้ว (Email: apiwat@nia.or.th)
นายวรรธนะ โกศัลวัฒน์ (Email: wattana.k@nia.or.th)
โทรศัพท์ 02-017 5555 ต่อ 407 โทรสาร 02-017 5566

#NIA #Innovation #OpenInnovation

NIA โดย ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ ได้รับเชิญเป็นวิทยากรและกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานครบรอบ 60 ปีศูนย์ความร่วมมือระหว่างประเทศมาชาฟ (60th anniversary of MASHAV Israel’s Agency for International Development Cooperation) ที่จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ปาฐกถาพิเศษนี้ว่าด้วยการปรับกระบวนทัศน์เพื่อไปสู่ชาติแห่งนวัตกรรม (Shifting Paradigm towards Innovation Nation) โดยกล่าวถึงเส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยเริ่มต้นจากประเทศไทย 1.0 ซึ่งเป็นยุคแห่งเกษตรกรรม ประเทศไทย 2.0 เริ่มเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมเบา ประเทศไทย 3.0 เริ่มพัฒนาเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมหนัก ในขณะที่โลกมีการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ประเทศไทยต้องปรับตัว และทำให้เราก้าวเข้าสู่ยุคประเทศไทย 4.0 โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น ทั้งนี้ นวัตกรรมอาจไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้อย่างที่เคยมาอีกต่อไป แต่หมายรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่จับต้องไม่ได้ด้วย แม้กระทั่งรูปแบบธุรกิจในประเทศไทยก็ยังมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้มีเพียง SMEs และบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังมีวิสาหกิจเริ่มต้นหรือบริษัทสตาร์ทอัพที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอีกด้วย

ในการรับมือการเปลี่ยนแปลงนี้ องค์กรหรือหน่วยธุรกิจต่างๆ ต้องสามารถคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงเพื่อระบุโอกาสในอนาคตได้ เพื่อนำไปสู่การกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กร โดยอาศัยการจัดการกระบวนการนวัตกรรม การสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมภายในองค์กร และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำนวัตกรรม รวมถึงการบริหารจัดการพอร์ตฟอลิโอด้านนวัตกรรม เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลสัมฤทธิ์

ในส่วนของ สนช. นั้น นอกจากจะพยายามส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการเทคโนโลยีรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังมองว่ามีประเด็นที่จะผลักดันระบบนวัตกรรม 7 ประการ ดังนี้
1. สถาปัตยกรรมการเงินนวัตกรรม (Financial architecture) ระบบการเงินนวัตกรรมที่ครบวงจรและใช้งานได้จริง
2. นวัตกรรมเพื่อสังคม (Social innovation) การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความยั่งยืนด้วยนวัตกรรม
3. งานแห่งนวัตกรรม (Innovation workforce) พัฒนาศักยภาพกำลังคนเพื่อตอบสนองงานด้านตลาดนวัตกรรม ซึ่งจะเกิดงานใหม่ๆ ขึ้นอีกมากมาย
4. ตลาดนวัตกรรมภาครัฐ (Government market) ภาครัฐเป็นผู้นำในการอุดหนุนผลิตภัณฑ์จากบริษัทที่พัฒนานวัตกรรม
5. นวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ (Mandatory innovation) เป็นการพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมที่มีมายาวนาน
6. นวัตกรรมเชิงพื้นที่ (Area-base innovation) ทำให้เกิดความสามารถในการจัดการนวัตกรรมระดับภูมิภาค
7. การสร้างนวัตกรและวิสาหกิจฐานนวัตกรรม (Innopreneurship & IDE) เป็นการสร้างผู้นำธุรกิจและกิจการที่เติบโตด้วยนวัตกรรมให้มีความเข้มแข็ง

ทั้งนี้ ในการพัฒนาประเทศไทยเพื่อยกระดับนวัตกรรมนั้น การมีพันธมิตรที่มีศักยภาพเป็นเรื่องสำคัญ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ สนช. ได้มีโครงการความร่วมมือกับประเทศอิสราเอลซึ่งได้รับการยอมรับในระดับโลกว่าเป็นชาติแห่งนวัตกรรม โดย สนช. ได้มีการลงนามความร่วมมือกับ Israel Innovation Authority เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และได้มีการทำโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพร่วมกับบริษัทอิสราเอลเพื่อพัฒนาสตาร์ทอัพไทย สนช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการได้ทำงานร่วมกัน และได้เห็นกระบวนการคิดของอิสราเอลผ่านโครงการความร่วมมือต่างๆ นี้ จะช่วยพัฒนาและเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์นวัตกรรมของเรา ให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกต่อไป

ปาฐกถาพิเศษนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างดี โดยมีผู้ให้ความสนใจตั้งคำถามในประเด็นต่างๆ เช่น นวัตกรรมด้านการศึกษา นวัตกรรมที่ช่วยพัฒนาคน นวัตกรรมที่เข้ามาช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เป็นต้น

#NIA #innovation

NIA โดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม ร่วมเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโปรตีนจากไข่ขาว “Albupro” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจาก NIA ภายใต้โครงการแปลงเทคโนโลยีเป็นทุน

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโปรตีนจากไข่ขาว “Albupro” เป็นนวัตกรรมระดับประเทศด้านผลิตภัณฑ์อาหารเสริมพร้อมบริโภคจากโปรตีนไข่ขาว โดยการนำไข่ขาวมาผ่านกระบวนการสกัดด้วยน้ำบริสุทธิ์ร่วมกับกระบวนการปั่นแยกในสภาวะที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ได้โปรตีนอัลบูมิน (albumin) สกัดที่มีความปลอดภัยและให้ผลผลิตสูง ก่อนนำไปพัฒนาสูตรเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่สะดวกต่อการรับประทานและมีปริมาณโปรตีนสูงเทียบเท่ากับการรับประทานไข่ไก่ 4 ฟอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายสำหรับผู้ป่วยและผู้ขาดสารอาหารที่มีภาวะทุพโภชนาการ

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มระดับโปรตีนในเลือด ซึ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการเพิ่มภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ป่วย HIV ผู้ป่วยที่ได้รับคีโม ผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย หรือผู้ขาดสารอาหารที่มีภาวะทุพโภชนาการ เป็นต้น และช่วยให้ผู้บริโภคมีภูมิคุ้มกันและมีสุขภาพที่แข็งแรง ส่งผลทำให้ลดอัตราการเจ็บป่วยและการสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล นอกจากจะช่วยลดปริมาณการนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากต่างประเทศ ยังก่อให้เกิดการลงทุนในธุรกิจใหม่ และทำให้มีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น

#NIA #Innovation #สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ #OpenInnovation #Dietary

NIA โดย ABC Center (Agro Business Creative Center) จัดงาน Dinner Talk ในหัวข้อ AgTech Ecosystem โดยคุณอุกฤษ อุณหเลขกะ CEO และ co-founder Ricult และได้เชิญผู้ประกอบการในแวดวงวิสาหกิจเริ่มต้นด้านนวัตกรรมการเกษตรมากกว่า 30 คนมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นให้เกิดการเสนอแนะทิศทางการพัฒนาระบบนิเวศที่เหมาะสมแก่การสร้างผู้ประกอบการรายใหม่และการเติบโตผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในขณะนี้

จากความสำคัญของภาคการเกษตรของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรมากกว่า 20 ล้านคน แต่ภาคการเกษตรกลับไม่ได้เป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจ ทั้งที่เรามีพื้นที่การเกษตรและคนที่อยู่ในภาคเกษตรจำนวนมาก ปัจจุบันโลกของเรากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมนุษย์กำลังก้าวตามให้ทัน บริบททางการเกษตรเปลี่ยนไปมากทั้งด้านความรู้และเทคโนโลยี เราเชื่อว่า การสร้างนวัตกรรมทางการเกษตรใหม่ ๆ จะทำให้ภาพลักษณ์ของภาคการเกษตรไทยเปลี่ยนจาก “เกษตรแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรอุตสาหกรรม” และก้าวไปสู่ “เกษตรบริการหรือธุรกิจเกษตร” ได้ในที่สุด โดย ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม

ได้กล่าวให้ข้อคิดเห็นอย่างน่าสนใจมากว่า ในเรื่องของการทำ AgTech Startup ในเมืองไทย โดยถ้ามองสะท้อนจากตัวเลขการลงทุนในอุตสาหกรรมการเกษตรที่มีมูลค่าสูงมาก สิ่งที่น่าสนใจคือนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่จะเข้ามาตอบโจทย์เกษตรกรได้อย่างไร และในรูปแบบไหนบ้าง ที่จะเข้าช่วยยกระดับกับเกษตรกรทีมีอยู่จำนวนมากในประเทศ สิ่งสำคัญคือ ABC center จะมีบทบาทเป็นผู้แนะนำและให้คำปรึกษาด้านนวัตกรรม ในการเป็น Platform กลางที่จะเชื่อมทุกคนในทุกภาคส่วน สอดคล้องกับแนวทางที่คุณปริวรรต วงษ์สำราญ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม และ Director of Startup Thailand ที่แนะนำว่า ในฐานะภาครัฐ การสร้างเครือข่ายหรือ Community ของผู้ประกอบการนวัตกรรมการเกษตร นับว่าเป็นพื้นฐานและมีความสำคัญยิ่ง ซึ่งจากจุดเริ่มต้นของการรวมพล AgTech Startup ในวันนี้ ต่อไปจะเกิดการขยายออกไปให้ครบทุกภาคส่วนใน Ecosystem ที่ต้องประกอบให้ครบทุกภาคส่วน มีสตาร์ทอัพ มี Corporates นักลงทุนสายเกษตร และมากกว่านั้นคือนักลงทุนจากต่างประเทศ ที่ต้องร่วมกันในการร่วมกันสร้างและผลักดันให้เกิดขึ้น

จากจุดเริ่มต้นในวันนี้ที่มี AgTech Startup จากหลากหลายสาขามาร่วมกันพูดคุย แชร์ประสบการณ์ในวันนี้ ตัวอย่างเช่น 
- TechFarm พัฒนา Application Platform ด้านการเกษตรเชิงลึก 
- LING ทำเกี่ยวกับแผนที่ดาวเทียมให้บริการด้านการเกษตร 
- SPsmartplants สมาร์ทฟาร์มด้วยระบบ IoT และการแจ้งเตือนโรคพืชล่วงหน้า 
- Unixcon ทำด้าน Vertical Farming 
- คนกล้าคืนถิ่น สร้างโปรมแกรมการออกแบบพื้นที่สำหรับการทำการเกษตร โดยเชื่อมโยงงานทุกส่วนอยู่ใน platform เดียว
- วังรี เฮลท์ แฟคตอรี่ ทำระบบการปลูกพืชในโรงเรือน plant factory 
- Everex ที่ทำเกี่ยวกับ Solution Blockchain

จากจุดเริ่มต้นในวันนี้ ประเทศไทยจะได้ส่งต่อเพื่อพัฒนานวัตกรรมเพื่อพัฒนาให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรไทย และทั่วโลกเหมือนอย่างเช่น คุณอุกฤษ อุณหเลขกะ CEO และ co-founder Ricult จากครอบครัวเกษตรกรชาวแปดริ้ว จบการศึกษาจากวิศวกรรมและบริหารจัดการที่ MIT สหรัฐอเมริกา ที่มีความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยยกระดับ เพิ่มรายได้ ให้กับเกษตรกร ซึ่งเป็นวิสาหกิจเริ่มต้นด้านการเกษตร ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนา platform ด้านแผนที่และข้อมูลการพยากรณ์อากาศ ที่จะส่งผลในการวางแผนการเพาะปลูกให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ที่สามารถสร้างรูปแบบธุรกิจได้อย่างน่าสนใจ จนได้รับการร่วมทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ โดยประสบการณ์แนวทางการสร้างถึงการทำธุรกิจที่ผ่านมาของบริษัท รวมถึงข้อเท็จจริงด้านการเกษตรที่คาดไม่ถึงว่าในวงการธุรกิจการเกษตรทั้งในและต่างประเทศ พร้อมกันนั้นยังแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้กันในบรรยากาศสบายๆ เป็นกันเอง เพื่อร่วมกันคิดกันสร้างแนวทางต่างๆ ผ่านกิจกรรมที่ ABC center จะร่วมกันรังสรรค์ให้เกิดการสร้างเครือข่าย เกิดเป็นระบบนิเวศที่ดีต่อการสร้างธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร ที่ต้องตอบโจทย์ที่ท้าทายได้อย่างหลากหลาย สร้างให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ ในการช่วยยกระดับการเกษตรของประเทศไทยและทั่วโลกได้

สุดท้ายนี้สำหรับท่านใดสนใจเข้าร่วมงาน Dinner Talk ครั้งหน้า สามารถลงชื่อได้ที่ https://goo.gl/forms/hqpiJncZl770Dylt2
เมื่อมีกิจกรรมแบบนี้อีก ทางเราจะแจ้งไปยังอีเมลของท่านค่ะ

#NIA #Innovaion #สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ #ABCCenter#DinnerTalk #AgTech #Startups

ในโลกที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การเตรียมตัวและการปรับตัวก็เปรียบเสมือนการสร้างโอกาสให้กับตัวเอง
NIA โดยศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร หรือ ABC center ขอเรียนเชิญผู้ประกอบการธุรกิจสินค้าเกษตร และผู้ที่สนใจทุกท่าน ร่วมเปิดมุมมองและประสบการณ์ในการสร้างระบบตลาดสินค้าเกษตรรูปแบบใหม่ที่จะเป็นตัวช่วยให้เกิดโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ ผ่านมุมมองของผู้ซื้อและผู้จำหน่าย อีกทั้งการเสวนา “ตลาดเกษตรออนไลน์...สู่การสร้างคุณค่าและมูลค่าของภาคเกษตร” ที่วิทยากรจะมาร่วมแชร์ประสบการณ์ในการพัฒนาแฟลตฟอร์มที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตไปถึงมือผู้บริโภค โอกาสและความท้าทายของประเทศไทยในการพัฒนาระบบตลาดสินค้าเกษตรในรูปแบบใหม่ๆ
งานสัมมนา “การสร้างตลาดรูปแบบใหม่สำหรับการเกษตร” วันอังคารที่ 4 ธันวาคม 2561 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ ห้องกมลทิพย์ 3 โรงแรมดอะสุโกศล กรุงเทพมหานคร
สนใจลงทะเบียนร่วมงานได้ที่www.nia.or.th/AGrowth ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
นายทินวัฒน์ ศรีทัดจันทา 02-017 5555 ต่อ 552 หรือ thinnawat.s@nia.or.th

#NIA #Innovation #ABCcenter #AGrowth

คณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ (กนช.) พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จาก สนช. ได้เข้าพบหารือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ และบริษัทชั้นนำต่างๆของออสเตรีย ได้แก่ Ashoka Austria, Impact Hub Vienna, Vienna Business Agency, Digital Minister Cabinet (BMDW), Austria Federal Computing Center (BRZ) และ Pioneers

เพื่อขยายความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (Social Innovation) รวมถึงวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ระหว่างหน่วยงานดังกล่าวกับ สนช. และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องของไทย ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ระหว่างวันที่ 12 - 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 และในการนี้ ทางคณะฯยังได้หารือกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวียนนาในการจัดกิจกรรมและขยายความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตของไทยกับสาธารณรัฐออสเตรียในปี พ.ศ. 2562

 

#NIA #Innovation #InnovationDiplomacy

NIA ลงพื้นที่ชายแดนใต้ ร่วมประชุมปรึกษาหารือกับ พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.) เพื่อรายงานผลการดำเนินงานตามแผน “การแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561” ที่ สนช. จัดกิจกรรมการพัฒนาและสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม (Smart SMEs/OTOP) และวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ จำนวน 8 โครงการ พร้อมทั้งหารือแนวทางความร่วมมือในการดำเนินงานระหว่าง สนช. และ ศอ.บต. ในการดำเนินงานการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือการพัฒนาโครงการนวัตกรรมสำหรับธุรกิจนวัตกรรม Smart SMEs/ Startup ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ตามแผนการดำเนินโครงการ “บูรณาการการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ในปีงบประมาณ 2562

ทั้งนี้ ศอ.บต. และ สนช. เห็นพ้องในการกำหนดแนวทางในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สอดคล้องกันใน 2 ส่วนสำคัญ คือ

1. การพัฒนาต่อยอดธุรกิจนวัตกรรมของผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ได้รับการสนับสนุนแล้ว ให้สามารถขยายผลทางด้านเศรษฐกิจได้จริงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาศัยกลไกการสนับสนุนของ สนช. ในการขยายผลโครงการนวัตกรรม (Growth) รวมทั้งยังเป็นการสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้ประกอบรายใหม่ๆ ถึงโอกาสและศักยภาพในการทำธุรกิจนวัตกรรมในพื้นที่


2. การพัฒนาผู้ประกอบการรายใหม่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปีงบประมาณ 2562 เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสและสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมในลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองมากขึ้น

ทั้งนี้ การดำเนินงานทั้ง 2 ข้างต้น ทั้งสองหน่วยงานหวังให้เกิดการสร้างเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคสามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด

#NIA #Innovation #OpenInnovation #SMEs #Startup #Deepsouth

กิจกรรมต่อเนื่องจากงานเสวนา THE MAKING OF COLLABORATIVE CITIES “การสร้างเมืองประสานความร่วมมือ"

สนช. โดยฝ่ายนวัตกรรมเพื่อสังคม ได้เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฎิบัติการหัวข้อ "การออกแบบเมืองประสานความร่วมมือ โครงการออกแบบเพื่อนวัตกรรมสังคม" ได้ร่วมระดมสมองและแลกเปลี่ยนความรู้ถึงความเป็นไปได้ของโครงการนวัตกรรมในรูปแบบใหม่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงบทบาทของโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคม รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 
โดยโครงการนวัตกรรมสังคมที่เป็นกรณีศึกษา มีดังนี้

- โครงการพัฒนาและส่งเสริมความร่วมมือย่านสร้างสรรค์ (เจริญกรุง) : ร่วมสร้างสรรค์และออกแบบพื้นที่ทางเท้าสำหรับถนนเจริญกรุงเพื่อเชื่อมต่อให้เกิดเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ และสร้างกิจกรรมที่จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว และการมีส่วนร่วมของชุมชน

- โครงการการสร้างความร่วมมือของชุมชนระยองในการสร้างแหล่งเรียนรู้ จ.ระยอง โดยชุมชนและภาคีเครือข่ายร่วมกันพัฒนาและยกระดับชุมชนในพื้นที่ จ.ระยองให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการศึกษาที่ได้รับมาตรฐานที่มีรูปแบบการบริหารจัดการโดยชุมชน ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปํญญา ถนนสายวัฒนธรรมในชุมชนเมืองเก่า แหล่งเรียนรู้ชุมชนประแสร์ เป็นต้น

- โครงการการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนสตูลในการสร้างพัฒนาแหล่งเรียนรู้ จ.สตูล โดยมีการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน องค์การส่วนปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัย และชุมชน จะมุ่งเน้นพัฒนาภูมิสังคมแหล่งการเรียนรู้ซึ่งครอบคลุม 4 อำเภอในพื้นที่ Geo park เพื่อตอบโจทย์ในหลากหลายมิติ

- โครงการบางกอกนี้...ดีจัง : สร้างสรรค์วิถีชุมชนอยู่ได้ ปลอดภัย มีชีวิตชีวา ผ่านการมีส่วนร่วมสร้างกิจกรรมที่หลากหลาย สร้างเครือข่าย สื่อสร้างสรรค์และการจัดสภาพแวดล้อมชุมชน สู่การเกิดนโยบายระดับชุมชนและท้องถิ่น พื้นที่นำร่อง ประกอบด้วย บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ และบางพลัด

- โครงการระบบอาหารอินทรีย์ในชุมชนโรงเรียน : สร้างต้นแบบการเชื่อมโยงแบบบูรณาการในการสร้างสรรค์ระบบอาหารอินทรีย์ของชุมชน ผ่านเกษตรกรรุ่นใหม่ สู่ผู้บริโภคที่เชื่อมโยงกับโรงเรียน ในพื้นที่ จ. นนทบุรี

- โครงการธนบุรี คลองสร้างสรรค์ : platform ที่นำชุมชน ผู้มีส่วนได้เสีย อาสาสมัคร องค์กร หรือประชาชนทั่วไปมาร่วมกันสร้างโมเดลเพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาสังคมในพื้นที่คลองธนบุรีบนพื้นฐานของข้อมูลและการสร้างเครือข่ายสังคมของ platform และพยายามผลักดันโมเดลนั้นให้เกิดขึ้นจริงจากการทำงานของเครือข่ายสังคม

#NIA #Innovation #SocialInnovation

NIA นำโดยดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมเปิดงานเสวนา THE MAKING OF COLLABORATIVE CITIES “การสร้างเมืองประสานความร่วมมือ”

เพื่อร่วมกันออกแบบร่วมสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาสังคมในรูปแบบต่างๆ สร้างแนวคิดและส่งเสริมความรู้ด้านนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) ให้สามารถนำไปสู่กระบวนการประสานความร่วมมือกันของภาคส่วนต่างๆ ตลอดจนการออกแบบแนวทางสู่การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่ความความยั่งยืน

นอกจากนี้ สนช. โดยฝ่ายนวัตกรรมเพื่อสังคม ยังมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพให้ผู้ประกอบการสร้างธุรกิจเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นด้วยนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ ทั้งยังเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมในเชิงพื้นที่ตั้งแต่ระดับเมืองจนไปถึงระดับท้องถิ่นอีกด้วย

NIA นำโดยดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วยดร.วีระพงศ์ แพสุวรรณ ประธานกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ และดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผอ. NIA นำผู้แทนวิสาหกิจเริ่มต้นหรือสตาร์ทอัพ จากสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน สมาคมฟินเทคประเทศไทย สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย สมาคมโปรเแกรมเมอร์ไทย ชมรมผู้ประกอบการโลจิสติกส์อิเล็กทรอนิกส์ สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ และตัวแทนนิสิต นักศึกษา เยาวชนไทย จาก STARTUP Thailand League รวมประมาณ 600 ราย เข้าพบและยื่นข้อเสนอ “THAILAND TOWARDS STARTUP NATION” เพื่อการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ประเทศแห่งสตาร์ทอัพ” (Thailand: Startup Nation) ภายในปี 2564

ซึ่งจะเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย ทั้งด้านรายได้ การลงทุน และการจ้างงาน โดยมีเป้าหมายสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ 5% ของ GDP ประเทศไทย เพิ่มการจ้างงาน 50,000 ตำแหน่ง เพิ่มจำนวนวิสาหกิจเริ่มต้นที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม 1,000 ราย โดยกำหนดจุดยืนของประเทศไทย เป็น แพลทฟอร์มสำหรับสตาร์ทอัพจากทั่วโลกเพื่อเข้าสู่ตลาดเอเชีย (Thailand is Startup’s Global Platform of Asia)

NIA ร่วมสนับสนุนการจัดการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 44 ประจำปี 2561 ภายใต้หัวข้อ Science and Technology in the Disruptive Era หรือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในยุคพลิกผัน จัดโดยสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

โดยสมาคมฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานเปิดการประชุมดังกล่าว พร้อมทรงเป็นองค์ปาฐกถาพิเศษ เพื่อเฉลิมฉลอง 25 ปี การเสด็จเยือนขั้วโลกใต้ และเนื่องในโอกาสที่สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ครอบรอบ 70 ปี แห่งการก่อตั้ง

ในโอกาสนี้ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA ได้เข้ารับโล่พระราชทาน ผู้สนับสนุนการจัดงาน จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดย NIA ได้ร่วมออกบูธนำเสนอบทบาท และกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการ รวมถึงนำตัวอย่างนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนมาจัดแสดงภายในงานด้วย

ผู้สนใจสามารถมารับคำปรึกษาในการสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่บูท NIA ได้ตั้งแต่วันที่ 29-31 ตุลาคม 2561 ณ ชั้น 2 (ด้านหน้าห้องแกรนด์ฮอลล์) ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 10 ธันวาคม 2561 กับหลักสูตรวุฒิบัตรการศึกษาทางไกล การจัดการนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการ รุ่นที่ 19

อยากริเริ่มธุรกิจใหม่ๆ อยากมีใครสักคนเป็นที่ปรึกษา เพียงคุณมีใจมุ่งมั่นต้องการหาแนวทางทำธุรกิจนวัตกรรม เราช่วยท่านได้

หลักสูตรนี้เน้นการให้ความรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการจัดการนวัตกรรม มีอาจารย์ที่ปรึกษาประจำตัวที่จะช่วยผลักดันให้คุณได้ฝึกคิด ฝึกเขียนโครงการที่มีความเป็นไปได้ด้านเทคโนโลยีและการตลาด สร้างธุรกิจนวัตกรรมให้เป็นจริงด้วยเงินสนับสนุนตามกลไกของ NIA ต่อไป

ที่สำคัญ ! เราพร้อมจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรให้เพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการพัฒนาทักษะด้วยการลงมือทำจริง อีกทั้งยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และคุณค่ากับเครือข่ายเพื่อนร่วมหลักสูตร
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนออนไลน์ที่ www.nia.or.th/ims/register

สอบถามเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
• กลุ่มส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต สถาบันการศึกษาทางไกล กระทรวงศึกษาธิการ
โทร. 02-381 6651 หรือ e-mail: dei_condised@dei.ac.th
• สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
โทร. 02-0175555 ต่อ 602 (ฐายิกา) หรือ e-mail: thayika@nia.or.th

วันอาหารโลก (World Food Day) เกิดขึ้นในปี 2539 โดยองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations, FAO) ได้กำหนดให้วันที่ 16 ตุลาคม (ซี่งตรงกับวันก่อตั้งองค์การ) ของทุกปี เป็นวันอาหารโลก เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนัก และเกิดความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาความอดอยาก หิวโหย และทุพโภชนาการ

เนื่องในโอกาสวันอาหารโลก เรามารู้จักกับปัญหาความอดอยาก หิวโหย และทุพโภชนาการนี้กันเถอะ

Read More

NIA ร่วมหนุนจัดงาน CEBIT ASEAN Thailand 2018 ขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งจัดโดยบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ร่วมกับ ดอชเช่อ เมสเซ่ เอจี ผู้นำด้านการจัดงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล อันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยอรมนี เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน

ภายในงานจะได้พบกับโปรแกรมจับคู่เจรจาธุรกิจกับนักธุรกิจรุ่นใหม่ โปรแกรมสัมมนาในหัววที่น่าสนใจ เช่น CEBIT Technical Seminar ปฏิวัติธุรกิจและอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล CIO Forum เจาะลึกการวางกลยุทธ์สำหรับผู้บริหารธุรกิจในยุคดิจิทัล และ Cyber Security ไทยแลนด์ 4.0 การพัฒนาที่ต้องระวังภัยไซเบอร์ นอกจากนี้ NIA ยังร่วมขนทัพสตาร์ทอัพมาร่วมด้วยกว่า 30 ราย

วันที่ 18-20 ตุลาคม 2561
ณ อาคาร 7-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

STEAM4INNOVATOR  ชวนคุณครู อาจารย์ ผู้ที่สนใจเรียนรู้กระบวนการเป็นนวัตกร ผ่านเครื่องมือ STEAM4INNOVATOR  ให้เข้าใจคอนเซปเบื้องต้นของการสร้างนวัตกรรมได้ที่งาน Educa 2018 ณ ชั้น 1 อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี เวลา 10.00- 17.00 น.

ภายในบูธมีกิจกรรมทดลองทำกระบวนการ 4 ขั้นตอนของ STEAM4INNOVATOR ง่ายๆ ภายในเวลา 15 นาที (รอบเวลา Workshop 10.30-11.00 และ 15.00-15.30 น.)

และสำหรับคุณครู อาจารย์ ในบูธได้มีตัวอย่างกิจกรรมที่ผ่านมาของโครงการให้เรียนรู้เพิ่มเติมอีกด้วย อาทิ ตัวอย่างแบบการเรียนรู้ระดับประถมและมัธยมศึกษา คลิปวีดิโอสาธิต STEAM4INNOVATOR คืออะไร พร้อมรับ Point เพื่อลุ้นรับของรางวัลภายในงาน

 

มาร่วมเรียนรู้กระบวนการ STEAM4INNOVATOR ผ่าน 4 ขั้นตอนแล้วร่วมสร้างนวัตกรในอนาคตด้วยกันนะคะ

NIA ร่วมกับทรู ดิจิทัล พาร์ค ปั้นย่านปุณณวิถีสู่ “Bangkok CyberTech District" ต้นแบบย่านนวัตกรรมดิจิทัลของไทย พร้อมเตรียมเปิดศูนย์บริการ Startup Thailand Center แห่งแรกที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค
“Bangkok CyberTech District" ศูนย์กลางดิจิทัลและไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคใหม่ ถือเป็นย่านนวัตกรรมที่มีระบบนิเวศสำหรับสตาร์ทอัพที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่แห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดบุคคลากรผู้มีความเชี่ยวชาญ ทั้งในและต่างประเทศให้เข้ามาประกอบธุรกิจ ช่วยสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งความรู้ เงินทุน การเติบโตทางธุรกิจของผู้ประกอบการ และสตาร์ทอัพให้ก้าวสู่ระดับสากล พร้อมทั้งเพิ่มอัตราการจ้างงาน รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมดังกล่าว


NIA ร่วมกับ ทรู ดิจิทัล พาร์ค และภาคีเครือข่ายต่างๆ พัฒนา Bangkok CyberTech District อย่างไม่หยุดยั้ง โดยรวบรวมจุดแข็งของแต่ละหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมาบูรณาการอยู่ภายในย่านฯ ทั้งนี้ NIA ได้เข้ามาตั้งศูนย์บริการ Startup Thailand Center ซึ่งมีพื้นที่กว่า 200 ตร.ม. ไว้ให้บริการแก่ผู้ประกอบการ Startup ทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้จัดตั้งบริษัทในไทยอย่างสะดวก รวดเร็ว ภายในศูนย์ฯ มีพื้นที่ co-working space, event space และ private office พร้อมทั้งแพลตฟอร์มสำหรับปั้นเหล่า Startup ให้เป็นนักรบทางเศรษฐกิจในระดับสากล เช่น การปลูกฝัง บ่มเพาะบุคลคากรผู้มีความสามารถและความเชี่ยวชาญพิเศษ การต่อยอดธุรกิจนวัตกรรมระหว่างสตาร์ทอัพและบริษัทชั้นนำ การขับเคลื่อนการพัฒนาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การแลกเปลี่ยนสตาร์ทอัพระหว่างประเทศ เป็นต้น
คาดว่าภายใน 3 ปีจะมี Global Startup เกิดขึ้นภายในย่านฯ ไม่ต่ำกว่า 100 ราย ก่อให้เกิดรายได้ประมาณ 3,500 ล้านบาท จึงเชื่อมั่นได้ว่า Bangkok CyberTech District จะสามารถสร้างคุณค่า แหล่งงานและเงินทุน สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศไทยได้อย่างมหาศาล

 

NIA โดย ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ ได้รับเกียรติให้เป็นผู้ได้รับรางวัล Rising Star โดย Dr. Janil Puthucheary Senior Minister of State, Ministry of Transport & Ministry of Communications and Information ในงานสัมมนานานาชาตินวัตกรรมภาครัฐ Innovation Labs World 2018 ณ ประเทศสิงคโปร์ ที่มีรัฐบาลกว่า 44 ประเทศเข้าร่วม ในโครงการย่านนวัตกรรม (Innovation District) รางวัลนี้ถือเป็นผลงานของ NIA team ทุกท่านที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน จนได้รับการยอมรับในระดับนานาขาติ

NIA จับมือออสเตรเลียหนุนความร่วมมือส่งเสริมผู้ประกอบการนวัตกรรม ในเบื้องต้นได้มีการลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) ระหว่าง NIA โดยดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA และมร.มาร์ค กุสโตวสกี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร QUT Creative Enterprise Australia :CEA
เพื่อร่วมมือในการส่งเสริมนวัตกรรมระหว่างประเทศไทยและออสเตรเลีย
โดยมีกรอบการดำเนินงาน 4 ด้าน ได้แก่

  • การพัฒนาเยาวชนให้สอดรับกับยุคดิจิทัล
  • โปรแกรมส่งเสริมสตาร์ทอัพ
  • การพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจ
  • การแลกเปลี่ยนสตาร์ทอัพ

“INNOVATION THAILAND EXPO 2018” ในปีนี้ NIA สร้างสรรค์งานขึ้นใหม่ในรูปแบบเทศกาลนวัตกรรม (Innovation Festival) ที่เป็นครั้งแรกของประเทศ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนของประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสถาบันการศึกษา ตั้งแต่การให้ทุนวิจัย การพัฒนาทุนมนุษย์และงานวิจัย การใช้ประโยชน์งานวิจัย การสร้างสรรค์นวัตกรรม ร่วมกันผนึกกำลังนำเสนอผลงานนวัตกรรมระดับประเทศ เพื่อสร้างความชัดเจนของประเทศไทยที่มีการพัฒนานวัตกรรมอย่างรวดเร็ว กับ 250 ผลงานนวัตกรรม จาก 150 หน่วยงาน ที่จะมาพร้อมกับกิจกรรมที่หลากหลายและสนุกสนานแบบเฟสติวัล ตลอดการเข้าชมงาน

FAIR : งานแสดงนวัตกรรม...ที่ยิ่งใหญ่สุดครั้งเดียวในรอบปี
FIN : เปิดธุรกิจนวัตกรรมกับบริการของภาครัฐ...โอกาสใหม่ในอนาคต
FUN : สนุกสนานกับประสบการณ์หลากหลายนวัตกรรม...ที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น

“INNOVATION THAILAND EXPO 2018” ที่จะมาในรูปแบบใหม่ “เทศกาลนวัตกรรม” ที่จะพบกับนวัตกรรมระดับประเทศที่หลากหลาย อาทิ โซนนิทรรศการ “นวัตกรรมประเทศไทย” จะมาพร้อมกับ 70 ผลงานนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น และ 30 ผลงานนวัตกรรมในโครงการไฮไลท์รอบปีที่ผ่านมา โซนนิทรรศการ “รางวัลนวัตกรรม (Innovation Award)” กับ 100 ผลงานนวัตกรรมยอดเยี่ยม โซนนิทรรศการ “อาชีพในศตวรรษที่ 21” เสนอทิศทางของอาชีพในอนาคต พร้อมฝึกอบรมและให้คำปรึกษาแก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ โซนนิทรรศการ “องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise)” โดย 20 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่นำนวัตกรรมไปพัฒนาและขับเคลื่อนองค์กร โซนนิทรรศการ “International Innovation” โชว์ผลงานนวัตกรรมระดับประเทศจาก จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อิสลาเอล มาเลเซีย

รวมทั้งจะมีพิธีมอบรางวัลนวัตกรรม ประจำปี 2561 เนื่องในวันนวัตกรรมแห่งชาติ (5 ตุลาคม) จำนวน 10 รางวัลนวัตกรรมในหลายหลายด้าน ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม รางวัลการออกแบบเชิงนวัตกรรม รางวัลองค์กรนวัตกรรมยอดเยี่ยม รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย รางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย (ระดับเยาวชน) รางวัล UAV Startup (นวัตกรรมอากาศยานไร้คนขับ) รางวัลแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม และรางวัลนวัตกรรมสื่อ (Media Innovation)

นอกจากนั้นเพื่อตอกย้ำความเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม ภายในงานยังจัดให้มีการสัมมนาระดับนานาชาติ ทั้งในระดับผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ ผู้ประกอบการ ภาคการศึกษา ปละประชาชนทั่วไป รวม 10 หัวข้อ วิทยากรระดับประเทศมากกว่า 50 ท่าน ตลอด 4 วันของการจัดงาน

งานในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนของประเทศเกิดการตื่นตัวในการพัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรมและความเป็นผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม ตั้งแต่กลุ่มเยาวชน สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ ภาครัฐ ผู้บริหาร และประชาชนทั่วไป จากการเข้ามารับบริการต่างๆ จากหน่วยงานรัฐ ศึกษาแนวทางการสร้างธุรกิจนวัตกรรม ศึกษาแนวโน้มธุรกิจนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ไม่ควรพลาดกับเทศกาลนวัตกรรม

วันที่ 4-7 ตุลาคม 2561 ที่ฮอลล์ 98 ไบเทค บางนา

NIA โดย ฝ่ายนวัตกรรมเพื่อสังคม และสถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม (Innovation Foresight Institute, IFI) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง International Workshop on Future of Social Disruption and Sustainable Development Goals (SDGs) (Thailand’s Directions) โดยได้รับเกียรติจากตัวแทนจากหน่วยงาน ได้แก่ ASEAN Secretariat, UNDP Thailand, UNICEF, MTEC, GIZ และ TREC เพื่อระดมสมองและความคิดเห็นทั้งมุมมองจากต่างประเทศและในประเทศในการศึกษาทิศทางการพัฒนา ส่งเสริมและสนับสนุนนวัตกรรมเพื่อสังคมที่เหมาะสมกับประเทศไทย (Social Innovation Trend )

ในประเด็นนวัตกรรมเพื่อสังคม 9 ด้าน คือ

1) ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
2) ด้านความเชื่อมโยงระหว่าง อาหาร น้ำ และพลังงาน
3) ด้านภาครัฐและการศึกษา
4) ด้านการเงิน การจ้างงาน และสวัสดิการสังคม
5) ด้านเกษตรกรรมยั่งยืน
6) ด้านความเป็นเมือง
7) ด้านสุขภาพ 
8)ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม 
9)ด้านการจัดการภัยพิบัติ เพื่อพัฒนาเป็นกลไกการสนับสนุนของ สนช. ร่วมกับเครือข่ายในรูปแบบต่างๆ

นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างและขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อสังคม ทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ รวมถึงแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ระหว่างชุมชน ผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม หน่วยงานวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน หน่วยงานสนับสนุนเงินทุนทั้งภาครัฐและเอกชน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อันจะมีส่วนผลักดันธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

NIA โดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการยกระดับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ด้วยการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสีเขียวสู่ตลาดสากล ระหว่างหน่วยงานพันธมิตร 8 แห่งและหน่วยงานภานในเครือบางจาก ประกอบด้วย สนช. สวทช. สสว. สถาบันอาหาร วช. สกว. ธนาคารกสิกรไทย สอท. สถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจบางจาก และบริษัท บางจากรีเทล จำกัด รวม 10 แห่ง วันที่​ 31 สิงหาคม​ 2561​ ณ​ ตึกเอ็มทาวเวอร์​ ถนนสุขุมวิท​

ความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งพัฒนานวัตกรรมไทยให้ไปสู่ตลาดในเทศและตลาดสากล มุ่งเน้นสินค้าที่เป็นกลุ่มอาหาร กลุ่มสุขภาพที่มีความโดดเด่น และมีความเป็นนวัตกรรม ด้วยสิทธิพิเศษต่างๆ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหน่วยงานของบริษัทบางจาก

สถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจบางจาก (BIIC)
ตั้งหน่วยงานร่วมลงทุนเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นทั้งในประเทศและต่างประเทศในวงเงิน 1,500 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี ในกลุ่มที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมสีเขียวด้วย

ร้าน SPAR Thailand บริษัท บางจากรีเทล จำกัด
เป็นธุรกิจร้านขายอาหารและด้านสุขภาพ มีอยู่มากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก มีหลายขนาดขึ้นกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทางบริษัทบางจากรีเทล จำกัด จึงก่อตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันของบางจาก (non oil business) โดยจะพัฒนาสินค้าขึ้นเองและร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อนำขึ้นมาจำหน่ายในร้าน SPAR รวมไปถึงร้านกาแฟอินทนินด้วย สินค้าแปลกใหม่ที่ไม่จำหน่ายร้านอื่นเป็นเป้าที่จะดึงเข้ามา มีความแปลกใหม่ เป็นนวัตกรรมและมีจุดขายที่ดี โดยจะมีการสนับสนุนหรือสิทธิพิเศษในเรื่องค่าแรกเข้าหรือค่าธรรมเนียมต่างๆ อาทิ ทดสอบตลาดช่วงแรก 3 เดือน

เครือบางจาก
เริ่มต้นจากการทำโรงกลั่นน้ำมัน ต่อมาพัฒนาเป็นสถานีบริการน้ำมัน 1,140 แห่ง เป็นของบริษัทเอง 200 แห่ง นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนให้ SMEs บริหารร้านกาแฟอินทนินอีกมากกว่า 500 แห่ง ถือเป็นช่องทางการตลาดที่ดีของประเทศไทยด้วย

เข้าสู่ครั้งที่ 6 แล้วกับกิจกรรมประกวดภาพถ่ายนวัตกรรม “Innovation Thailand Photo Contest 2018” ในธีม One Shot Knock Out : Innovation District เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวด้านนวัตกรรมขึ้น โดยอาศัยการถ่ายภาพเป็นเครื่องมือในการเปิดมุมมองความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมที่มีอยู่ในย่านนวัตกรรมดังกล่าว

กิจกรรมดีๆ แบบนี้ NIA ได้รับความร่วมมือสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งในครั้งนี้เรามาอยู่กันที่ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร “ย่านนวัตกรรมปทุมวัน และ Central Bangkok” (Patumwan Innovation District) เรียกว่าเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมือง เป็นศูนย์กลางธุรกิจ (Central Business District) และพื้นที่ธุรกิจสร้างสรรค์ (Creative District) มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาย่านนวัตกรรมปทุมวันให้เป็นพื้นที่ศูนย์กลางการพัฒนานวัตกรรม (Central Innovation District) ที่เชื่อมโยงกับบริบทของพื้นที่เดิมทั้งพื้นที่พาณิชยกรรมและสถาบันการศึกษาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของย่านปทุมวัน โดยสนับสนุนให้เกิดธุรกิจของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการและผู้ผลิตผลงานเชิงนวัตกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากช่างภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 140 คน

ผลการประกวด
รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นางสาวกิติพร แซ่คง
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ นายเสกสรรค์ วสุวัต
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ นายตฤณ สิงหกลางพล
รางวัลชมเชย ได้แก่ นายวีระยุทธ พิริยะพรประภา นายนันทภพ แสงงาม นางสาวกัญญารัตน์ ศิริศรีษรชัย นางวรรนธนี อภิวัฒนเสรี และนางสาวน้ำทิพย์ อันสุวรรณ

ครั้งหน้าจะลุยไปถ่ายภาพกันที่ย่านนวัตกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 1 กันยายน 2561

รายละเอียดเพิ่มเติมโทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th , www.rpst.or.th หรือ facebook.com/niathailand

เข้าสู่ครั้งที่ 5 แล้วกับกิจกรรมประกวดภาพถ่ายนวัตกรรม “Innovation Thailand Photo Contest 2018” ในธีม One Shot Knock Out : Innovation District เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวด้านนวัตกรรมขึ้น โดยอาศัยการถ่ายภาพเป็นเครื่องมือในการเปิดมุมมองความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมที่มีอยู่ในย่านนวัตกรรมดังกล่าว

กิจกรรมดีๆ แบบนี้ NIA ได้รับความร่วมมือสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งในครั้งนี้เราบุกไปที่ "ย่านนวัตกรรมพัทยา" (Pattaya Innovation District) เรียกว่าเป็นพื้นที่สร้างนวัตกรรมและแหล่งงานสำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ รองรับการพัฒนาของแนวระเบียงเศรษฐกิจภาพตะวันออก โดยมุ่งเป้าพัฒนาให้เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เปลี่ยนภาพลักษณ์ของเมืองพัทยาให้เป็นจุดหมายการท่องเที่ยวทางกีฬา สันทนาการ และสุขภาพ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากช่างภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100 คน

ผลการประกวด
รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นายเลอสม ลองพล


รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ นายสุรเชษฐ อินอัญชัญ


รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ นายจิงโจ้ รุ่งฤกษ์วิวัฒน์


รางวัลชมเชย ได้แก่ นายอดิศร ศรีประเสริฐ นายลวณากร อักษรมัต นายธนารักษ์ เลิศนาวา นายวีระศักดิ์ แซ่คู้ และนายเสกสรรค์ วสุวัต

ครั้งหน้าจะลุยไปถ่ายภาพกันที่ย่านนวัตกรรมปทุมวันและ Central Bangkok วันที่ 25 สิงหาคม 2561

รายละเอียดเพิ่มเติมโทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th , www.rpst.or.th หรือ facebook.com/niathailand

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จัดพิธีเปิดนิทรรศการ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม” (100 Faces of Thailand’s Innovation Inspirers) โดยกำหนดจัดแสดงตั้งแต่วันนี้ ถึง 19 สิงหาคม ศกนี้ ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 เซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช ซึ่งได้รวบรวมแนวคิด ผลงาน ความสำเร็จของผู้นำการเปลี่ยนแปลงจากหลากหลายอาชีพในประเทศไทย เพื่อปลุกกระแสให้คนไทยเกิดความตื่นตัว กล้าที่จะคิดนอกกรอบ ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเป็นแรงผลักดันประเทศก้าวสู่ยุค “ไทยแลนด์ 4.0”

โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก ว่าที่พันตรีชาติชาย ศรีโพธิ์อ่อนปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอบางละมุง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง   รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ให้การต้อนรับและรับฟังกิจกรรมเสวนาความสำเร็จของบุคคลต้นแบบ ผู้สร้างแรงบันดาลใจและสร้างการเปลี่ยนแปลงโดย รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ นางฟ้าของสัตว์น้ำ และ คุณสุนทร ใจมาบุตร อดีตนักกีฬาทีมชาติ ผู้ค้นพบคุณค่าชีวิตใหม่ในร่างพิการ จะมาร่วมแชร์มุมมอง ประสบการณ์ และจุดเปลี่ยนที่จะสร้างแรงบันดาลใจ

ทั้งนี้ ภายในงานจะได้พบกับนิทรรศการภาพบุคคลต้นแบบในรูปแบบ “นิทรรศการมีชีวิต” พร้อมชมของรักของหวงที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับบุคคลต้นแบบเหล่านี้ได้ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงในชีวิตจนประสบความสำเร็จ      ซึ่งไม่ได้มีโอกาสหาชมได้บ่อยนัก

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการเสวนาจากบุคคลต้นแบบที่จะมาร่วมแชร์มุมมอง ประสบการณ์ และจุดเปลี่ยนที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยกล้าที่จะก้าวสู่การเปลี่ยนแปลง โดยจะสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันทุกวัน        เช่น วันที่ 18 สิงหาคม พบกับ ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หมอยาผู้ชุบชีวิต ภูมิปัญญาสมุนไพรไทย และ อาจารย์ก่อเกียรติ ทองผุด ผู้ออกแบบพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ปิดท้ายการเสวนาในวันที่ 19 สิงหาคม พบกับ เดชา ศิริภัทร ผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณชาวนาด้วยเมล็ดข้าว และ ฤชวีพัฒน์ จิราวัฒน์มงคล นางฟ้าซาลอน ผู้สร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน       ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นบุคคลตัวอย่างที่ได้รับการยกย่องในด้านต่างๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนไทยในการสร้างสรรค์ผลงานของตนเอง กล้าที่จะคิดนอกกรอบ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ร่วมผลักดันประเทศสู่ยุคดิจิทัล

นิทรรศการ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม” ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีชจังหวัดชลบุรี ยังจะจัดขึ้นใน วันที่ 29 สค. – 2 กย. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ จ.เชียงใหม่  สำหรับใน      ภาคกลางสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ เฟซบุ๊คแฟนแพจ : ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม

ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02 017 5555 หรือที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ NIA : National Innovation Agency, Thailand

NIA ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดตัวหลักสูตร IDE to IPO รุ่น 2 มีบริษัทชั้นนำระดับประเทศเข้าร่วมจำนวน 100 องค์กร

เปิดด้วย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม NIA กล่าวต้อนรับผู้ประกอบการ และบรรยายพิเศษถึงความสำคัญของนวัตกรรม รวมทั้งกลไกการสนับสนุนจาก เอ็นไอเอ ตลอดจนแนวทางการยกระดับความสามารถทางนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ ผ่านสถาบันวิทยาการนวัตกรรม หรือ NIA Academy

ต่อด้วยการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับ Innovation for Corporate Growth
โดย คุณธีรีสา มัทวพันธุ์ รองผู้อำนวยการด้านยุทธศาสตร์องค์กร NIA ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปพัฒนาและปรับปรุงให้ธุรกิจเติบโตและประสบความสำเร็จสูงสุด

ทั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ มาบรรยายในหัวข้อ. Innovation Driven Enterprise เพื่อเสริมข้อคิดด้านนวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการ ที่มีความพร้อมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งนี้ยังได้ให้มุมมองของพลังของ Design Thinking ของ MIT และตัวอย่างบริษัทออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับโลกอย่างเช่น IDEO

และสุดท้าย คุณประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ให้ข้อมูลภาพรวมของโครงการ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
ฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม NIA โทรศัพท์ 02 017 5555 (คุณพันธพงศ์/คุณปุชรัสม์)

ABC Center ภายใต้ NIA จัดกิจกรรม AgSeed Episode I : New Farming Model 2030 เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวด้านนวัตกรรมการเกษตรในโลกแห่งอนาคตที่ และการริเริ่มให้เกิดการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรรูปแบบใหม่ ๆ และพัฒนาการเกษตรของไทยให้ก้าวไกลระดับโลก และเปลี่ยนผ่านไปสู่”เกษตรบริการหรือธุรกิจเกษตร” ด้วยสุดยอดไอเดียนวัตกรรมพลิกโฉมฟาร์มเกษตรของไทย
โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA กล่าวเปิดงานว่า ทิศทางของการเกษตรแห่งโลกอนาคต มีความแตกต่างและความหลากหลาย โดย ABC Center จะมีแนวทางการดำเนินงานเป็น Game Changer ริเริ่มให้เกิดแนวทางการสร้างนวัตกรรมการเกษตร ที่จะนำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศทั้งด้านแรงงานคนที่จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงด้านการตลาดและกลไกราคา การเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้การวางตำแหน่งการเกษตรของประเทศไทยถูกเปลี่ยนแปลงจากผู้ตามกลายเป็นผู้นำเทรนด์ได้

นอกจากนี้ในงานยังมีกิจกรรมเฟ้นหาสุดยอดไอเดีย โดยมีผู้เข้าแข่งขัน 10 ทีมสุดท้ายเข้าประกวดบนเวที Pitching ที่รวมคนจากหลากหลายสาขาอาชีพทั้งนักวิเคราะห์การตลาด เกษตรกร ผู้ประกอบการการเกษตร นักพัฒนาเทคโนโลยี นักเรียน นักศึกษา เข้ามานำเสนอไอเดียแผนการจัดการฟาร์มในโลกอนาคตปี 2030 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการ NIA ด้านระบบนวัตกรรม และนายปริวรรต วงษ์สำราญ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม โดยมีผลการประกวดดังนี้
รางวัลชนะเลิศ คือผลงานของคุณกิตติศักดิ์ หมื่นสีดา
รางวัลรองชนะเลิศมี 3 รางวัลคือ ผลงานของคุณปัญจรัตน์ กิตติจรูญวิทย์ คุณเพิ่มพงศ์ เอี้ยวบันดาลสุข
และคุณนพรัตน์ พันธุ์พินิจ

และสุดท้ายกิจกรรมเสวนาโดยมีวิทยากรจาก 4 ภาคส่วนคือ
1. ตัวแทนจากฝั่งรัฐบาล คุณมณฑา ไก่หิรัญ ผู้จัดการส่งเสริมนวัตกรรม ABC Center, NIA
2. ตัวแทนจากภาคเอกชน คุณโอฬาร วีระนนท์ CEO and Co-founder, Durian Corporation
3. ตัวแทนจากภาคการศึกษา คุณวีรศักดิ์ สุระเรืองชัย หัวหน้ากลุ่มวิจัย, Freak Lab, KMUTT
4. ตัวแทนจากฝั่งสตาร์ทอัพ คุณอุกฤษ อุณหเลขกะ Co-founder, Ricult

ธุรกิจนวัตกรรมเกษตรสร้างมูลค่าเพิ่มและพลิกโฉมให้ภาคการเกษตรไทย ได้อย่างไร
พบคำตอบได้ที่ งานสัมมนา “AGrowth : ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรไทยสู่ตลาดโลก”
จัดโดย ศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร Agro Business Creative Center (ABC Center) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ในวันพุธที่ 22 สิงหาคม 2561 เวลา 13.00 – 16.30 ณ ห้อง Amber 2 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา
ผู้สนใจลงทะเบียนร่วมงานได้ที่ www.nia.or.th/agrowth  ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: นางสาวนงนุช ท่วมจร 02-017 5555 ext. 549 หรือ nongnuch@nia.or.th

อีกทั้ง มีกิจกรรมดีๆ สำหรับผู้สนใจที่มองหาและต้องการอัพเดตเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร มาปรับใช้ในธุรกิจเกษตรของทุกท่าน
โดยสามารถเข้าร่วมชมนิทรรศการแสดงผลงานด้านธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรภายใต้การดำเนินงานของ ABC center
ซึ่งจัดแสดงในงาน Horti ASIA 2018 และ AGRITECHNICA ASIA 2018 ระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม 2561
ณ ฮอลล์ EH 98A-98 บูท B26 เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นผู้นำด้านการพัฒนานวัตกรรมการเกษตร และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเกษตรในระดับนานาชาติ

NIA ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมประกวดภาพถ่ายนวัตกรรม “Innovation Thailand Photo Contest 2018” ในธีม One Shot Knock Out : Innovation District เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวด้านนวัตกรรมขึ้น โดยอาศัยการถ่ายภาพเป็นเครื่องมือในการเปิดมุมมองความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมที่มีอยู่ในย่านนวัตกรรมดังกล่าว

สำหรับกิจกรรมนี้จัดนำร่องใน 7 ย่าน ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธี ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ ย่านนวัตกรรมปทุมวัน ย่านนวัตกรรมพัทยา ย่านนวัตกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ย่านนวัตกรรมในจังหวัดภูเก็ต และย่านนวัตกรรมในจังหวัดขอนแก่น โดยมีเป้าหมายกระตุ้นให้ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคธุรกิจ รวมถึงประชาชนทั่วไปได้ตระหนักรู้ถึงประโยชน์จากการยกระดับแต่ละพื้นที่ให้เป็นย่านนวัตกรรม และเป็นส่วนหนึ่งในการนำปัญหาหรือสิ่งรอบตัวมาพัฒนารูปแบบธุรกิจและโซลูชั่นใหม่ๆ ที่จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม นอกจากนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์บรรยากาศด้านนวัตกรรมใหม่ๆให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะต่อเนื่องถึงการช่วยให้แต่ละพื้นที่มีความน่าอยู่อาศัยมากขึ้น ชิงเงินรางวัลทั้ง 7 ย่านนวัตกรรม ทั้งสิ้น 280,000 บาท

รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 15,000 บาท และ Voucher มูลค่า 10,000 บาท สนับสนุนโดย Shriro Marketing (Thailand) Ltd.

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 เงินรางวัล 10,000 บาท

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 เงินรางวัล 5,000 บาท

รางวัลชมเชย 5 รางวัล เงินรางวัลละ 2,000 บาท

การประกวดภาพถ่ายนวัตกรรม ครั้งที่ 4 นี้ เป็นการประกวดภาพถ่ายย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ จัดขึ้น ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม 2561โดย ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมด้วย ดร.ธีรีสา มัทวพันธุ์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ด้านยุทธศาสตร์องค์กร คุณกนช รัติวานิช ผู้จัดการส่งเสริมนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.ณัฐวุฒิ ปรียวนิตย์ หัวหน้าภาควิชาการออกแบบและวางผังชุมชนเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้เกียรติมาร่วมในการตัดสินการประกวด

สำหรับการประกวดแนวคิดการประกวดในครั้งนี้คือ ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ (Rattanakosin District) หรือ Old Bangkok Innovation District: OBID มีวิสัยทัศน์ในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (A Leading Hub of Creative Economy in Southeast Asia) เป็นศูนย์รวม startup เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเป็นศูนย์รวมกลุ่มสังคมที่ยึดโยงกับวัฒนธรรมร่วมสมัย ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากช่างภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 130 คน

สำหรับผลการประกวดมีดังนี้

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นายวีรวิทย์ ฐิติวรสิทธิ์

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ นายธนกร จารุพานิชย์กุล

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ นายสุรพงศ์ นามเสริมศรี

รางวัลชมเชย ได้แก่ นางสาวมาลี ฤกษ์พรพิพัฒน์ นายสุกฤษ หิรัญสาระพงศ์ นายสุรเชษ อินจันทร์ นายชาคริต ปิ่นสวัสดิ์ และนางสาวนภาพร ชินวุฒิ

และทาง NIA ขอแสดงความยินดีกับทุกท่าน

ผู้ที่สนใจรายละเอียดที่จะเข้าร่วมการประกวดในครั้งต่อไป วันที่ 18 สิงหาคม 2561 ณ ย่านนวัตกรรมพัทยา ที่เซ็นทรัลพลาซ่า พัทยา บีช สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th , www.rpst.or.th หรือ facebook.com/niathailand

 

 

 

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ด้านระบบนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม” (100 Faces of Thailand’s Innovation Inspires) ณ มิวเซียมสยาม

ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียน นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก  นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมเสวนา คมความคิด “คนต้นแบบ” ปลุก “แรงบันดาลใจ” ในตัวคุณ โดย คุณพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ พ่อมดไอที ผู้ไม่เคยหยุดเดิน และ คุณทฤษฎี ณ พัทลุง อัจฉริยะแห่งดนตรี วาทยากรไทยที่อายุน้อยที่สุดในโลก ที่มาร่วมแชร์มุมมอง ประสบการณ์ และจุดเปลี่ยนที่สร้างแรงบันดาลใจ เพื่อปลุกกระแสให้เกิดความตื่นตัว กล้าที่จะคิดนอกกรอบ ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์

โดยผู้สนใจสามารถร่วมชมนิทรรศการ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม” ครั้งต่อไป ระหว่างวันที่ 15-19 สิงหาคม ศกนี้ ณ ลานโปรโมชั้น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

โทร.02 017 5555

หรือที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ NIA : National Innovation Agency, Thailand

และ เฟซบุ๊คแฟนแพจ : ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม

เมื่อวันพุธที่ 1 สิงหาคม 2561 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เเกียรติร่วมประชุมหารือกับคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ และคณะผู้บริหารสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) เพื่อมอบนโยบายและแนวทางการปฏิรูประบบอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

  • การขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0 ที่เน้นการสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน คือ “ระบบวิจัย” และ “ระบบนวัตกรรม” ซึ่งมีการเชื่อมโยงกันอย่างมาก การปฏิรูประบบอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับทั้งสองระบบ
  • โจทย์สำคัญสำหรับ “ระบบนวัตกรรม” คือการสร้างสังคมแห่งนวัตกรรม ที่มี Entrepreneurial System ที่เข้มแข็งที่จะนำไปสู่ Value Creation และ Innovation ต่อไป
  • การปฏิรูปฯ นอกจากจะนำมาซึ่งการจัดการด้านการวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม (Mandatory Research) แล้ว ยังต้องมีการสร้างให้เกิดการจัดการด้านนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม (Mandatory Innovation) ด้วย บทบาทของหน่วยงานนำด้านนวัตกรรมอย่าง NIA จึงต้องผสานทั้งการทำงานที่ตอบโจทย์ภาคเอกชน (bottom-up) และการยกระดับนวัตกรรมที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของประเทศ (top-down)
  • บทบาทของ NIA จึงควรเป็น “Game Changer” ในเชิงระบบเพื่อก่อให้เกิดการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยนวัตกรรม ทั้งนวัตกรรมที่เกิดบนฐานเทคโนโลยี (tech-based innovation) และนวัตกรรมบนฐานความคิดสร้างสรรค์ (creative-based innovation)
  • อยากจะฝากประเด็นสำหรับ NIA เพื่อเป็นแนวคิดสำหรับการออกแบบแนวทางการดำเนินงานในอนาคต ดังนี้
  1. การพัฒนานวัตกรรมที่สร้างความเปลี่ยนแปลง (transformation) และยกระดับประเทศ (high impact) เพราะนวัตกรรมจะเป็นเครื่องมือสำคัญทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้
  2. การส่งสร้างการสร้างนวัตกรรมฐานเทคโนโลยีชั้นสูง (Deep-tech Innovation) ที่ต้องเชื่อมโยงกับทั้งทางฝั่งอุปทาน (มหาวิทยาลัย นักวิจัย ห้องปฏิบัติการ) และฝั่งอุปสงค์ (ผู้ประกอบการ ผู้ใช้งาน โจทย์สังคม)
  3. เครื่องมือสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม อาทิ กองทุนนวัตกรรม (Innovation Fund) การสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยนวัตกรรมผ่าน Government Procurement รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัยไทยในการไปเป็น Tech-based Startup

 

 

 

 

 

 

มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ NIA จัดงานแถลงข่าว “การจัดประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2561” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาพัฒนาต่อยอดเป็นผลงานนวัตกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับ “ข้าวไทย” ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงสร้างโอกาสการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวไทย และรูปแบบการพัฒนานวัตกรรมข้าวไทย โดยในปีนี้ขยายเวลารับสมัครถึง 15 กันยายน 2561

รางวัลแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรม และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยใช้เกณฑ์การตัดสินความเป็นนวัตกรรมของผลงาน การสร้างมูลค่าเพิ่มของข้าวไทย และศักยภาพในการพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 80,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง และอันดับสองได้เงินรางวัล 40,000 บาท และ 20,000 บาท ตามลำดับ และรางวัลชมเชยจำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท

ในปี 2560 ไทยส่งออกข้าวได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ปริมาณ 11.63 ล้านตัน และในจำนวนนี้เป็นการส่งออกข้าวขาวมากที่สุดปริมาณกว่า 5 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 43% ของปริมาณการส่งออกข้าวรวม แต่มีการแข่งขันด้านราคามากในตลาดโลก เนื่องจากไทย เวียดนาม เมียนมา และกัมพูชา สามารถผลิตได้ในปริมาณมาก และเป็นข้าวคุณภาพปานกลางที่เหมาะกับผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่มีกำลังซื้อจำกัด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยยังคงแข่งขันด้านราคากับปริมาณอยู่ แต่ไม่ได้แข่งขันในด้านการสร้างคุณค่าและมูลค่าที่เพิ่มขึ้น NIA จึงวางเป้าหมายในการยกระดับข้าวในเชิงพาณิชย์ ซึ่งต่อไป “ข้าว” ที่เป็นสินค้าเกษตร จะไม่ใช่เพียงสินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้น แต่งจะต้องปรับเปลี่ยนจาก “เกษตรแบบดั้งเดิม”ไปสู่ “เกษตรอุตสาหกรรม” และก้าวไปสู่ “เกษตรบริการ หรือธุรกิจเกษตร” ที่มีการใช้นวัตกรรมเป็นหลักในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย ดังนั้นข้าวจะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมาก และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยที่ผ่านมา NIA มุ่งเน้นผลักดันและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมในข้าวให้ก้าวสูงขึ้นด้วยการพัฒนาธุรกิจใหม่บนฐานความรู้ และการใช้นโยบายนวัตกรรมข้าวไทยในเชิงรุกผ่านการสนับสนุนโครงการนวัตกรรม

การดำเนินแนวทางประชารัฐที่มีบูรณาการร่วมกันระหว่าง สนช. ผู้ประกอบการ และเกษตรกรไทย จะสามารถเร่งรัดให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมข้าวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่จากข้าวที่มีมูลค่าเพิ่มสูงนั้น ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะกระจายไปในทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม หรือผู้ประกอบการ เกษตรกร ชาวนาผู้ปลูกข้าว ดังนั้น โอกาสทางเศรษฐกิจที่เราสามารถแข่งขันได้ ก็คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูป และผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีโอกาสขยายตัวสูง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว ในกลุ่มของอาหารสุขภาพ กลุ่มอาหารเพื่อความสะดวกสบาย และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและยา รวมถึงการพัฒนารูปแบบธุรกิจและเครื่องมือเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกย์ใช้ ย่อมเกิดการสร้างธุรกิจใหม่ ตลาดใหม่ และแหล่งรายได้ใหม่ที่มากยิ่งขึ้น ทั้งยังทำให้เกษตรกรมีโอกาสลดความผันผวนของราคาข้าวได้มากขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องขายในรูปของข้าวสารเพียงอย่างเดียว เป็นการสร้างทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตให้กับเกษตรกรไทยได้อีกด้วย

สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดคลิ๊กที่ www.thairice.org/…/inno-contest-2561/rice-innovation2018.pdf

NIA นำโดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม และคณะฯ พร้อมด้วยนายนิธิรุจน์ โผนประเสริฐ ผู้อำนวยการกองสนเทศเศรษฐกิจ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และคณะฯ ร่วมเดินทางไปยังนครฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย เพื่อพบหารือความร่วมมือกับหน่วยงานด้านนวัตกรรมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของสหรัฐฯ โดยการนำของท่านอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตันดีซี นางภัทราวรรณ เวชชศาสตร์

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในสาขาที่ไทยสามารถแสวงหาความร่วมมือเพื่อการพัฒนาผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมได้

4 หน่วยงานสำคัญที่คณะเดินทางได้เข้าพบหารือเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้รูปแบบการดำเนินงานและเชื่อมโยงความร่วมมือ ได้แก่ (1) Startup PHL เป็น Venture Capital ที่จัดตั้งขึ้นจากความร่วมมือของ The City of Philadelphia, Department of Commerce และ The Philadelphia Industrial Development Corporation (PIDC) เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของฟิลาเดลเฟีย ที่ช่วยสนุบสนุนผู้ประกอบการ Startup ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน จัดหากองทุนเพื่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงช่วยให้ Startup สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี และให้การอบรมด้านการประกอบธุรกิจ ซึ่งจะเป็นหน่วยงานเครือข่ายสำคัญหน่วยงานหนึ่งในอนาคตของ Startup Thailand

(2) บริษัท Lux Research เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านการวิจัยและให้คำปรึกษาด้านธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยข้อมูลคุณภาพจากทีมนักวิเคราะห์ที่เชี่ยวชาญ มีองค์ประกอบทั้งนักวิจัยการตลาด นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของบริษัท เป็นที่ปรึกษาชั้นนำในการผลักดันและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในตลาดโลก โดยความร่วมมือในอนาคตจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลและรูปแบบในการจัดระบบและพัฒนานิเวศนวัตกรรมในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อสนับสนุนการวางแผนพัฒนาของประเทศไทย

(3) Pennovation เป็นศูนย์บ่มเพาะและสร้างสรรค์นวัตกรรม ที่เน้นการสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินการของผู้ประกอบการใหม่ตั้งแต่เริ่มกระบวนการ Inspiration จนถึง Implementation จัดเป็น Working Space ที่มีเครื่องมืออุปกรณ์และห้องทดลองที่ครบครัน สามารถสนับสนุนการขึ้นต้นแบบชิ้นงานและการทำวิจัยในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องได้จนถึงขั้นของการวิจัยตลาดเพื่อออกสู่เชิงพาณิชย์ นับว่าเป็นรูปแบบการจัดการที่สมบูรณ์และมีความทันสมัย ประเทศไทยสามารถใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อสอดรับกับการสร้างสรรค์ธุรกิจสมัยใหม่ของคนยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี

(4) The Science Center เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่เป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยเชิงนวัตกรรม และการใช้เทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ ให้การช่วยเหลือและให้บริการด้านเครื่องมือเทคโนโลยี ห้องปฏิบัติการทดลองวิจัย และให้คำปรึกษาพร้อมจัดหาแหล่งเงินทุนแก่นวัตกร ผู้ประกอบการ และ Startup มีความร่วมมือกับศูนย์วิจัย ห้องปฏิบัติการทดลอง และสถาบันการศึกษา มากกว่า 31 แห่ง มีโปรแกรมการพัฒนานักวิจัยและผู้ประกอบการตั้งแต่การบ่มเพาะเรื่อง STEAM สำหรับเยาวชน ไปจนถึงการสร้างความสามารถของผู้ประกอบการซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนเพื่อแสวงหาแนวทางในการพัฒนานวัตกรของไทยต่อไป

NIA ร่วมมือกับกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ในโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยด้านเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) นำภาคเอกชนเยือนสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 15-23 ก.ค. เพื่อเข้าร่วมงาน BIO world Congress on Industrial Biotechnology ที่นครฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย และพบหารือกับหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศนวัตกรรมของสหรัฐอเมริกา

งาน BIO world Congress on Industrial Biotechnology เป็นงานแสดงนิทรรศการความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจฐานชีวภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต และเป็นเวทีสร้างเครือข่ายส่าหรับบริษัทและบุคลากรในแวดวงเศรษฐกิจฐานชีวภาพ จัดโดยองค์กร Biotechnology Innovation Organization หรือ BIO ซึ่งเป็นตัวแทนอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ ก่อตั้งมาแล้ว 25 ปี มีเครือข่ายกว่า 1,000 ราย ทั้งที่เป็น บริษัท สถาบันการศึกษา ตลอดจน องค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งคณะผู้แทนจาก สนช. และกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้เข้าพบหารือด้วย โดยการนำของท่านอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน นางภัทราวรรณ เวชชศาสตร์ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของไทยและกลุ่มสมาชิกที่เป็นองค์กรชั้นนำของโลกด้านเทคโนโลยีชีวภาพ

 

ในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ สนช. ได้นำผู้ประกอบการไทยจัดแสดงผลงาน จำนวน 4 ราย คือ บริษัท กรีน อินโนเวทีฟ ไบโอเทคโนโลยี จำกัด บริษัท เดนทัลสวีท จ่ากัด ควอลิเทค แลบอราทอรี่ เซอร์วิส จำกัด และบริษัท ไบโอบอร์น จำกัด ซึ่งได้ขึ้นเวทีนำเสนอเทคโนโลยีชีวภาพที่โดดเด่น จำนวน 2 ราย ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจและนักลงทุนที่เข้าร่วมงานจากทุกมุมโลก

การเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ถือเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีชีวภาพของไทย และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวโน้มของโลกในภาคเศรษฐกิจชีวภาพเพื่อการวางแนวทางการสนับสนุนและการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย

NIA ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมประกวดภาพถ่ายนวัตกรรม “Innovation Thailand Photo Contest 2018” ในธีม One Shot Knock Out : Innovation District เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวด้านนวัตกรรมขึ้น โดยอาศัยการถ่ายภาพเป็นเครื่องมือในการเปิดมุมมองความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมที่มีอยู่ในย่านนวัตกรรมดังกล่าว

สำหรับกิจกรรมนี้จัดนำร่องใน 7 ย่าน ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธี ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ ย่านนวัตกรรมปทุมวัน ย่านนวัตกรรมพัทยา ย่านนวัตกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ย่านนวัตกรรมในจังหวัดภูเก็ต และย่านนวัตกรรมในจังหวัดขอนแก่น โดยมีเป้าหมายกระตุ้นให้ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคธุรกิจ รวมถึงประชาชนทั่วไปได้ตระหนักรู้ถึงประโยชน์จากการยกระดับแต่ละพื้นที่ให้เป็นย่านนวัตกรรม และเป็นส่วนหนึ่งในการนำปัญหาหรือสิ่งรอบตัวมาพัฒนารูปแบบธุรกิจและโซลูชั่นใหม่ๆ ที่จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม นอกจากนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์บรรยากาศด้านนวัตกรรมใหม่ๆให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะต่อเนื่องถึงการช่วยให้แต่ละพื้นที่มีความน่าอยู่อาศัยมากขึ้น ชิงเงินรางวัลทั้ง 7 ย่านนวัตกรรม ทั้งสิ้น 280,000 บาท
รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 15,000 บาท และ Voucher มูลค่า 10,000 บาท สนับสนุนโดย Shriro Marketing (Thailand) Ltd.
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 เงินรางวัล 10,000 บาท
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 เงินรางวัล 5,000 บาท
รางวัลชมเชย 5 รางวัล เงินรางวัลละ 2,000 บาท
การประกวดภาพถ่ายนวัตกรรม ครั้งที่ 3 นี้ เป็นการประกวดภาพถ่ายย่านนวัตกรรมในจังหวัดขอนแก่น จัดขึ้น ณ เซ็นทรัลพลาซาขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ในวันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม 2561

โดย คุณกนช รัติวานิช ผู้จัดการส่งเสริมนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมด้วย คุณดาว วาสิกศิริ นายกสมาคมภาพถ่ายแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคุณชาญณรงค์ บุริสตระกูล ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด ให้เกียรติมาร่วมเป็นกรรมการตัดสินการประกวด
สำหรับการประกวดแนวคิดการประกวดในครั้งนี้คือ ย่านนวัตกรรมในจังหวัดขอนแก่น (Innovation District in Khon Kean) พื้นที่ส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมการขนส่ง (Logistic Tech) และศูนย์กลางการศึกษา (Education tech) ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากช่างภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 90 คน
สำหรับผลการประกวดมีดังนี้
รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นายณฐวัฒน์ ตีรวัฒนประภา


รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ นายยุทธพงษ์ ฤทธิชัย


รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ นายปรีดา พันธฤทธิ์


รางวัลชมเชย ได้แก่ นายอดิศร์ สมบุญสา นายสุรเชษฐ อินอัญชัน นายชาติชาย พรมพิราษฎร์ นายโกวิทย์ ทับบุญ และนายประยนต์ ช่างเกวียน


และทาง NIA ขอแสดงความยินดีกับทุกท่าน
ผู้ที่สนใจรายละเอียดที่จะเข้าร่วมการประกวดในครั้งต่อไป วันที่ 3 สิงหาคม 2561 ณ ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th , www.rpst.or.th หรือ facebook.com/niathailand

NIA โดยศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร หรือ ABC center ร่วมกับม.แม่โจ้ จัดสัมมนา “AgTech Innovation Forum@แม่โจ้” เป็นจุดเริ่มต้นในการจุดประกายให้กับนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย วิสาหกิจเริ่ม วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ เข้าใจมุมมองในการสร้างธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรใน 7 สาขาที่สำคัญ ได้แก่ 1) ธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ 2) ธุรกิจเกษตรดิจิทัล 3) ธุรกิจเครื่องจักรกลเกษตร หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 4) ธุรกิจการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการขนส่ง 5) ธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ 6) ธุรกิจการบริการทางธุรกิจเกษตร และ 7) ธุรกิจรูปแบบการจัดการฟาร์มแบบใหม่

“AgTech Transformation” การพลิกโฉมวงการเกษตรไทย ให้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของไทย สู่การเป็นผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรในภูมิภาค “โครงการ FarmLab” เป็นการบ่มเพาะและสร้างนวัตกรการเกษตรโดยมีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นแหล่งที่สร้างให้เกิดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีแก่นักศึกษา บัณฑิต ผู้ประกอบการ ที่จะนำเทคโนโลยีไปแก้ไขปัญหาทางการเกษตรอย่างถูกต้องและแม่นยำ โดยมีร่วมมือกับภาคเอกชน มหาวิทยาลัยเครือข่าย เพื่อแสวงหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีความเหมาะสมบนพื้นที่ทำงานที่มีลักษณะเป็นแบบ co-farming spaceประกอบด้วยพื้นที่สำหรับการออกแบบและสร้างต้นแบบเบื้องต้น นำไปทดสอบแนวคิดบนพื้นที่ใช้งานจริงภายในมหาวิทยาลัยหรือพื้นที่เครือข่ายภาคเอกชน เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ด้านเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์แนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเกษตรได้อย่างถูกต้อง

การนำเสนองานวิจัยที่มีผลงานที่โดดเด่นพร้อมต่อยอดสู่นวัตกรรมการเกษตร จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในการ pitching นำเสนอจุดเด่นทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม และรูปแบบธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร ที่จะส่งผ่านไปยังผู้ประกอบการที่สนใจ ที่จะมาร่วมกันรังสรรค์การต่อยอดผลงานวิจัยด้านเกษตรที่มีศักยภาพผ่านกระบวนการ FarmLab สู่การผลิตเชิงพาณิชย์ และขยายผลในวงกว้างต่อไป

นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม” (100 Faces of Thailand’s Innovation Inspirers) ซึ่งจัดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA

กิจกรรมนี้จัดขึ้น ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 เซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น ซึ่งได้รวบรวมแนวคิด ผลงาน ความสำเร็จของผู้นำการเปลี่ยนแปลงจากหลากหลายอาชีพในประเทศไทย เพื่อปลุกกระแสให้คนไทยเกิดความตื่นตัว กล้าที่จะคิดนอกกรอบ ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ โดยมี นายสุภาพ อัจฉริยะศรีพงศ์ กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ให้การต้อนรับ พร้อมกิจกรรมเสวนาความสำเร็จของบุคคลต้นแบบ ผู้สร้างแรงบันดาลใจและสร้างการเปลี่ยนแปลงโดย สุรศักดิ์ ป้องศร ผู้จุดกระแส “หนังไทบ้าน” และ นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ผู้พิทักษ์สัตว์ป่า

สนใจรายละเอียดเข้าร่วมฟังเสวนาในครั้งต่อไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์  http://www.nia.or.th ,https://facebook.com/NIA100FACES/หรือ http://facebook.com/niathailand

สำนักงานวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) ขอเชิญวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ผู้ประกอบการ SMEs และบริษัทขนาดใหญ่

เข้าร่วมฝึกอบรมหลักสูตร “การเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาและพัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรม ครั้งที่ 4”

ระหว่างวันที่ 3 – 4 สิงหาคม 2561 ณ โรงแรมเมอร์เคียว กรุงเทพฯ มักกะสัน

เพื่อเสริมสร้างศักยภาพความรู้และทักษะที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจนวัตกรรมรวมถึงเปิดมุมมองใหม่ในการบริหารธุรกิจนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์ด้านกฎหมายธุรกิจ

ทรัพย์สินทางปัญญา และการวางแผนกลยุทธ์ทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยที่สร้างผลกระทบต่อธุรกิจได้อย่างชัดเจน

ด้วยการรับการถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะจากบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ (Professional Service Providers) ที่สามารถให้คำปรึกษาได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และมีประสิทธิภาพ

ลงทะเบียนได้ที่ : www.nia.or.th/MINDCREDIT_Training4

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) ร่วมกับ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ SMEs ผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) เข้าร่วมกิจกรรมประเมินและวินิจฉัยศักยภาพการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการภายใต้โครงการ Innovation Hubs ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันที่ 3 สิงหาคม 2561 ณ ห้องประชุมกองบริหารงานวิจัย ตึกอธิการ 2 (ตึกเดิม) มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Highlight
# แนะนำรูปแบบกลไกแนวทางการสนับสนุนของ NIA ชี้แจงกระบวน การพัฒนาข้อเสนอโครงการ และแนวทางการพิจารณา โดยเจ้าหน้าที่ NIA

# กิจกรรมประเมินและวินิจฉัยศักยภาพการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ Innovation Hubs เพื่อขอรับทุนสนับสนุนจาก NIA (เฉพาะผู้ลงทะเบียนเข้ารับการประเมินฯ เท่านั้น)
สำหรับผู้สนใจรับการประเมินศักยภาพการดำเนินธุรกิจเพื่อขอรับทุนสนับสนุนจาก NIA (Case by Case) รายละ 15 นาที โดยเจ้าหน้าที่จะประสานเพื่อยืนยันช่วงเวลาการประเมินของแต่ละโครงการอีกครั้ง

สามารถลงทะเบียนออนไลน์เข้าร่วมได้ที่ http://www.nia.or.th/innoHubs-SN/

NIA ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมประกวดภาพถ่ายนวัตกรรม “Innovation Thailand Photo Contest 2018” ในธีม One Shot Knock Out : Innovation District เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวด้านนวัตกรรมขึ้น โดยอาศัยการถ่ายภาพเป็นเครื่องมือในการเปิดมุมมองความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมที่มีอยู่ในย่านนวัตกรรมดังกล่าว

สำหรับกิจกรรมนี้จัดนำร่องใน 7 ย่าน ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธี ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ ย่านนวัตกรรมปทุมวัน ย่านนวัตกรรมพัทยา ย่านนวัตกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ย่านนวัตกรรมในจังหวัดภูเก็ต และย่านนวัตกรรมในจังหวัดขอนแก่น โดยมีเป้าหมายกระตุ้นให้ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคธุรกิจ รวมถึงประชาชนทั่วไปได้ตระหนักรู้ถึงประโยชน์จากการยกระดับแต่ละพื้นที่ให้เป็นย่านนวัตกรรม และเป็นส่วนหนึ่งในการนำปัญหาหรือสิ่งรอบตัวมาพัฒนารูปแบบธุรกิจและโซลูชั่นใหม่ๆ ที่จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม นอกจากนี้ยัง ยังเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์บรรยากาศด้านนวัตกรรมใหม่ๆให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะต่อเนื่องถึงการช่วยให้ แต่ละพื้นที่มีความน่าอยู่อาศัยมากขึ้น ชิงเงินรางวัลทั้ง 7 ย่านนวัตกรรม ทั้งสิ้น 280,000 บาท

รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 15,000 บาท และ Voucher มูลค่า 10,000 บาท สนับสนุนโดย Shriro Marketing (Thailand) Ltd.

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 เงินรางวัล 10,000 บาท

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 เงินรางวัล 5,000 บาท

รางวัลชมเชย 5 รางวัล เงินรางวัลละ 2,000 บาท

การประกวดภาพถ่ายนวัตกรรม ครั้งที่2 นี้ เป็นการประกวดภาพถ่ายย่านนวัตกรรมโยธี จัดขึ้น ณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ โดย ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน และ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ให้เกียรติมาเป็นกำลังใจกับผู้เข้าประกวด เมื่อวันเสาร์ที่7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

สำหรับการประกวดในครั้งนี้คือ ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี (Yothi Medical Innovation District) ภาพถ่ายเข้าประกวดจึงเน้นความเป็นศูนย์กลางการบริการนวัตกรรมทางการแพทย์ การวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ และการบริการสาธารณสุขของประเทศ จากการมีการกระจุกตัวของโรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ กระทรวงและหน่วยงานสำคัญต่างๆ ของรัฐ อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งในการเชื่อมต่อการเดินทางรูปแบบต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร

ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากช่างภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 90 คน

สำหรับผลการประกวดมีดังนี้

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นาย วชิรวิทย์ เอี่ยมฤกษ์ชัย

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ นาย สุกฤษฏิ์ หิรัญสารพงศ์

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ นาย จิตริน วิโรจสายลี

รางวัลชมเชย ได้แก่ นาย ชวาล ศิรินนาทร,นาย สรยุทธ รุ่งเรือง,น.ส.รณิดา ประขวัญครบุรี,นาย สมชาย อิ่มชู,น.ส.สิรินันท์ ด่านค้ามาก

ทาง NIA ขอแสดงความยินดีกับทุกท่าน ผู้ที่สนใจรายละเอียดที่จะเข้าร่วมการประกวดในครั้งต่อไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ http://www.nia.or.th ,http://www.rpst.or.th หรือ http://facebook.com/niathailand

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ด้านระบบนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม” (100 Faces of Thailand’s Innovation Inspirers)

ซึ่งรวบรวมบุคคลต้นแบบมาร่วมแชร์มุมมอง ประสบการณ์ และจุดเปลี่ยนในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทย ให้กล้าที่จะก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ พร้อมกิจกรรมเสวนาบุคคลต้นแบบ โดย คุณณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ น้องธันย์ ชีวิตบันดาลใจและคุณชัยสิทธิ์ จุนเจือ ช่างภาพระดับโลกสัญชาติไทย

ณ ชั้น 1 อาคารอุทยานนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

NIA ร่วมกับ บิสเนส ฟรานซ์  2 ก.ค 61

NIA ร่วมกับ บิสเนส ฟรานซ์ (ฝ่ายการค้าและพาณิชย์) สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย จัดงาน THAI-FRENCH SMART CITY FORUM เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ระหว่างสองประเทศ รวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศ (eco-system) เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาย่านนวัตกรรม

การจัดงาน THAI-FRENCH SMART CITY FORUM ในครั้งนี้ เป็นการรวมตัวของผู้แทนหน่วยงานด้านเมืองอัจฉริยะประเทศไทย ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ วิศวกร ผู้ประกอบการ นักวิชาการ ที่ปรึกษา รวมถึงหน่วยงานภาครัฐด้านการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและเมืองอัจฉริยะ เช่น NIA สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยภายในงานเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากประเทศไทยได้พบปะกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านเมืองอัจฉริยะจากประเทศฝรั่งเศส ได้แก่ ACOEM, ARTELIA, BOUYGUES-THAI, DASSAULT SYSTEMS, DEXTRA, EDF INTERNATIONAL NETWORKS, EGIS, ENGIE, MICHELIN, PLATT NERA-SIGFOX, SCHNEIDER ELECTRIC, SAINT-GOBAIN, SUEZ และ VEOLIA จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้แทนจากประเทศไทยและประเทศฝรั่งเศสในการหารือทางเทคนิคเกี่ยวกับโครงการเมืองอัจฉริยะและย่านนวัตกรรมที่กำลังดำเนินการพัฒนาอยู่ในประเทศไทย

นอกจากนี้ จะมีการบรรยายพิเศษจากกลุ่มบริษัทเอกชน Frasers – TCC และ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เพื่อนำเสนอโครงการ One Bangkok และโครงการเมืองแห่งใหม่ในเขตอุตสาหกรรมของจังหวัดชลบุรี ตามลำดับ และผู้แทนจากบริษัทเทคโนโลยีประเทศฝรั่งเศส ได้แก่ Dassault Systèmes, Engie, Saint-Gobain และ Schneider Electric นำเสนอโซลูชั่นเมืองอัจฉริยะและตัวอย่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ในการยกระดับนวัตกรรมเชิงพื้นที่ ที่ NIA ดำเนินการอยู่นั้น มุ่งเน้นให้เกิดการยกระดับศักยภาพทางนวัตกรรมในระดับพื้นที่ เพื่อพัฒนาให้เกิดพื้นที่นวัตกรรมทั้งระดับภูมิภาค เมือง และย่าน โดยจะพัฒนาใน 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้าพื้นฐานที่เอื้อต่อการังสรรค์ระบบนิเวศนวัตกรรม การบริหารทรัพยากรเพื่อให้เกิดพื้นที่นวัตกรรม และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งในปัจจุบัน NIA ได้วางเป้าหมายในการพัฒนา “ย่านนวัตกรรม” ทั้งกรุงเทพฯ และภูมิภาครวม 15 ย่าน แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 8 ย่าน ได้แก่ โยธี คลองสาน ปทุมวัน กล้วยน้ำไท ลาดกระบัง ปุณวิถี บางซื่อ และรัตนโกสินทร์ ส่วนในภูมิภาค 7 ย่าน ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น บางแสน ศรีราชา พัทยา อู่ตะเภา-บ้านฉาง ภูเก็ต โดยมีเป้าหมายหลักในการเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของย่าน และการแพร่กระจายนวัตกรรม (Diffusion) ดึงดูดทุนมนุษย์ทางนวัตกรรมทั้งที่เป็นสตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี และนวัตกร ให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สินค้า บริการรูปแบบใหม่ที่มีศักยภาพสูง รวมทั้งการสร้างงานแห่งอนาคต ซึ่งในแต่ละย่านจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน

ประกวดภาพถ่ายย่านนวัตกรรม 1 ก.ค 61

ผลงานผู้ชนะโครงการประกวดภาพถ่ายย่านนวัตกรรม “Innovation Thailand Photo Contest 2018” ในธีม One Shot Knock Out : Innovation District แมตช์แรกที่ภูเก็ต

ส่วนอีกย่านนำร่องที่เหลือที่เตรียมจัดประกวด ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธี ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ ย่านนวัตกรรมปทุมวัน ย่านนวัตกรรมพัทยา ย่านนวัตกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ และย่านนวัตกรรมในจังหวัดขอนแก่น

สนใจรายละเอียดที่จะเข้าร่วมการประกวดในครั้งต่อไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th , www.rpst.or.th หรือ facebook.com/niathailand

ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม  29 มิ.ย 61

NIA จัดพิธีเปิดนิทรรศการ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม” (100 Faces of Thailand’s Innovation Inspirers) โดยได้รับเกียรติจาก นายสนิท ศรีวิหค รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสาคร ชนะไพฑูรย์ ที่ปรึกษา สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ให้การต้อนรับ โดยนิทรรศการดังกล่าวได้รวบรวมแนวคิด ผลงาน ความสำเร็จของผู้นำการเปลี่ยนแปลงจากหลากหลายอาชีพในประเทศไทย เพื่อปลุกกระแสให้คนไทยเกิดความตื่นตัว กล้าที่จะคิดนอกกรอบ ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเป็นแรงผลักดันประเทศก้าวสู่ยุค“ไทยแลนด์ 4.0”

ตั้งแต่วันนี้ ถึง 2 กรกฎาคม ศกนี้  ณ ลานโปรโมชั่น แกรนด์ ฮอลล์ ชั้น 1 เซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต

 

STEAM4INNOVATOR โครงการประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 18 (TIA2018)

ผ่านไปอย่างเข้มข้นกับกิจกรรมค่ายนวัตกรรุ่นเยาว์ TIA2018

การอบรมเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ ผ่านโปรแกรม STEAM4INNOVATOR

กระบวนการพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้ประกอบการให้กับเยาวชน

ได้รับการตอบรับอย่างดีจากน้องๆ เยาวชนในค่ายว่ากิจกรรมสนุกสนาน ได้รับความรู้ มุมมองชีวิตเปลี่ยน

จากที่ก้าวเข้ามาวันแรกด้วยพลังอันเต็มเปี่ยมในการสร้างสรรค์นวัตกรรม แต่ขาดมุมมองในส่วนของธุรกิจ

การมาค่ายนี้ทำให้น้องๆ เข้าใจมากขึ้นว่านวัตกรรมคืออะไรและต้องพัฒนาเรื่องอะไรอีกเพื่อให้งานของตัวเองเป็นนวัตกรรมได้จริงๆ

น้องๆ ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่

ทั้งเข้มข้นกับการเรียน

เข้มข้นกับการให้คำแนะนำจากพี่ๆ NIA ที่ให้คำแนะนำ

จนวินาทีสุดท้ายก่อนที่น้องๆ จะนำเสนอต่อกรรมการ

ความรู้และประสบการณ์จากค่ายจะช่วยให้น้องๆพัฒนาผลงานออกมาได้อย่างดีแน่นอน

เส้นทางการก้าวสู่การเป็นนวัตกรยังไม่จบเพียงหลังค่าย 4 วันนี้

น้องๆ ยังต้องพบกับประสบการณ์ท้าทายและกิจกรรมต่างๆเพื่อพัฒนาศักยภาพให้เก่งขึ้นไปอีก

สามารถติดตามเส้นทางประสบการณ์ของน้องๆ ค่ายนวัตกรรุ่นเยาว์

จากเยาวชนช่างคิด สู่การติดอาวุธเตรียมความพร้อมเป็นนักธุรกิจนวัตกรรมได้ทาง

Home

https://web.facebook.com/ThailandInnovationAwards/

 

NIA นำคณะผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมกิจกรรม “การประกวดผลงานนวัตกรรมและการจับคู่ธุรกิจ International Invention and Innovation Show INTARG 2018” ขึ้น ณ เมืองคาโตวิค สาธารณรัฐโปแลนด์ วันที่ 20-21 มิถุนายน 2561

งานในครั้งนี้ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA ได้รับเกียรติให้เป็น International Vice President of Jury ในการตัดสินรางวัลระดับนานาชาติดังกล่าว ซึ่งงานนี้ผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยคว้ารางวัลต่างๆ มาครองกันยกทีม รวมถึงรางวัลสุดยอดผลงาน Grand Prix INTARG 2018 ซึ่งได้แก่ โครงการนวัตกรรม Sookjai จากบริษัท อาตาปี จำกัด

สำหรับรางวัลอื่นๆ จะมีผู้ประกอบการรายใดได้รางวัลอะไรบ้าง สามารถติดตามได้เลยค่ะ

รางวัล International Grand Prix INTARG 2018 และ Platinum Award
บริษัท อาตาปี จำกัด

รางวัล Gold Medal Award
บริษัท อินโนวา นาโนเทค(ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท อินโนฟาร์ม จำกัด
บริษัท ยู้ฟิชบอล จำกัด
บริษัท แฮชแท็ค อินโนเวชั่น จำกัด

รางวัล Silver Medal Award
บริษัท เบอรรี่เทค จำกัด
บริษัท ไพฑูรย์สะพลี จำกัด
บริษัท เอซีไอ ซอฟต์แวร์ จำกัด
บริษัท เทคฟาร์ม จำกัด
บริษัท คิวคิว(ประเทศไทย) จำกัด

การจัดกิจกรรมดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อสร้างการยอมรับให้แก่ผลงานนวัตกรรมของไทยในระดับสากล รวมทั้งเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมของไทยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการสนับสนุนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ต่อไป

โอกาสทองนักออกแบบ นวัตกร และผู้ประกอบการ มาถึงแล้วกับการประกวดรางวัล “Design Innovation Contest 2018″ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 4 แสนบาท
หากท่านเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจใหม่ที่มีการออกแบบอย่างสร้างสรรค์บนพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม
ไม่ว่าจะเป็นสาขา Medical Design / Food Design / Eco Design หรือ Service Design อย่ารอช้า
ท่านอาจจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกคัดเลือกให้ได้รับรางวัล พร้อมโอกาสการต่อยอดทางธุรกิจผ่านทุนการสนับสนุนจาก สนช.
สามารถส่งผลงานเข้ามาได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึง วันที่30 มิถุนายน 2561
รายละเอียดเพิ่มเติมคลิ๊ก http://www.nia.or.th/dic

18 มิถุนายน 2561 – สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร (Agro Business Creative Center: ABC Center) ร่วมกับวิทยาลัยปิโตรเลียม และปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศความร่วมมือการพัฒนาอุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรี่ สู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานด้านการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศจากการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง

ดร. สุภาพ อัจฉริยศรีพงศ์ กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า “NIA ได้มุ่งพัฒนานวัตกรรมในภาคเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งสร้างและยกระดับความสามารถด้านนวัตกรรมของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรที่สร้างสรรค์และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดระบบนิเวศของการสร้างธุรกิจนวัตกรรมเกษตร โดย “ธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่” ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรที่มีโอกาสเติบโตและหลายภาคส่วนให้ความสนใจ โดยเป็นการแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตรหรือของเหลือทิ้งจากการเกษตรด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพโดยใช้ จุลินทรีย์ แบคทีเรีย ยีสต์ เอ็นไซม์ หรืออื่นๆ ให้ทำหน้าที่เสมือนโรงงาน (cell factory) ให้ได้เป็นผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น เชื้อเพลิงและพลังงาน ชีวเคมีภัณฑ์ อาหารสัตว์แห่งอนาคต อาหารแห่งอนาคต และชีวเภสัชภัณฑ์”

“ดังนั้น NIA โดย ABC Center จึงได้ร่วมกับวิทยาลัยปิโตรเลียม และปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาความเป็นเป็นไปได้ในการสร้างธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ในอนาคตของประเทศไทย ในพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิด ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ซึ่งหากประเทศไทยสามารถผลักดันและสนับสนุนให้เกิดการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมในรูปแบบของ Biorefinery Industry Complex ในลักษณะคลัสเตอร์อุตสาหกรรม พร้อมทั้งประกาศมาตรการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากภาครัฐ ตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศของการสร้างธุรกิจนวัตกรรมเกษตรสาขาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่อย่างจริงจังได้ จะเกิดผลดีทั้งในการช่วยกระตุ้นการลงทุนขนาดใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปชีวมวล พร้อมขับเคลื่อนให้ไทยเป็นผู้นำของธุรกิจดังกล่าวได้ในภูมิภาค และยังจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรของประเทศได้อีกไม่ต่ำกว่า 10 เท่า โดยเฉพาะมันสำปะหลัง และอ้อย ที่ไทยส่งออกเป็นอันดับที่ 1 และ 2 ของโลก”

ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม NIA กล่าวว่า “การจัดตั้งศูนย์ ABC Center มีเป้าหมายในการปรับเปลี่ยน “เกษตรแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรอุตสาหกรรม” และก้าวไปสู่ “เกษตรบริการหรือธุรกิจเกษตร” ที่มีการใช้นวัตกรรมเป็นหลักในการขับเคลื่อน โดยมุ่งสร้างรูปแบบธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรใน 7 สาขา ได้แก่ 1) ธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ 2) ธุรกิจเกษตรดิจิทัล 3) ธุรกิจเครื่องจักรกลเกษตร หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 4) ธุรกิจการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการขนส่ง 5) ธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ 6) ธุรกิจการบริการทางธุรกิจเกษตร และ 7) ธุรกิจรูปแบบการจัดการฟาร์มแบบใหม่ อย่างไรก็ตาม ในปี 2561 นี้ NIA ยังได้ตั้งเป้าหมายที่จะใช้ ABC center ในการพลิกโฉมด้านการเกษตร (Agriculture Transformation) ของประเทศไทย รวมถึงเพื่อให้ตอบโจทย์กับธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ 5 ด้าน ได้แก่

  • ด้านเทคโนโลยี – เปลี่ยนจากเกษตรที่ใช้แรงงาน พึ่งพาฤดูกาล ไม่สามารถคาดการณ์ผลผลิตได้ เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อควบคุม ตรวจสอบคุณภาพ ปรับปรุงระบบเกษตรให้แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ด้านเศรษฐกิจ – เปลี่ยนจากเกษตรที่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางในการผลิตและการขาย เป็นเกษตรที่เกิดรายได้ในตัวเอง
  • ด้านการวางตำแหน่ง – เปลี่ยนจากการเป็นผู้ตามทางการเกษตร ให้เป็นผู้นำทางการเกษตร โดยอาศัยความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผนวกกับความหลากหลายในด้านการเกษตร
  • ด้านสิ่งแวดล้อม – เปลี่ยนจากการใช้ทรัพยากรที่หลากหลายอย่างฟุ่มเฟือยและไม่คุ้มค่า ให้มีการสร้างรูปแบบธุรกิจการเกษตรสมัยใหม่ที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าขึ้น เช่น การเพาะปลูกในระบบปิดที่ประหยัดน้ำมากกว่าร้อยละ 90
  • ด้านการตลาด – เปลี่ยนจากตลาดการเกษตรแบบเฉพาะกลุ่ม (ทุนขนาดใหญ่) มาสู่ตลาดที่กระจายแบบเท่าเทียมกัน”

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพื้นฐานด้านเกษตรกรรม จึงจำเป็นต้องยกระดับการเกษตรสู่เกษตรสมัยใหม่ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนพัฒนาอุตสาหกรรม วิจัย และนวัตกรรม อันจะนำไปสู่การยกระดับการเกษตร และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านวิชาการ ความรู้ทางนวัตกรรม และมีประสบการณ์โดยเน้นหนักทางด้านเทคโนโลยีปิโตรเลียม เทคโนโลยีปิโตรเคมี และพอลิเมอร์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว และตระหนักถึงการลดลงของพลังงานฟอสซิลซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของโลกที่มากขึ้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่วิทยาลัยฯ จะมีบูรณาการองค์ความรู้ต่างๆ ที่ผ่านมาเพื่อเปลี่ยนภาพจากโรงกลั่นน้ำมันไปสู่ไบโอรีไฟเนอรี่รวมถึงการการศึกษาแนวโน้ม ทิศทาง และความเป็นไปได้ในการพัฒนาเพื่อการบ่งชี้แนวโน้มและทิศทางการพัฒนาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ในอนาคตของประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องไปสู่เศรษฐกิจฐานชีวภาพอย่างยั่งยืน”

ศาสตราจารย์ ดร. สุวบุญ จิรชาญชัย คณบดีวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “เศรษฐกิจฐานชีวภาพจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งหัวใจหลักคือ กระบวนการการแปรรูปทรัพยากรหมุนเวียนชีวภาพและชีวมวลให้กลายเป็นสารผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายคล้ายกับระบบโรงกลั่นปิโตรเคมี โดยการสกัดเอาองค์ประกอบเคมีทุกชนิดในชีวมวลมาใช้ประโยชน์อย่างครบถ้วนหรือเรียกว่า “ไบโอรีไฟเนอรี่ (biorefinery)” ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้จากไบโอรีไฟเนอรี่ สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1) ชีวเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพ 2) พลังงานชีวภาพ และ 3) ผลิตภัณฑ์พลอยได้สำหรับอาหาร/อาหารสัตว์”

“ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางด้านวัตถุดิบและความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้น เมื่อนำความรู้ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการผลิต จะสามารถสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพที่มากกว่ากว่ามูลค่าจากการส่งออกสินค้าการเกษตรเกือบ 2 เท่า ทั้งนี้ ในการผลักดันธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่จำเป็นต้องมีการลดข้อจำกัดทางด้านกฎหมายและพรบ. การเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษาและอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมรวมถึงการขยายผล การส่งเสริมด้านการตลาดโดยเฉพาะในตลาดโลก เช่น ส่งเสริมให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพในผลิตภัณฑ์ใช้แล้วทิ้ง การกำหนดมาตรฐานพร้อมทั้งรับรองและตรวจสอบผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และการปลูกจิตสำนึกให้ตระหนักถึงความสำคัญของผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพ ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ คือ การบูรณาการและการร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยวิทยาลัยฯ และ NIA จะร่วมกันศึกษาเพื่อกำหนดทิศทาง แนวโน้มในอนาคต และนโยบายการสนับสนุนที่สำคัญของการพัฒนาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ของประเทศไทย พร้อมระบุปัญหาและความท้าทายของพัฒนาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ รวมไปถึงทิศทางการพัฒนาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ให้ตรงกับบริบทของประเทศไทย เพื่อนำไปใช้เป็นแผนที่นำทางในการพัฒนาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ของประเทศต่อไป”

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ นำโดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม ได้รับเชิญเข้าร่วมจัดนิทรรศการในงาน CEBIT 2018 ระหว่างวันที่ 11- 15 มิถุนายน 2561 ณ เมืองฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี เพื่อเผยแพร่บทบาทและสร้างความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมและสตาร์ทอัพของประเทศไทยร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ของเยอรมัน และให้เกียรติร่วมในพิธีเปิด Thailand Pavilion ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน

Thailand Pavilion จัดขึ้นเพื่อแสดงความพร้อมของประเทศที่มีศักยภาพทั้งด้านนวัตกรรม ด้านดิจิทัล และด้านการลงทุนร่วมกับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงสร้างให้เกิดภาพลักษณ์ประเทศที่ดีที่มีความพร้อมในการสร้างความร่วมมือกับนักลงทุน ผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ หน่วยงานภาครัฐในระดับสากล โดย ดร.ธีรวัฒน์ ภูมิจิตร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดคูหาร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งนับเป็นการเข้าร่วมครั้งแรกในงาน CEBIT 2018 และเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่เข้าร่วมงานนี้

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ นำโดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านระบบนวัตกรรม เข้าร่วมงานแถลงข่าว “CEBIT ASEAN Thailand 2018 : ASEAN’s Business Platform & Festival for Innovation & Digitalization” ที่จัดขึ้นภายในงาน CEBIT 2018 ณ เมืองฮันโนเวอร์ เยอรมนี ซึ่งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ร่วมหนึ่งในเป็นผู้สนับสนุนการจัดงานนี้

งาน CEBIT ASEAN Thailand 2018 จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยโดย อิมแพค ร่วมกับดอชเช่อ เมสเซ่ เอจี (Deutsche Messe AG) ผู้นำด้านการจัดงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศอันดับหนึ่งของโลก ระหว่างวันที่ 18-20 ตุลาคม 2561 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยรูปแบบของงาน CEBIT ASEAN Thailand ออกแบบในลักษณะเดียวกับงาน CEBIT ที่ประเทศเยอรมนีประกอบไปด้วย 4 เวทีหลัก ได้แก่ d!conomy d!tec d!tal d!campus ซึ่งเป็นการผสมผสานงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจ เข้ากับงานสัมมนา พร้อมความสนุกสนานในโซนเฟสติวัล โดยภายในงานจะรวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัลที่น่าสนใจไว้ในงานเดียว เช่น การสื่อสารและเครือข่าย ดิจิทัลโซลูชั่นและการให้คำปรึกษาทางดิจิทัล (Digital Solution and Digital Consultant) โซลูชั่นทางการตลาดและการขาย (Marketing and Sales Solutions) เทเลแมติกส์ (Telematics) และเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่ออุปกรณ์กับเครื่องมือต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน (M2M หรือ IoT) ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) เซิร์ฟเวอร์และที่จัดเก็บข้อมูลการเก็บข้อมูลการขายและข้อมูลการจ่ายเงิน (POS) และระบบแบงค์กิ้งโซลูชั่น(Banking Solution) ข้อมูลขนาดใหญ่ เทคโนโลยีสำหรับการรวบรวมข้อมูล จัดเก็บ วิเคราะห์ และการเข้าถึงข้อมูล (Business Intelligence and Data Analytics) การวิจัยและนวัตกรรม สำนักงานอัจฉริยะ (Digital Office)และอื่นๆ อีกมากมาย โดย CEBIT ASEAN Thailand จะสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมสารสนเทศและดิจิทัลในปัจจุบัน และเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้เป็นอย่างดี

ดร.กริชผกาฯ ได้ให้เกียรติกล่าวถึงมุมมองภาพรวมนวัตกรรมและสตาร์ทอัพของประเทศไทย กลไกที่เอื้อให้ชาวต่างชาติสามารถให้เข้ามาสนับสนุนสตาร์ทอัพไทย รวมถึงความสำคัญของนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data Driven Innovation: DDI) ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยภายในงาน CEBIT ASEAN Thailand 2018 สนช. จะจัดโซนนวัตกรรมที่นำ Startup และผู้ประกอบการทางด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยมาร่วมงาน เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางด้านนวัตกรรมของประเทศอีกด้วย

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน 61 ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และคุณ Soichiro Takashima นายกเทศมนตรีเมืองฟุกุโอกะได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือเรื่องการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ระหว่างสนช. และเมืองฟุกุโอกะ

ซึ่งเป็นก้าวแรกสู่ความร่วมมือระดับเมืองในการสนับสนุนและส่งเสริม Startup และสร้าง Startup ecosystem เพื่อให้ Startup ของทั้ง 2 ประเทศสามารถขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสรรหาความร่วมมือกันทางด้านธุรกิจและการลงทุน

NIA เข้าร่วมกิจกรรม “หัวเว่ย เอเชีย-แปซิฟิก อินโนเวชั่น เดย์ (Huawei Asia-Pacific Innovation Day 2018)” ครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด “สร้างสรรค์นวัตกรรมนำเอเชียแปซิฟิกก้าวสู่ยุคดิจิทัล เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและ Open Ecosystem ในระดับเอเชียแปซิฟิก โดยระดมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลจากหลากหลายภาคส่วนทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งผู้แทนจากภาครัฐของประเทศต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในอุตสาหกรรม นักวิชาการ ตัวแทนจากวงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ผู้ให้บริการเครือข่าย หน่วยงานเอกชน และผู้บริโภค

ในงานนี้ NIA ร่วมกับ สวทช. และบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อประสานความร่วมมือในการผลักดันประเทศไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมดิจิทัล และช่วยนำนวัตกรรมที่คิดค้นโดยคนไทยหรือในประเทศไทยไปสู่เวทีโลก โดยกรอบความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นภายใต้ข้อตกลงนี้จะครอบคลุมประเด็นต่างๆ ดังนี้
• การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระดับสูงที่มีความซับซ้อน (Deep Technology)
• สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและครบวงจร เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศไทย
• ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน พัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถผ่านหัวเว่ย โอเพ่นแล็บ (OpenLab) และศูนย์นวัตกรรมและการเรียนรู้ CSIC (Customer Solution Innovation & Integration Experience Center)
• ช่วยให้การสื่อสารระหว่างนักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ นวัตกร และนักวิจัยอื่นๆ เป็นไปโดยสะดวกยิ่งขึ้น
• ช่วยปรับเปลี่ยนการวิจัยให้เป็นทฎษฎีทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ใหม่ๆ

NIA โดยดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผสนช. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการประชุม AVPN Conference 2018 at Suntec Singapore (4-7 มิถุนายน)

NIA โดยดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผสนช. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการประชุม AVPN Conference 2018 at Suntec Singapore (4-7 มิถุนายน) จัดโดย Asia Venture Philanthropy Network (AVPN) ซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายนักลงทุนและผู้ให้ทุนที่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาและตอบโจทย์สังคมและสิ่งแวดล้อม

การจัดงานครั้งนี้นับเป็นปีที่ 6 ณ ประเทศสิงคโปร์ มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน จาก 46 ประเทศ โดยได้รับเกียรติจาก Miss Grace Fu รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ชุมชน และเยาวชน (Minister for Culture, Community and Youth) กล่าวเปิดงาน โดยสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน (individual) ในฐานะประชาชน (citizen) และมีกลไกสำคัญอย่าง Parnership & Collaboration เป็นตัวขับเคลื่อน และด้วยแนวคิด “Maximising Impact”

นการประชุมปี 2018 นี้จะสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการวางยุทธศาสตร์ การทำงานร่วมกันและการมุ่งเน้นผลลัพธ์ในการลงทุนทางสังคม เพื่อแสดงให้เห็นถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้นในด้านผลกระทบและการลงทุนที่จะสนับสนุนให้เกิดการลงทุนทั้งในด้านการเงิน ทรัพยากรมนุษย์ และทุนทรัพยทางปัญญาไปยังภาคสังคมอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ยังมี การเสวนาในหัวข้อ Sustainable Finance & Impact Investment และ หัวข้อที่น่าสนใจ เช่น Innovative Approaches in Creative Economies / Healthcare and Impact Investment / Unlocking the Potential for Global Philanthropy / Generation Impact / Social Innovation & Developments in Greater China เป็นต้น

 

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จัดแมชชิ่งนักศึกษากับภาคเอกชน ปั้นนวัตกรรุ่นเยาว์ พร้อมชูยุทธศาสตร์ “สตีม ฟอร์ อินโนเวเตอร์” บ่มเพาะเยาวชนสู่โลกยุคใหม่

NIA ร่วมกับองค์กร Career Visa Thailand จัดกิจกรรม “FOUNDER APPRENTICE” กิจกรรมจับคู่นิสิต นักศึกษา และผู้ที่จบการศึกษาใหม่ กับกลุ่มผู้ประกอบการด้านธุรกิจนวัตกรรม 22 แห่ง เพื่อให้ได้ทดลองทำงานจริง ตลอดจนได้ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะนวัตกรรมและสตาร์ทอัพอย่างเข้มข้น โดยโครงการดังกล่าวนี้ เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้ยุทธศาสตร์ “STEAM 4 INNOVATOR”

“STEAM 4 INNOVATOR” หรือ สตีม ฟอร์ อินโนเวเตอร์ เป็นการบ่มเพาะศักยภาพการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม และการนำนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ประกอบอาชีพของแต่ละบุคคลในอนาคต ด้วยการใช้พื้นฐานของ “STEAM” 5 องค์ความรู้ที่สำคัญจากวิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) ศิลปศาสตร์ (Arts) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) ซึ่งเป็นกระบวนการช่วยให้กลุ่มเยาวชนในทุกระดับเติบโตในสายอาชีพด้านนวัตกรรมได้อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น

สำหรับกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการนวัตกรรมให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ “FOUNDER APPRENTICE” นี้เป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มนิสิต – นักศึกษา และผู้ที่จบการศึกษาใหม่ ได้ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะนวัตกรรมร่วมกับสตาร์ทอัพ และกลุ่มผู้ประกอบการด้านธุรกิจนวัตกรรมกว่า 22 แห่ง ซึ่งมีนิสิต-นักศึกษาและผู้ที่จบการศึกษาใหม่สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรม 120 คน แต่สามารถผ่านด่านการสัมภาษณ์เพื่อจับคู่กับผู้ประกอบการจริงจำนวน 30 คน โดยเป็นการจับคู่ที่ทั้งสองฝ่ายได้มีโอกาสเลือกซื่งกันและกัน ถูกใจกันไปทั้งสองฝ่าย

สิ่งที่น้องๆ จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการนี้คือ 1) ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะนวัตกรรมและธุรกิจ 2) ฝึกงานแบบ Project-based Internship แก้โจทย์ทางธุรกิจ ในระยะเวลา 8 สัปดาห์ กับสถานประกอบการที่มีนวัตกรรม ทั้ง Startups, SMEs และ Social Enterprise 3) ประชุมกับผู้ก่อตั้งธุรกิจนวัตกรรม และแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เริ่มต้นธุรกิจ 4) พี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษาเป้าหมายอาชีพ และสุดท้าย 5) Networking โอกาสนำเสนอผลการฝึกงานและสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการนวัตกรรมรุ่นใหม่

เรียกว่านอกจากจะได้เรียนรู้งานจากเจ้าของหรือผู้ก่อตั้งธุรกิจนวัตกรรมตัวจริงเสียงจริงแล้ว ยังมีโอกาสได้ทดลองทำงานจริง ผ่านการรับโจทย์ทางธุรกิจที่ตรงกับแผนพัฒนาทักษะตามความถนัดหรือความสนใจ อาทิ การวางแผนทำตลาด การออกแบบแอปพลิเคขั่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของผู้บริโภค ฯลฯ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ยังจะได้เรียนรู้หลักสูตรและเนื้อหาต่างๆ เกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในโลกปัจจุบันที่หาไม่ได้จากห้องเรียนทั่วไป เช่น เทคนิคการเจรจาต่อรองธุรกิจ การทำแคมเปญการตลาดจากผลิตภัณฑ์จริง กระบวนการคิดเชิงออกแบบ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวนี้ จะเป็นหนึ่งในโซลูชั่นที่จะทำให้กลุ่มเยาวชนไทยมีความพร้อมด้านนวัตกรรม เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างกัน และยังทำให้มีความมั่นใจในการเลือกประกอบอาชีพในอนาคตได้มากขึ้น

ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เกียรติเป็นประธานมอบนโยบายให้กับ NIA

ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เกียรติเป็นประธานมอบนโยบายให้กับ NIA ในการประชุมคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ (ชุดเดิมแชุดใหม่) โดยเน้นประเด็นหลักๆ ดังนี้

การจัดตั้งกระทรวงใหม่ภายใต้ชื่อ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม ซึ่งจะมี 3 บทบาทหลักคือ future setting, game changing และ innovative capacity building

บทบาทของ NIA ภายใต้กระทรวงใหม่นี้ จะเน้นในเรื่อง innovation และ startup โดย NIA ต้องทำ 4 ประเด็นนี้ให้ชัด 
(1) roadmap and strategy เพื่อนำพาให้ประเทศไปสู่การเป็นสังคมนวัตกรรมอย่างแท้จริง
(2) financial and non-financial architecture โดยทำงานร่วมกับ ก.คลัง, BOI, SET
(3) regulation 3 เรื่อง ได้แก่ Startup Act, Sandbox Act, Bayh-Dole Act โดยทำงานร่วมกับ สทวน. และ สวทช
(4) execution platform

และให้ผลักดัน medical innovation district ในย่านโยธีให้มีความชัดเจนเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ คณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ (ชุดเดิม) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า (1) ที่ผ่านมา NIA มีส่วนในการสร้าง culture และเพิ่ม awareness กับประเทศในเรื่อง innovation (2) หลายๆโครงการของประเทศที่กำลังดำเนินการอยู่ เช่น EEC (3) ปัจจุบันมีหน่วยงานและหลักสูตรต่างๆที่มีคำว่านวัตกรรมแทรกอยู่ในชื่อ ส่วนหนึ่งมาจากการผลักดันด้านนวัตกรรมของ NIA โดยการทำ Innovation platform policy ต้องมีหน่วยงานหลักดูเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อน และควรดูนวัตกรรมด้านบริการด้วย

ในช่วงท้าย ท่าน รมว.วท. ยังให้เกียรติมอบของที่ระลึกให้กับคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ (ชุดเดิม) อีกด้วย

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) ร่วมกับ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)
ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ SMEs ผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) อาจารย์ นักวิจัย และผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาชี้แนะแนวทางโอกาส การสร้างสรรค์นวัตกรรมให้เด่นดัง และกิจกรรมประเมินและวินิจฉัยศักยภาพการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการภายใต้โครงการ Innovation Hubs ภาคใต้

ในวันที่ 20 มิถุนายน 2561 ณ อาคารศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ (ตึก LRC) ห้องเลิศพัฒน์ ชั้น 12 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ. หาดใหญ่)

การสร้างนวัตกรรมให้เด่นดัง มุมมอง โอกาส และการสร้างสรรค์นวัตกรรมจากมิติต่างๆ และการขยายผลต่อยอดด้วยกลไกการสนับสนุนของ NIA โดยครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก
# ผศ.นพ.สุนทร วงษ์ศิริ (PSU) “มุมมอง โอกาส และการสร้างสรรค์นวัตกรรมจากมิติต่างๆ”
# คุณกันต์ วีระกันต์ (NIA) “การสร้างนวัตกรรมให้เด่นดัง”
# คุณนฤมล รัตนากรพันธุ์ (NIA) “NIA ช่วยอะไรคุณได้บ้าง”

สามารถลงทะเบียนได้ที่ : http://nia.or.th/Register.innoHubs-S
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : sutamas@nia.or.th

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมประกวดภาพถ่ายนวัตกรรม “Innovation Thailand Photo Contest  2018” ในธีม One Shot Knock Out : Innovation District พร้อมเปิดนิทรรศการย่านนวัตกรรม และเผยโอกาสในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมบน 3 ย่านนวัตกรรม ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธี  ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ และย่านนวัตกรรม ปทุมวัน (ราชประสงค์) ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ อาทิ ธุรกิจนวัตกรรมด้านที่อยู่อาศัย ธุรกิจนวัตกรรมและบริการทางการแพทย์ครบวงจร การบริการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่าธุรกิจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าเฉลี่ยปีละกว่า 200,000 ล้านบาท (ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ  (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า “NIA ได้ริเริ่มและดำเนินการในยุทธศาสตร์ “การยกระดับนวัตกรรมเชิงพื้นที่” มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ NIA ได้ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมประกวดภาพถ่ายนวัตกรรม “Innovation Thailand Photo Contest  2018” ในธีม One Shot Knock Out : Innovation District เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวด้านนวัตกรรมขึ้น โดยอาศัยการถ่ายภาพเป็นเครื่องมือในการเปิดมุมมองความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมที่มีอยู่ในย่านนวัตกรมดังกล่าว ซึ่งจะนำร่องจัดกิจกรรมใน 7 ย่าน ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธี ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ ย่านนวัตกรรมปทุมวัน ย่านนวัตกรรมพัทยา  ย่านนวัตกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ย่านนวัตกรรมในจังหวัดภูเก็ต  และย่านนวัตกรรมในจังหวัดขอนแก่น โดยมีเป้าหมายกระตุ้นให้ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคธุรกิจ รวมถึงประชาชนทั่วไปได้ตระหนักรู้ถึงประโยชน์จากการยกระดับแต่ละพื้นที่ให้เป็นย่านนวัตกรรม และเป็นส่วนหนึ่งในการนำปัญหาหรือสิ่งรอบตัวมาพัฒนารูปแบบธุรกิจและโซลูชั่นใหม่ๆ ที่จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม นอกจากนี้ยัง ยังเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์บรรยากาศด้านนวัตกรรมใหม่ๆให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะต่อเนื่องถึงการช่วยให้ แต่ละพื้นที่มีความน่าอยู่อาศัยมากขึ้น”

 

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวต่อว่า สำหรับความพร้อมและโอกาสของการเติบโตธุรกิจนวัตกรรมใน ย่านนวัตกรรมโยธี  ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ และย่านนวัตกรรมปทุมวัน (ราชประสงค์)  มีรายละเอียดดังนี้

  • ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ มีโอกาสที่จะเกิดธุรกิจนวัตกรรมประเภทธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ อาทิ การดีไซน์ การออกแบบ สื่อมัลติมีเดีย แฟชั่น เนื่องจากมีมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่เป็นสถาบันชั้นนำ และเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาทักษะด้านศิลปะ รวมถึงธุรกิจนวัตกรรมด้านที่อยู่อาศัย การบริการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ และการพัฒนา Co – Working Space เพื่อเป็นพื้นที่ในการทำกิจกรรม และการรวมตัวทางธุรกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่สำคัญ เช่น ปากคลองตลาด สำเพ็ง พาหุรัด ถนนราชดำเนิน ท่าช้าง ท่ามหาราช บางลำพู
  • ย่านนวัตกรรมโยธี เป็นศูนย์กลางที่สำคัญของธุรกิจนวัตกรรมและบริการทางการแพทย์ครบวงจร สตาร์ทอัพที่จะรองรับระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์จากหน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจเพื่อผู้สูงอายุ ธุรกิจนวัตกรรมด้านสุขภาพ โดยพื้นที่หลักที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจที่พร้อมจะรองรับกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมดังกล่าว คือ กลุ่มพื้นที่รวมหน่วยงานบริการด้านการแพทย์ สุขภาพ สาธารณสุข สถานที่ราชการในกำกับของรัฐ รัฐวิสาหกิจในเขตราชเทวี และพญาไท
  • ย่านนวัตกรรมปทุมวัน (ราชประสงค์) เป็นย่านที่มีความพร้อมและเป็นศูนย์รวมด้านธุรกิจที่หลากหลาย จึงเหมาะและเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาสตาร์ทอัพหรือธุรกิจนวัตกรรมด้านการเงิน บริการด้านการเดินทางและการขนส่งที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมทางการค้า ด้านที่พักอาศัยเพื่อรองรับการท่องเที่ยว ธุรกิจอุตสาหกรรมไมซ์ บริการเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างครบวงจร โดยมีปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุนทั้งสถาบันการศึกษา องค์กรธุรกิจชั้นนำ นักท่องเที่ยว นักลงทุน และยังสามารถปรับย่านดังกล่าวให้เป็นโมเดลสำหรับย่านอื่น เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาในระยะต่อไปได้

นายณภัชป์ รัตนศักดิ์ กรรมการบริหารสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “กิจกรรมสนับสนุนดังกล่าวเป็นแนวทางการพัฒนาวงการถ่ายภาพของประเทศไทยให้ก้าวหน้าในอีกระดับรูปแบบหนึ่ง โดยกลุ่มเป้าหมายในความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมตั้งแต่นักถ่ายภาพมืออาชีพและสมัครเล่น นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป สามารถส่งได้ทั้งภาพที่ถ่ายโดยกล้องดิจิตอลโดยตรง หรือกล้องบรรจุฟิล์ม หรือการบันทึกภาพด้วยเครื่องมือหรือวิธีการอื่น ทั้งนี้ ในการร่วมประกวดจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน – 1 กันยายน 2561 โดยกิจกรรมจะเริ่มที่ ย่านนวัตกรรมในจังหวัดภูเก็ต ย่านนวัตกรรมโยธี ย่านนวัตกรรมในจังหวัดขอนแก่น ย่านนวัตกรรมในเมืองพัทยา ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ ย่านนวัตกรรมปทุมวัน และย่านนวัตกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ตามลำดับ รวมเงินรางวัลทั้ง 7 ย่านนวัตกรรม ทั้งสิ้น 280,000 บาท สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของสมาคมฯ www.rpst.or.th

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th , www.rpst.or.th หรือ facebook.com/niathailand

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) ร่วมกับ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA)
จัดงานสัมมนา TREND TALK#6 หัวข้อ “Disruptive Future: Driving Business towards Endless Opportunities”

ในวันพุธที่ 27 มิถุนายน 2561 เวลา 14:00 – 16:30 น. ณ เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ รัชดาภิเษก (เฉพาะผู้ลงทะเบียนสำรองที่นั่ง)

Disruptive Future หรือ ยกเครื่องเรื่องอนาคต เป็นเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และความคิดเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง (Transformation) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ และความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัล โดยครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก
1. ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ (NIA) [ Social Transformation ]
2. รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ (IMC Institute) [ Digital Transformation ]
3. คุณชาคริต จันทร์รุ่งสกุล (FireOneOne) [ Business Transformation ]

สำรองที่นั่งได้ที่ www.nia.or.th/ifi-forum
ข้อมูลเพิ่มเติม chaiyatorn@nia.or.th

เอกสารเพิ่มเติม

Biorefinery Complex

Biorefinery PPC

Bioeconomy

BOI Bio Business

 

การเสนาหัวข้อ “Developing an Innovation Ecosystem” ในงาน “MIT Global Startup Workshop (GSW) 2018”

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม 2561 เวลา 11.15-12.30 น. ณ เวิลด์ บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอก คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

รายละเอียดเพิ่มเติมคลิ๊ก http://gsw.mit.edu/2018/

Smart City Vienna

เมืองแห่งความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง สนช. ขอเรียนเชิญเข้าร่วมสัมมนา “Smart City and Urban Innovation : Future Trends of Global Cities” เพื่อรับฟังแนวคิดการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของเมืองระดับโลก
พร้อมพบกับวิทยากรผู้มีส่วนในการวางแผนยุทธศาสตร์ของกรุงเวียนนา และผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา Smart city จากประเทศบาเซโลน่า
ในวันจันทร์ที่ 26 มีนาคม 2561 เวลา 9.30-12.00 น. ณ. โรงแรม อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

โดยผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://goo.gl/k9rSED

 

สนช.จัดให้สำหรับผู้ประกอบการมาร่วมพัฒนาไอเดียสร้างธุรกิจนวัตกรรม พัฒนาการเขียน proposal ขอทุนสำนักงานในโครงการ Open Innovation กับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ กับกิจกรรมสัมมนา “Workshop what is innovation & How to write a proposal”

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561 เวลา 8.30 – 12.30 น.

ณ อาคารอุทยานนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.)

ลงทะเบียนออนไลน์ที่ http://www.nia.or.th/forum_1 ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 28 มีนาคม 2561

**เงื่อนไขการสมัคร: สำนักงานขอสงวนสิทธิการคัดเลือกผู้เข้าร่วมกิจกรรม จากความเป็นนวัตกรรมของโครงการที่ท่านสนใจจะนำเสนอเพื่อขอรับทุน สนช.

แบบฟอร์มการขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษาภายใต้กลไก MIND CREDIT

  1. หนังสือแสดงความประสงค์เข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาภายใต้กลไกสนับสนุน MIND CREDIT โดยเอกสารแนบพร้อมกับหนังสือแสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการ MIND CREDIT
  • หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล อายุไม่เกิน 3 เดือนนับถึงวันลงนาม พร้อมทั้งลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจลงนามพร้อมทั้งลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง
  • กรณีมีการมอบอำนาจ ให้แนบหนังสือมอบอำนาจ (ปิดอากรให้ครบถ้วนถูกต้อง) พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ ฉบับจริง 1 ฉบับ  และสำเนา 1 ฉบับ โดยลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง

หนังสือแสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการกลไกสนับสนุนด้านการเสริมสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรม

  1. แบบฟอร์มข้อมูลบริษัทพร้อมประวัติที่ปรึกษา (สรุปเนื้อหาข้อมูล ไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ ตามแบบฟอร์มของ สนช.) MIND CREDIT form company profile
  2. ประวัติการทำงาน (Resume) ของที่ปรึกษาที่ความเชี่ยวชาญประสบการณ์การทำงาน10 ปีขึ้นไปของภายในบริษัท จำนวน 2 ท่าน
  3. แนบใบประกาศนียบัตรหรือหนังสืออนุญาตที่ท่านได้ผ่านการรับรองตามที่ระบุในResume/CV อาทิเช่น License CEA/CISA เป็นต้น
  4. แบบฟอร์มใบเสนอราคา  แบบฟอร์มใบเสนอราคา

 

ส่งเอกสารตัวจริงที่กรอกข้อมูลและลงนามโดยครบถ้วนมายังสำนักงานฯ

โดยจ่าหน้าซองไปรษณีย์ถึง นางสาววลัยรัชต  โมกขะเวส

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
ที่อยู่: เลขที่ 73/2 ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

Email: walairatchata@nia.or.th

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) ร่วมกับ ทปอ. ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรมสัมมนา Branding and Packaging Design for Food Innovative Products
และรับคปรึกษาในการขอรับทุนสนับสนุนจาก NIA
วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน 2561 เวลา 09.30 – 17.00 น. ภายใน Thailand Innovation Hubs 4.0s ณ ห้องประชุม 5 รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ลงทะเบียนออนไลน์ http://www.nia.or.th/inno-Hubs

 

City & Community Innovation Challenge 2018

สนช. เปิดรับข้อเสนอโครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชน City & Community Innovation Challenge 2018) โดยต้องเป็นโครงการที่สามารถผลักดันไปสู่การใช้งานจริง เพื่อแก้ไขปัญหาในประเด็นท้าทายที่เกิดขึ้นในสังคมเมืองและชุมชน โดยเปิดรับข้อเสนอแนวคิดการพัฒนาในหลากหลายมิติ จากนั้นจะมีการตัดสินแนวคิดที่ดีและมีโอกาสในการขยายผล ซึ่งองค์กรที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับเงินสนับสนุนเพื่อนำไปดำเนินการจริงในพื้นที่ ตามหลักเกณฑ์ที่ สนช. กำหนด ภายในระยะเวลา 12 เดือนของการดำเนินงานจะได้ข้อสรุปและข้อเสนอแนะในการขยายผลแนวคิด เทคโนโลยี โอกาสทางสังคมและธุรกิจไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

หัวข้อที่เปิดรับ
1. เมืองแห่งนวัตกรรมสีเขียว (Greenovative City) 
2. เมืองแห่งความเท่าเทียม (Inclusive City) 
3. นวัตกรรมการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ (Innovative Square meter)

คุณสมบัติของผู้เสนอโครงการ
1. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีการทำงานร่วมกับภาคเอกชนและภาคมหาวิทยาลัย เพื่อขับเคลื่อนพันธกิจขององค์กรปกครองนั้นด้วยนวัตกรรม 
2. องค์กรเอกชนที่มีส่วนร่วมกับเมืองหรือชุมชน มีการทำงานร่วมกับคนในพื้นที่เพื่อสร้างรายได้ หรือประโยชน์ให้กับพลเมือง โดยใช้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน 
3. มูลนิธิ สมาคม วิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์ ที่ดำเนินการพัฒนานวัตกรรมในระดับพื้นที่ และส่งผลกระทบอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ผู้ผ่านเกณฑ์การสนับสนุนจะได้รับเงินสนับสนุนเพื่อดำเนินโครงการมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อโครงการ

เปิดรับข้อเสนอโครงการ ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ 2561- 30 เมษายน 2561 
สามารถดาวน์โหลด แบบข้อเสนอโครงการได้ที่ http://www.nia.or.th/CITY

ข้อมูลเพิ่มเติม คลิ๊ก http://www.nia.or.th/citychallenge
อีเมล์ : social@nia.or.th 
โทรศัพท์ : 02-017 5555 ต่อ 548, 547, 546, 542, 541

สนช. เปิดตัวหนังสือ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม”
พร้อมชมนิทรรศการสร้างแรงบันดาลใจด้านนวัตกรรมจาก 100 คนดัง

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดงานเปิดตัวหนังสือ 

“ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม (100 Faces of Thailand’s Innovation Inspirers)” พร้อมชมนิทรรศการเรื่องราว ผลงาน แนวคิด ความสำเร็จของสุดยอดผู้นำทางด้านนวัตกรรมในหลากหลายสาขาอาชีพ จำนวน 100 คน เพื่อเป็นแรงบันดาลใจกับคนไทยในปัจจุบันไม่หยุดคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมผ่านตัวอย่างจริง บุคคลจริง และความสำเร็จที่แท้จริง รวมถึงการเสวนาประสบการณ์ของตัวแทนบุคคลในหนังสือที่จะผลัดเปลี่ยนกันมาในช่วงเย็นของทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 24-28 มกราคม 2561 ณ ชั้น G เซ็นทรัล เอ็มบาสซี กรุงเทพฯ

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า “วท. ได้รับมอบหมายในการสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในประเทศไทยเพื่อขับเคลื่อนให้เกิด “ไทยแลนด์ 4.0” ขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยแนวทาง
ประชารัฐของรัฐบาลในการดำเนินงาน 3 เรื่อง ได้แก่ 1) การเตรียมคนไทยเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 2) การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
3) การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น วท. จึงมุ่งเน้น “วิทย์สร้างคน วิทย์แก้จน และวิทย์เพิ่มรายได้”
ทั้งนี้ โจทย์สำคัญจึงเป็นการเตรียมคนไทย โดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร และต้องใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมอะไรในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น คนไทยในศตวรรษที่ 21 จะต้องเป็นอย่างไร มีทักษะ
มีความรู้ หรือจะต้องประกอบอาชีพอะไร นี่คือคำถามที่เราทุกคนก็ไม่ทราบคำตอบที่แท้จริง ดังนั้น สิ่งที่เราสามารถทำกันได้
ในวันนี้ก็คือ การค้นหา “ต้นแบบ” ของผู้ที่ประสบความสำเร็จในสาขาอาชีพที่แต่ละคนทำอยู่ แล้วนำมาเป็น “แรงบันดาลใจ” เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดกำลังใจในการเข้ามาช่วยกันคิดพัฒนาโมเดลทางธุรกิจแบบช่วยเหลือเกื้อกูลกันในสังคม
ลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคมให้เติบโตไปด้วยกัน นอกจากนี้ การปลูกฝังการคิดบวกหรือมีทัศนคติที่ดี ความเป็นเหตุเป็นผล มีตรรกะแบบวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กทั้งจากการเลี้ยงดูในครอบครัว โรงเรียนและสังคมรอบด้าน จะช่วยสร้างลูกหลานของเรา
ให้เป็นคนไทยที่มีคุณภาพในศตวรรษที่ 21 ได้ต่อไป และสามารถขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “เมืองแห่งนักพัฒนา”
ที่สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 สู่การพัฒนาที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สนช. กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ค่าครองชีพสูง เศรษฐกิจชะลอตัว รูปแบบสินค้าไม่หลากหลาย การส่งออกสินค้าลดลง ในขณะที่สินค้าและบริการจากต่างประเทศกำลังหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับแนวคิดการค้าเสรี ดังนั้น หากคนไทยยังไม่ปรับตัว และลุกขึ้นมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ด้วยตนเอง ก็อาจจะไม่สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ “นวัตกรรม” จึงเป็นเสมือนเครื่องมือสำคัญที่จะนำประเทศให้ก้าวข้ามปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ซึ่งต้องอาศัยการใช้ความรู้ในหลากหลายสาขาอย่างบูรณาการในการสร้างสรรค์ “สิ่งใหม่” ที่สร้างให้เกิดคุณค่าที่ดีกว่าเดิม เพื่อประโยชน์ทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ และเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ที่ดียิ่งขึ้น ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นสินค้าที่มีเทคโนโลยี นวัตกรรมจึงถือเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศนวัตกรรม (Innovation Thailand) และพร้อมก้าวสู่ประเทศไทย 4.0”

“สำหรับโครงการหนังสือ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม” จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศ โดยเป็นการรวบรวมแนวคิด ผลงานความสำเร็จของบุคคลผู้สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในประเทศไทยจากหลากหลายสาขาอาชีพ จำนวน 100 ท่าน เพื่อนำเสนอต้นแบบผู้สร้างแรงบันดาลใจที่เป็นผู้ริเริ่มและสามารถสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสาขาอาชีพต่างๆ
ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดการสร้าง “คนไทย 4.0” ที่กล้าคิดนอกกรอบ มีแรงบันดาลใจที่จะสร้างสรรค์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดี หรือพัฒนาสิ่งใหม่ขึ้นในสาขาอาชีพต่างๆ และเป็นการสนับสนุนให้ประเทศสามารถก้าวสู่ “ประเทศไทย 4.0” ตามนโยบายรัฐบาลได้ต่อไป นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการเรื่องราวของบุคคลทั้ง 100 ท่านและซุ้มถ่ายภาพด้วยเทคโนโลยี
โฮโลแกรม ซึ่งผู้เข้าชมจะสามารถถ่ายภาพโฮโลแกรมของบุคคลทั้ง 100 ท่าน หรือจะถ่ายกับโฮโลแกรมของตัวเองก็ได้ รวมถึงการเสวนาเรื่อง “การสร้างการเปลี่ยนแปลง” ของตัวแทนบุคคลในหนังสือที่จะผลัดเปลี่ยนกันมาบอกเล่าประสบการณ์ในช่วงเย็นของทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 24-28 มกราคม 2561 ทั้งนี้  สนช. หวังว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะถ่ายทอดชีวิตและการเดินทางของความคิดสร้างสรรค์ของ “นวัตกรไทย” จากหลากหลายสาขาอาชีพและประสบการณ์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับ “คนไทย” ได้ซึมซับเอาพลังสร้างสรรค์จากบุคคลเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้ลุกขึ้นคิดค้นนวัตกรรมรูปแบบของตัวเอง” ดร. พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติม

สนช. เรียนเชิญผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน กิจการเพื่อสังคม และประชาชนที่สนใจ ร่วมงานเปิดตัวหนังสือ 
“ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม (100 Faces of Thailand’s Innovation Inspirers)” พร้อมชมนิทรรศการเรื่องราว ผลงาน แนวคิด ความสำเร็จของสุดยอดผู้นำทางด้านนวัตกรรมในหลากหลายสาขาอาชีพ จำนวน 100 คน เพื่อเป็นแรงบันดาลใจกับคนไทยในปัจจุบันไม่หยุดคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมผ่านตัวอย่างจริง บุคคลจริง และความสำเร็จที่แท้จริง รวมถึงการเสวนาประสบการณ์ของตัวแทนบุคคลในหนังสือที่จะผลัดเปลี่ยนกันมาในช่วงเย็นของทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 24-28 มกราคม 2561 ณ ชั้น G เซ็นทรัล เอ็มบาสซี กรุงเทพฯ

ภายในงานยังมีนิทรรศการเรื่องราวของบุคคลทั้ง 100 ท่านและซุ้มถ่ายภาพด้วยเทคโนโลยี
โฮโลแกรม ซึ่งผู้เข้าชมจะสามารถถ่ายภาพโฮโลแกรมของบุคคลทั้ง 100 ท่าน หรือจะถ่ายกับโฮโลแกรมของตัวเองก็ได้ รวมถึงการเสวนาเรื่อง “การสร้างการเปลี่ยนแปลง” ของตัวแทนบุคคลในหนังสือที่จะผลัดเปลี่ยนกันมาบอกเล่าประสบการณ์ในช่วงเย็นของทุกวัน ทั้งนี้  สนช. หวังว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะถ่ายทอดชีวิตและการเดินทางของความคิดสร้างสรรค์ของ “นวัตกรไทย” จากหลากหลายสาขาอาชีพและประสบการณ์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับ “คนไทย” ได้ซึมซับเอาพลังสร้างสรรค์จากบุคคลเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้ลุกขึ้นคิดค้นนวัตกรรมรูปแบบของตัวเอง

สนช. เรียนเชิญผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน กิจการเพื่อสังคม และประชาชนที่สนใจ ร่วมงานเปิดตัวหน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมและโครงการขยายผลนวัตกรรมเพื่อสังคม เป็นกลไกสนับสนุนด้านนวัตกรรมเพื่อสังคมของสนช. ในวันจันทร์ที่ 29 มกราคม 2561 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ ห้อง sapphire I-II ชั้น 2 โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ

โดยในงานจะพบกับ การเสวนาโดยหน่วยงานขับเคลื่อนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation Driving unit) สำหรับกิจกรรมพัฒนาแนวคิดสู่ธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน และการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เทคโนโลยีต้นแบบเพื่อการขยายผล” สำหรับผู้ที่สนใจรับนวัตกรรมต้นแบบไปขยายผลใช้จริงภายใต้ “โครงการขยายผลนวัตกรรมเพื่อสังคม (Innovation Diffusion)” ผู้เข้าร่วมสามารถลงทะเบียนได้ที่ http://www.nia.or.th/social

สนช. ดึงเอกชนญี่ปุ่น หนุนอุตสาหกรรมการผลิตไทย หวังพัฒนาศักยภาพเอกชนรองรับไทยแลนด์ 4.0

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สนช. ลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัท เด็นโซ่ อินเตอร์เนชั่นแนล เอเชีย จำกัด (DIAT) โดยนายมะซะโอะ ซึเอะมัทซึ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการและ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ DIAT เรื่อง “ความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไทย” เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในด้านอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศไทยที่มีอยู่กว่า 140,000 แห่ง ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ สนช. จะเป็นผู้ประสานงานให้กับบริษัท เด็นโซ่ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) และบริษัทในเครือ เพื่อให้เกิดความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และ สถาบันการศึกษาในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมภาคผลิตผ่านองค์ความรู้และประสบการณ์จากบริษัท เด็นโซ่ คอร์ปเปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) ซึ่งสอดคล้องกับหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของ สนช. จึงนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการเปิดโอกาสความร่วมมือระหว่าง สนช. และบริษัท เด็นโซ่ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) และยังสามารถขยายผลไปยังอุตสาหกรรมด้านอื่นต่อไปอย่างต่อเนื่องในอนาคต เช่น เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ และเทคโนโลยีเกี่ยวกับด้านโลจิสติกส์

  

ข้อมูลเพิ่มเติม: สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. โทรศัพท์ 02 - 017 5555 ต่อ 604 (อาศยา)

กลับมาแล้วกับกิจกรรม "UAV startup 2018" ภายใต้แนวคิด Automous System & Data Analytics โดยแบ่งเป็น "UAV Application" ด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม เพื่อร่วมค้นหาไอเดียธุรกิจใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

การแข่งขันเป็น 3 รอบ ได้แก่

1 รอบการประกวดไอเดีย ได้รับเงินรางวัลจำนวน 30,000 บาท/โครงการ ด้านเศรษฐกิจ 10 โครงการ ด้านสังคม 10 โครงการ เพื่อใช้ในการพัฒนาข้อเสนอโครงการ และเข้ารับการอบรมด้านเทคโนโลยีและธุรกิจจาก สนช. และ สทอภ. โดยผู้ได้รับการคัดเลือกต้องส่งข้อเสนอโครงการและต้องให้คณะกรรมการเห็นชอบก่อนรับเงินรางวัล

2 รอบการประกวดข้อเสนอโครงการ ได้รับเงินรางวัล 80,000 บาท/โครงการ ด้านเศรษฐกิจ 5 โครงการ ด้านสังคม 5 โครงการ เพื่อใช้ในการพัฒนาผลงานต้นแบบ โดยผู้ได้รับการคัดเลือกต้องส่งผลงานต้นแบบและต้องให้คณะกรรมการเห็นชอบก่อนรับเงินรางวัล

3 รอบการประกวดผลงานต้นแบบ คัดเลือกผู้ชนะการประกวดด้านเศรษฐกิจ 3 รางวัล ด้านสังคม 3 รางวัล รางวัลที่ 1 รับเงินรางวัล 120,000 บาท รางวัลที่ 2 รับเงินรางวัล 50,000 บาท รางวัลที่ 3 รับเงินรางวัล 30,000 บาท

สนใจเข้าร่วม workshop ชี้แจ้งรายละเอียด วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 ได้ที่ http://www.nia.or.th/uav_workshop

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.nia.or.th/uav-startup/

สำนักงานวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) ขอเชิญวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ผู้ประกอบการ SMEs
และบริษัทขนาดใหญ่ เข้าร่วมฝึกอบรมหลักสูตร

“MIND CREDIT TRAINING 2 : Legal and Intellectual Property Strategy& Financial Management for Innovative Business and Entrepreneurs” 
ระหว่างวันที่ 30 – 31 มกราคม 2560 ณ โรงแรมอโนมา แกรนด์ กรุงเทพฯ (ราชดำริ) ห้องเดอะแซฟไฟร์ ชั้น 23

ลงทะเบียนออนไลน์ที่ http://www.nia.or.th/MINDCREDIT_Training2  ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 27 มกราคม 2561 (รับจำนวนจำกัด)

เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ ความรู้และทักษะที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจนวัตกรรมรวมถึงเปิดมุมมองใหม่ในการบริหารธุรกิจนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์ด้านกฎหมายธุรกิจ ทรัพย์สินทางปัญญา และการวางแผนกลยุทธ์ทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยที่สร้างผลกระทบต่อธุรกิจได้อย่างชัดเจน ด้วยการรับการถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะจากบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ (Professional Service Providers) ที่สามารถให้คำปรึกษาได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และมีประสิทธิภาพ

วัน เวลา อบรม: ระหว่างวันที่ 30 – 31 มกราคม 2561 เวลา 08.30 – 17.00 (จำนวน 2 วัน 12 ชั่วโมง)
สถานที่ฝึกอบรม: ณ ณ โรงแรมอโนมา แกรนด์ กรุงเทพฯ (ราชดำริ) ห้องเดอะแซฟไฟร์ ชั้น 23
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: นางสาวศุฑามาศ กลิ่นหอม โทรศัพท์ 02-017-5555 ต่อ 632 อีเมล: sutamas@nia.or.th

มาร่วมต่อยอดผลงานวิจัยเพื่อสร้างธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร
ศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร ABC center สนช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอเชิญ ผู้ประกอบการด้านการเกษตร ได้แก่ บริษัท ห้างหุ้นส่วน ห้างหุ้นส่วนสามัญ. Startup SE ร้านค้าจดทะเบียนพาณิชย์ สหกรณ์ หรือวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งนักวิจัย และอาจารย์
ที่ต้องการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร เข้าร่วมงานสัมมนา “AgTech Innovation Forum” ในวันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม 2561 เวลา 9.00 – 16.30 น. ณ ห้องกมลทิพย์ 1-2 โรงแรมเดอะสุโกศล ถนนพญาไท กรุงเทพฯ
โดยเป็นการสัมมนาให้ความรู้แนวทางการต่อยอดผลงานวิจัยด้านนวัตกรรมการเกษตรที่พร้อมต่อยอดสู่นวัตกรรม รวมทั้งการนำเสนอผลงานและแสดงโปสเตอร์ผลงานวิจัยที่มีศักยภาพของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาขอให้กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับ : โครงการนวัตกรรมที่จะเสนอขอทุนจาก สนช. /งานวิจัย/หัวข้อการพัฒนานวัตกรรมการเกษตรที่สนใจ
ลงทะเบียนออนไลน์ http://www.nia.or.th/AgTech ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 มกราคม 2561
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ mailto:agtech@nia.or.th หรือโทรศัพท์ 02-017 5555 ต่อ 543 (มณฑา,นงนุช) 544 (สิรพัฒน์)

**เงื่อนไขการสมัคร: สนช. ขอสงวนสิทธิ์การคัดเลือกผู้เข้าร่วมสัมนนา
ฟรี...ไม่มีค่าใช้จ่าย

 

สนช.เปิดมุมมองด้านนวัตกรรมรอบด้านแบบ 360 องศา  ใน “งาน  i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017” วันที่ 5-8 ตุลาคม  ไบเทคบางนา

        สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ขานรับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ขับเคลื่อนประเทศด้วยและนวัตกรรม จัดงาน  i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017  ภายใต้แนวคิด  “i-NNOVATION 360”  งานนวัตกรรมครั้งแรกของประเทศ ที่ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับประสบการณ์และมุมมองนวัตกรรมรอบด้านแบบ 360 องศา  พบกับ 9 รางวัลสุดยอดนวัตกรรมของประเทศ เทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 9 พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย 60 องค์กรผู้ให้บริการปรึกษาเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างครบวงจร และกว่า 120 วิทยากรในเวทีต่างๆ ตลอดทั้งงาน ที่จะมาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์การสร้างสรรค์นวัตกรรมจากทั้งในประเทศและต่างเทศ โดยงานดังกล่าวจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 ตุลาคม 2560 ณ ภิรัชฮอลล์ ไบเทค  ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่  www.innovationTH.com ติดตามรายละเอียดข้อมูลของงานได้ที่  www.facebook.com/NIAThailand

      ดร.พันธุ์อาจ  ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สนช. เปิดเผยว่า จาก นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ที่ได้เน้นย้ำเสมอว่า หลักการทำงานของภาครัฐขอให้ยึดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็มีบทบาทสำคัญอย่างมาก เพราะไทยแลนด์ 4.0 จะเน้นการปฏิรูปประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ  พัฒนาผู้ประกอบการ ทั้งในภาคเกษตรกรรม  ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ดังนั้น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการเสริมสร้างระบบนวัตกรรมแห่งชาติเพื่อเพิ่มคุณค่าที่ยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นหน่วยงานที่สร้างโอกาสในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรม รวมไปถึงการยกระดับทักษะและความสามารถทางนวัตกรรมของกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย จึงได้จัดงาน  i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017  ภายใต้แนวคิด  “i-NNOVATION 360” ซึ่งจะเป็นงานนวัตกรรมครั้งแรกของประเทศ ที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับประสบการณ์และมุมมองนวัตกรรมรอบด้านแบบ 360 องศา ครบ “ทุกมุมมองการสร้างสรรค์นวัตกรรม” จากทั่วประเทศ

สำหรับงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 ตุลาคม 2560 ณ ภิรัชฮอลล์ ไบเทคบางนา  โดยในวันที่ 5 ตุลาคม 2560 ได้รับเกียรติจาก ดร.อรรชกา  สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมมอบนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนประเทศสู่ ไทยแลนด์ 4.0 พร้อมกำหนดกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเปลี่ยนผ่านสังคมไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในทุกภาคส่วน  สำหรับในพิธีมอบรางวัลชนะเลิศสุดยอดนวัตกรรมต่างๆ ในวันที่ 5 ตุลาคม เวลา 18.00 น.นั้น ได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ประจิน  จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานและมอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศในสาขาต่าง ๆ และที่พลาดไม่ได้ก็คือในการประชุมระดับนานาชาติ SITE CONNECT 2017 ภายในงาน i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017 ยัง ได้รับเกียรติจาก ดร.สุวิทย์  เมษินทรีย์  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่จะมากล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "From Science to Innovation Toward Thailand 4.0
วันศุกร์ที่ 6 ต.ค. 60 เวลา 10.30 น. ณ ภิรัช ฮอลล์ 3 ไบเทคบางนา อีกด้วย

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย 4 โซนนวัตกรรม ได้แก่

โซนที่ 1 i-SHOWCASE เป็นโซนจัดแสดงนวัตกรรมที่โดดเด่นและศักยภาพของผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา สังคม ในทุกระดับตั้งแต่เล็กถึงใหญ่ ซึ่งมีความหลากหลายของนวัตกรรมทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์ การออกแบบ นวัตกรรมเชิงสังคม สตาร์ทอัพ บุคคลผู้สร้างแรงบันดาลใจ องค์กรนวัตกรรม ภายในนิทรรศการ “9 รางวัลสุดยอดนวัตกรรมของประเทศ เทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 9 พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” ได้แก่

  1. ด้านนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และสังคมไทย ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ
  2. ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรม ได้แก่ รางวัลการออกแบบเชิงนวัตกรรม
  3. ด้านนวัตกรผู้สร้างแรงบันดาลใจ ได้แก่ รางวัล Inspirational Innovator
  4. ด้านนวัตกรรมข้าวไทย ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย
  5. ด้านต้นแบบนวัตกรรมในระดับนักเรียน นักศึกษา ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย
  6. ด้านวิสาหกิจเริ่มต้น ได้แก่ รางวัล Prime Minister Award: National Startup 2017 และ Startup Thailand Award 2017
  7. ด้านองค์กรนวัตกรรม ได้แก่ รางวัล รางวัลองค์กรนวัตกรรมยอดเยี่ยม
  8. ด้านนวัตกรรมอากาศยานไร้คนขับ ได้แก่ รางวัล UAV Startup
  9. ด้านนวัตกรรมเพื่อสังคม ได้แก่ รางวัลแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม

โซนที่ 2 i-SCENARIO  เป็นโซน นำเสนอ THE BIG INNOVATIONS เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มอนาคตที่ส่งผลต่อประเทศไทย ใน 4 ภาพอนาคตนวัตกรรม ได้แก่ นวัตกรรมฐานชีวภาพ (Bio-Innovation) นวัตกรรมอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม (Industrial & Green Innovation) นวัตกรรมการแบ่งปันและบริการ (Sharing & Service Innovation) นวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) โดยวิทยากรผู้มีประสบการณ์ ในแต่ละกลุ่มจะมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง แนวโน้มและทิศทางนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแบบรอบด้าน เพื่อจับกระแสแนวโน้มนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นในทุกภาคส่วน ซึ่งจะทำให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้สอดคล้องกับทิศทางนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้น

โซนที่ 3 i-SOLUTION พบกับ 60 องค์กรผู้ให้บริการปรึกษาเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างครบวงจร ซึ่งโซนนี้จะเป็นโซนที่น่าสนใจมาก เพราะเปรียบเหมือนเป็นตลาดนัดบริการนวัตกรรม โดยผู้เข้าร่วมงาน จะได้พบกับบริการให้คำปรึกษาด้านต่างๆ  การเข้าปรึกษาเสนอโครงการรับเงินทุนพัฒนานวัตกรรมจาก สนช.   การจับคู่เจรจาต่อยอดธุรกิจนวัตกรรม เช่น จะทำอย่างไร ถึงจะทำให้ธุรกิจเป็นจริงได้ และการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมร่วมกับภาครัฐ  เอกชน  สถาบันการศึกษา เพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมตลอดห่วงโซ่ธุรกิจนวัตกรรม ในหลากหลายรูปแบบทั้งด้านการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม บุคลากรนวัตกรรม  องค์กรนวัตกรรม ซึ่งภายในงานมีบริการให้คำปรึกษาในหลากหลายด้าน ได้แก่ i-Finance แหล่งเงินสนับสนุนนวัตกรรมจากธนาคาร,  i-Market การส่งเสริมนวัตกรรมออกสู่ตลาด เครื่องมือที่ดีจะทำให้การตลาดไปได้ไกล , i-Lab การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมตลอดกระบวน Innovation process รวมถึงการทดสอบและมาตรฐานนวัตกรรม,  i-Production กระบวนการผลิตในยุค 4.0 ด้วยระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ i-Service นำนวัตกรรมไปใช้ทุกกระบวนการภายในองค์กรธุรกิจ สร้างประสิทธิภาพและรายได้ใหม่อย่างชัดเจน ซึ่งโซนนี้จะทำให้ผู้เข้าร่วมงานที่มีความคิด ไอเดีย สามารถที่จะต่อยอดธุรกิจ หรือสามารถทำธุรกิจได้ทันที

โซนที่ 4  i-SHARE เป็นเวทีถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์การสร้างสรรค์นวัตกรรมจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการนำความรู้สร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นในหลากหลายด้าน จากเวทีสัมมนาต่างๆ ภายในงาน ได้แก่ งานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ “การเชื่อมต่อนวัตกรรมฐานวิทยาศาสตร์และธุรกิจเทคโนโลยี 2017”(International Conference on Science-based Innovation and Technopreneurship Connect 2017, SITE CONNECT 2017)" โดยได้กำหนดแนวคิดหลัก “Agtech: From Science to Innovation” แบ่งเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจนวัตกรรมเกษตร (AgTech Innovation: Biorefinery, Agricultural Robotics and Automation, Big data and Decision management, Agricultural service, New Farming Model, Postharvest Management) และธุรกิจนวัตกรรมอาหาร (FoodTech Innovation: Food Trend Foresight, Functional & Medical Food, Urban Food, Novel Food, FoodTech Service และ Food business intelligence) นอกจากนั้นยังมีงานเสวนาที่น่าสนใจ อาทิ งานเสวนา “องค์กรนวัตกรรม…สู่ความยั่งยืนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ในวันที่ 6 ตุลาคม  งานเสวนา “Media Innovation…นวัตกรรมสื่อ” โดยผู้อยู่ในแวดวงสื่อสาร ในวันที่ 7 ตุลาคม และ งานสัมมนา “INNOVATION 101” ให้นิยามนวัตกรรมและแนวทางขอรับทุน สนช. ในวันที่ 8 ตุลาคม

      ศาสตราจารย์ ดร.ศุภวรรณ  ตันตยานนท์ จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานร่วมจัดงานการประชุมวิชาการและการแสดงนิทรรศการระดับนานาชาติการเชื่อมต่อนวัตกรรมฐานวิทยาศาสตร์และธุรกิจเทคโนโลยี 2017 หรือ (SITE CONNECT 2017) กล่าวว่า “ในงาน i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017 ครั้งนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้จัดให้มี งานประชุมวิชาการและการแสดงนิทรรศการระดับนานาชาติการเชื่อมต่อนวัตกรรมฐานวิทยาศาสตร์แและธุรกิจเทคโนโลยี 2017 หรือ (International Conference and Exhibition on Science-Based Innovation and Technopreneurship Connect 2017; SITE CONNECT 2017) ระหว่างวันที่ 6 – 8 ตุลาคม 2560 ซึ่งคณะวิทยาศาสตร์ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพร่วม เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ครบรอบ 100 ปีของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ด้วย นอกจากนี้แล้ว คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ยังเป็นผู้นำในการก่อตั้งหลักสูตรสหสาขาวิชาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม ของจุฬาฯ เมื่อปี พศ 2550 เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างสรรค์นวัตกรรม การดำเนินการของหลักสูตรดังกล่าว จนถึงปัจจุบัน ครบรอบ 10 ปี พอดี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดงาน SITE CONNECT 2017 ครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อร่วมกันผลักดันและส่งเสริมศักยภาพธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมโดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนภาคการเกษตรไทยจาก “เกษตรแบบดั้งเดิม”ไปสู่ “เกษตรอุตสาหกรรม” และก้าวไปสู่ “เกษตรบริการหรือธุรกิจเกษตร” ที่มีการใช้นวัตกรรมฐานวิทยาศาสตร์เป็นหลักในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย ในงาน SITE CONNECT 2017 ได้จัดออกเป็น 7 สาขาธุรกิจ ได้แก่ 1) สาขาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ 2) สาขาธุรกิจเกษตรดิจิทัล 3) สาขาธุรกิจเครื่องจักรกลเกษตร หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 4) สาขาธุรกิจการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการขนส่ง 5) สาขาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ 6) สาขาธุรกิจการบริการทางธุรกิจเกษตร และ 7) สาขาธุรกิจรูปแบบการจัดการฟาร์มแบบใหม่  แนวคิดหลักของงานครั้งนี้คือ "การขับเคลื่อนพลวัตของการเติบโตทางธุรกิจเกษตรด้วยวิทยาศาสตร์สู่นวัตกรรม “Agtech: From Science to Innovation” โดยแบ่งเป็น 2 ด้านใหญ่ ได้แก่ ธุรกิจนวัตกรรมเกษตร และธุรกิจนวัตกรรมอาหาร ซึ่งผู้เข้าร่วมการประชุมวิชาการและการแสดงนิทรรศการระดับนานาชาติในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับความรู้ และมุมมองใหม่ๆ จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในเอเชียและส่วนอื่นๆ ของโลก แล้ว ยังจะสามารถนำประสบการณ์จากการชมนิทรรศการต่างๆ ไปต่อยอดในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกได้”

ดร.พันธุ์อาจกล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับการจัดงาน  i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017  ในครั้งนี้จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 ตุลาคม 2560 ณ ภิรัชฮอลล์ ไบเทค  ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่  www.innovationTH.com และสามารถติดตามรายละเอียดข้อมูลของงานได้ที่  www.facebook.com/NIAThailand/ อีกด้วย”

i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017 ภายใต้แนวคิด “i-NNOVATION 360”
วันที่ 5-8 ตุลาคม 2560 ณ ภิรัชฮอลล์ ไบเทค www.innovationTH.com

“i-NNOVATION 360” งานนวัตกรรมครั้งแรกของประเทศ ที่จะทำให้ท่านได้รับประสบการณ์และมุมมองนวัตกรรม รอบด้านแบบ 360 องศา

  • ครบ “ทุกมุมมองการสร้างสรรค์นวัตกรรม” จากทั่วประเทศ จัดแสดงใน “9 รางวัลสุดยอดนวัตกรรมของประเทศ เทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 9 พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย”
  • ครบ “ทุกมิติการบริการให้คำปรึกษาเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม” ทั้งในมิติ i-Finance แหล่งเงินทุนสนับสนุนนวัตกรรม การขอรับทุนพัฒนานวัตกรรมจาก สนช.,
    - i-Market การส่งเสริมนวัตกรรมออกสู่ตลาด
    - i-Lab การทดสอบและมาตรฐานนวัตกรรม
    - i-Education องค์ความรู้ด้านนวัตกรรม
    - i-Connect การเชื่อมโยงให้เกิดธุรกิจนวัตกรรม
  • ครบ “ทุกภาคส่วนในแวดวงนวัตกรรม” จากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและสถาบันการเงิน ภาคสถาบันการศึกษา ภาคสังคม ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ เพื่อให้ท่านสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ในหลากหลายด้าน ทั้งด้านธุรกิจนวัตกรรม ด้านบุคลากรนวัตกรรม ด้านองค์กรนวัตกรรม

 

 

สำนักงานวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) ขอเชิญ startup ผู้ประกอบการ SMEs เกษตรกร และผู้สนใจ เข้าร่วมงานงานแถลงข่าวความร่วมมือโครงการ “ภูเก็ต ล็อบสเตอร์: ระบบเพาะเลี้ยงกุ้งมังกรเจ็ดสีที่มีสารโอเมก้า-3 แบบครบวงจร” และ งานสัมมนา “นวัตกรรมระบบเพาะเลี้ยงกุ้งมังกรเพื่อความยั่งยืน” วันศุกร์ที่ 15 กันยายน 2560 เวลา 10.00-12.30 น.ณ ร้านอาหารกันเอง 2 ถนนวิเศษ ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

งานแถลงข่าวและงานสัมมนานี้ ท่านจะได้พบกับแนวทางการพัฒนาระบบเพาะเลี้ยงกุ้งมังกรเจ็ดสี ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นจุดเด่นของท้องถิ่น เพื่อเพิ่มอัตราการรอด รวมถึงการสร้างเขตอนุรักษ์พ่อแม่พันธุ์กุ้ง อนุบาลลูกกุ้ง และคืนลูกกุ้งมังกรเจ็ดสีสู่ทะเลชุมชน ในพื้นที่ประมงชุมชนบริเวณเกาะโหลน ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นการดำเนินร่วมกันและสร้างความเชื่อมโยงในบทบาทของพันธมิตรที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการ ตามแนวทางของประชารัฐ ตลอดจนสร้างความตระหนักในการพัฒนาผลิตเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลอย่างยั่งยืน

ลงทะเบียนออนไลน์ http://www.nia.or.th/Lobster ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 กันยายน 2560

ฟรี…ไม่มีค่าใช้จ่าย

ร่วมตามหา “ขุมทรัพย์ STI กับการสร้างนวัตกรรม” 28-29 ส.ค.60 นี้

30 หน่วยงานสมาชิกของศูนย์ประสานงานสารนิเทศสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ศปว.) ร่วมกันสนับสนุนการสร้างธุรกิจนวัตกรรมบนฐานข้อมูล ความรู้ และงานวิจัย เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้ใช้ทรัพยากรสารสนเทศระหว่างหน่วยงาน สนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เพื่อสร้างนวัตกรรม
28-29 ส.ค. นี้ มาทำความรู้จักกันให้มากขึ้นได้ที่ อุทยานนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

รู้รอบและรู้ลึก เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมให้มีความแตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่เดิม แต่ละหน่วยงานในเครือข่ายฯ จึงนอกจากจะสะสมและรวบรวมข้อมูลสารนิเทศเป็นขุมทรัพย์ของหน่วยงานแล้ว ยังร่วมมือกันออกแบบบริการเพื่อส่งมอบขุมทรัพย์ต่างๆ ให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ง่าย สะดวก และถูกต้องครบถ้วนยิ่งขึ้นในปัจจุบัน

ตัวอย่างบริการของเครือข่าย: บริการช่วยสืบค้นข้อมูล / บริการยืม-คืนหนังสือข้ามห้องสมุด / บริการค้นหานักวิจัยในอุตสาหกรรมเป้าหมาย / บริการงานวิจัยใน-ต่างประเทศ / บริการข้อมูลเฉพาะทาง / บริการข้อมูลมาตรฐานและการวิเคราะห์ทดสอบ / บริการแผนที่สิทธิบัตรเพื่อศึกษาแนวโน้มเทคโนโลยีและนวัตกรรม / บริการที่ปรึกษาธุรกิจ / อัพเดทมาตรการสิ่งแวดล้อมที่จะถูกบังคับใช้

ตัวอย่างฐานข้อมูล: e-Journals / IEEE Explorer / IMD WCY Online / ISI: Web of Science / ScienceDirect / Scopus / SpringerLink / American Chemical Society (ACS) / Derwent Innovation / US EPA Test Methods ใน Code of Federal Regulations (CFR) / มาตรฐาน IEC, ISO, ITU, CODEX

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่  https://goo.gl/forms/DMYyNt3iBZ8FHu0L2

ดาวน์โหลดเอกสาร ขุมทรัพย์ ศปว. 30 หน่วยงาน

รับจำนวนจำกัดเพียง 70 ที่/วัน

หมายเหตุ : สำนักงานขอสงวนสิทธิ์การคัดเลือกผู้เข้าร่วมกิจกรรม

             อาจมีความไม่สะดวกในเรื่องที่จอดรถ สามารถดูข้อแนะนำในการเดินทางได้ในแผนที่ด้านล่าง




 

รู้จักเครือข่ายมากขึ้นที่ http://www.scitech.in.th/
หรือลองค้นหาขุมทรัพย์ของหน่วยงานต่างๆ ด้วยตนเองที่....

ขุมทรัพย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจ

ความรู้ งานวิจัย และสิทธิบัตร ทั้งในและต่างประเทศ

ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ศูนย์ความรู้ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  (วว.)

ศูนย์สารสนเทศการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ  (วช.)

สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมวิทยาศาสตร์บริการ  (วศ.)

ห้องสมุดกรมทรัพย์สินทางปัญญา  (ทป.)

สำนักหอสมุดกลาง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  (สจล.) 

ห้องสมุดคณะวิทยาศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  (จฬ.) 

ห้องสมุดคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  (มม.)

ห้องสมุดคณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  (จฬ.)

 

เครือข่ายอุตสาหกรรม

ฝ่ายระบบข้อมูลและสารสนเทศ  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  (ส.อ.ท.) 

ศูนย์สารสนเทศทางเทคโนโลยี สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)  (ส.ส.ท.)

 

ข้อมูลและเงินสนับสนุนการสร้างธุรกิจนวัตกรรม

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ  (องค์การมหาชน) (สนช.) 

 

ข้อมูลเพื่อการดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรม

ห้องสมุดกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  (กสอ.)

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) 

 

ขุมทรัพย์ข้อมูลเพื่อมาตรฐานผลิตภัณฑ์

ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) 

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) 

 

ขุมทรัพย์ข้อมูลเพื่อควบคุมผลกระทบการดำเนินธุรกิจ

วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  (วสท.) 

ศูนย์สารสนเทศข้อมูลพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน  กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)

ห้องสมุดกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.)

 

ขุมทรัพย์ข้อมูลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเฉพาะทาง

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (ศลช.)

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)  (สทน.) 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) 

สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)  (สซ.)

สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) (สสนก.) 

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ.)

สำนักบริหารจัดการด้านพลังงานปรมาณู  สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ   (ปส.) 

ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  (สป.วท.)

สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  (ส.ว.ท.)

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

 

ประกาศผลการพิจารณาโครงการขยายผลนวัตกรรมนำร่องด้านพลังงานทดแทนและการจัดการของเสียเพื่อชุมชน

รายชื่อโครงการที่ได้รับการสนับสนุน

1. โครงการการขยายผลนวัตกรรมระบบผลิตและส่งจ่ายก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรสำหรับชุมชนตำบลสันทราย โดย วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ใช้ก๊าซชีวภาพตำบลสันทราย

2. โครงการการขยายผลนวัตกรรมระบบผลิตและส่งจ่ายก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรสำหรับชุมชนตำบลคำแคน โดย วิสาหกิจชุมชนพออินคำแคน

3. โครงการการขยายผลนวัตกรรมระบบผลิตและส่งจ่ายก๊าซชีวภาพจากฟาร์มสุกรสำหรับชุมชนตำบลท่ามะนาว โดย วิสาหกิจชุมชนกลุ่มขนมกระหรี่พั๊บบ้านท่ามะนาว

4. โครงการการขยายผลนวัตกรรมระบบผลิตแบบบอลลูนด้วยผ้าใบโพลีเอสเตอร์ โดย วิสาหกิจชุมชนเครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อ

5. โครงการระบบผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานของกังหันลมและโซล่าเซลล์ลอยน้ำ สำหรับชุมชนเสลภูมิ โดย บริษัท ทีแอนด์เค โฮล์ดิ้งส์ จำกัด

6. โครงการการขยายผลนวัตกรรมระบบผลิตไฟฟ้าจากกังหันน้ำขนาดเล็กสำหรับชุมชนบ้านคีรีวง โดย สมาคมพลังงานทดแทนสู่ชุมชนแห่งประเทศไทย

7.โครงการการขยายผลนวัตกรรมระบบผลิตไฟฟ้าจากกังหันน้ำขนาดเล็กสำหรับชุมชนบ้านขุนแม่ตื่นน้อย โดย สมาคมพลังงานทดแทนสู่ชุมชนแห่งประเทศไทย

หมายเหตุ : โปรดรอจดหมายแจ้งผลการพิจารณาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ภายในเดือนสิงหาคม 2560

การปรับเปลี่ยนภาคการเกษตรไทยจาก “เกษตรแบบดั้งเดิม”ไปสู่ “เกษตรอุตสาหกรรม” และก้าวไปสู่ “เกษตรบริการหรือธุรกิจเกษตร” ที่มีการใช้นวัตกรรมเป็นหลักในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย โดยมีการสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ในลักษณะการบูรณาการทั้งในส่วนของเทคโนโลยี การผลิต และการตลาด

ศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร (Agro Business Creative center : ABC center) สำนักงานวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) จึงได้เปิดรับข้อเสนอข้อเสนอแนวคิดการพัฒนาในหลากหลายมิติ ที่มีการบูรณาการและร่วมมือจากหลายภาคส่วน ที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมการเกษตรของประเทศไทย จากนั้นจะมีการตัดสินแนวคิดที่ดีและมีโอกาสในการขยายผล

องค์กร/หน่วยงานที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับเงินสนับสนุนเพื่อนำไปสร้างต้นแบบการใช้งานจริงในพื้นที่ ตามหลักเกณฑ์ที่ สนช. กำหนด ภายในระยะเวลาของการดำเนินงานจะได้ข้อสรุปและข้อเสนอแนะในการขยายผลแนวคิด เทคโนโลยี โอกาสทางการสร้างนวัตกรรมการเกษตรไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ

กลุ่มเป้าหมายในการดำเนินงาน องค์กรภาคเอกชนและสังคมมีการบูรณาการและความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมการเกษตร

  • องค์กรเอกชน เช่น บริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด
  • สหกรณ์การเกษตร กลุ่มสหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน
  • นิติบุคคลอื่นที่ดำเนินงานสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ

การสนับสนุน

รูปแบบและวงเงินสนับสนุนตามหลักเกณฑ์สนับสนุนโครงการนวัตกรรมของ สนช.

เกณฑ์การพิจารณา

  • ความสำคัญของปัญหา
  • กระบวนการแก้ปัญหา
  • ความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยีและด้านธุรกิจ
  • โอกาสในการขยายผล (ธุรกิจและสังคม)

 

ระยะเวลาของการเปิดรับ

เปิดรับข้อเสนอโครงการ ตั้งแต่ 27มิถุนายน 2560 – 30 กันยายน 2560

วิธีการเสนอโครงการ

กรอกข้อมูลโครงการและส่งมายัง สนช. ได้ทั้งทางไปรษณีย์ และอีเมล์ agtech@nia.or.th โดยสามารถดาวน์โหลดแบบข้อเสนอโครงการได้ที่ www.nia.or.th/proposal

ข้อมูลเพิ่มเติม โทร 02-017 5555 ext. 543 (มณฑา), 544 (สิรพัฒน์) หรือ montha@nia.or.th, sirapat@nia.or.th, agtech@nia.or.th

โครงการพัฒนาสาขาธุรกิจนวัตกรรมด้านการเกษตรด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมีเป้าหมายเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรซึ่งเหมาะสำหรับธุรกิจ ดังนี้
1. สาขาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ
- การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพสำหรับการเกษตร ในการสร้างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทางการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อม
2. สาขาธุรกิจเกษตรดิจิตัล
- การเกษตรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การใช้งานเซ็นเซอร์ การเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อการจัดการข้อมูลทางด้านการเกษตร
3. สาขาธุรกิจเครื่องจักรกลเกษตร หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ
- การเกษตรที่ใช้เครื่องจักรกลเกษตร หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ลดการใช้แรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น
4. สาขาธุรกิจการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการขนส่ง
- การเคลื่อนย้ายผลผลิตทางการเกษตร การจัดการคลังเก็บผลผลิต การบรรจุหีบห่อผลิตภัณฑ์และการยืดอายุของผลผลิต
5. สาขาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่
- การแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตรหรือของเหลือทิ้งจากการเกษตร โดยใช้กระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพโดยใช้ จุลินทรีย์แบคทีเรีย ยีสต์ เอ็นไซม์ หรืออื่นๆ
6. สาขาธุรกิจการบริการทางธุรกิจเกษตร
- การบริการทางธุรกิจเกษตร การค้าขายสินค้าเกษตร โดยการสร้างรูปแบบธุรกิจแบบใหม่ทางการเกษตร
7. สาขาธุรกิจรูปแบบการจัดการฟาร์มแบบใหม่
- การจัดการฟาร์มที่แตกต่างจากการปลูกพืชแบบเดิม โดยใช้เทคโนโลยีอย่างผสมผสานเพื่อให้เกิดการควบคุมการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

สมัครได้ที่ https://goo.gl/P6T3Tq ตั้งแต่บัดนี้-14 กรกฎาคม 2560

หมายเหตุ: ขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาใบสมัครเพื่อเข้าร่วมโครงการ

การจัดทำสัญญารับทุนระหว่างผู้ขอรับทุน และ สนช.

ผู้ขอรับทุนโครงการที่ได้รับการอนุมัติจะต้องทำสัญญารับทุนกับ สนช. ตามรูปแบบที่ สนช. กำหนดภายใน 6 เดือน นับจากวันที่โครงการได้รับการอนุมัติ ผู้ขอรับทุนจะไม่มีสิทธิขอเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือข้อสัญญารับทุน  และผู้ขอรับทุนต้องเตรียมเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการทําสัญญาจํานวน 2 ชุด ดังต่อไปนี้

  1. สําเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลที่ออกให้โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า อายุไม่เกิน 3 เดือนนับถึงวันที่จะมาลงนามในสัญญา จํานวน 2 ชุด พร้อมประทับตราสําคัญนิติบุคคลและลงนามรับรองสําเนาถูกต้อง*
  2. สําเนาบัตรประชาชนของผู้มีอํานาจลงนาม (ตามที่ระบุในหนังสือรับรองนิติบุคคล) จํานวน 2 ชุด พร้อมประทับตราสําคัญนิติบุคคลและลงนามรับรองสําเนาถูกต้อง*
  3. กรณีมอบอํานาจลงนาม ให้ทําหนังสือมอบอํานาจพร้อมติดอากรแสตมป์ 10 บาทต่อเรื่อง โดยส่งตัวจริง 1 ฉบับ และสําเนา 1 ฉบับ และแนบสําเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอํานาจ และผู้รับมอบอํานาจ จํานวน 2 ชุด พร้อมลงนามรับรองสําเนาถูกต้อง
  4. ข้อเสนอโครงการนวัตกรรมฉบับที่นําเสนอ สนช. (ระบุเลขหน้า) (ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการของ สนช.)
  5. ชื่อพยานที่จะร่วมลงนามในวันเซ็นสัญญา (และส่งสำเนาบัตรประชาชนของพยานจำนวน 2 ชุด พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง)
  6. ตรายางประทับของบริษัท

*ส่งเอกสารมายังสนช. ล่วงหน้าอย่างน้อย 5 วันทำการก่อนวันนัดทำสัญญา

เงื่อนไขการเบิกจ่ายเงินทุน MIND CREDIT

  1. ระบบการจ่ายเงินทุนสนับสนุนค่าบริการที่ปรึกษาให้แก่ผู้ขอรับทุนอยู่ในรูปแบบการเบิกจ่ายย้อนหลัง (Reimbursement) กล่าวคือ ผู้ขอรับทุนจะต้องชำระค่าใช้จ่ายให้แก่บริษัทที่ปรึกษาก่อน แล้วจึงนำใบเสร็จรับเงินจากบริษัทที่ปรึกษามาประกอบการเบิกจ่ายเงินกับ สนช. พร้อมทั้งจัดทำเอกสารประกอบการเบิกจ่ายรายงวดตามที่ สนช. กำหนด
  2. การกำหนดงวดการเบิกจ่าย
    2.1 ระยะเวลาโครงการไม่เกิน 6 เดือน เบิกจ่ายงวดเดียว
    2.2 ระยะเวลาโครงการ 6-12 เดือน เบิกจ่ายงวดเดียวหรือ 2 งวด
  3. เงินทุนสนับสนุนค่าบริการที่ปรึกษาที่ได้รับการอนุมัติใช้ได้ภายในระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในสัญญารับทุนเท่านั้น อำนาจในการพิจารณาเบิกจ่ายเงินทุนสนับสนุนเป็นอำนาจของ สนช. แต่เพียงฝ่ายเดียว และให้ถือเป็นที่สิ้นสุด

หลักเกณฑ์การประเมินข้อเสนอโครงการ

สนช. ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาและกลั่นกรองข้อเสนอโครงการภายใต้กลไก MIND CREDIT เพื่อทำหน้าที่ประเมินข้อเสนอโครงการในเบื้องต้น ตามหลักเกณฑ์การประเมินที่ สนช. กำหนด โดยจะพิจารณาจากปัจจัยดังต่อไปนี้ประกอบกัน

  1. มีความเป็นนวัตกรรมอย่างชัดเจน
  2. กลยุทธ์ธุรกิจนวัตกรรมที่ชัดเจนและมีความเป็นไปได้
  3. ความสำคัญ/สอดคล้องกันระหว่างสาขาบริการที่ปรึกษาที่ขอรับทุนกับการพัฒนาหรือขยายธุรกิจนวัตกรรม
  4. ศักยภาพการบริหารจัดการธุรกิจนวัตกรรม รวมถึงความเป็นผู้นำ (Leadership) / ความชำนาญของธุรกิจ และโครงสร้างองค์กรและบุคลากร
  5. ความเหมาะสมของสาขาคำปรึกษาและงบประมาณที่ขออนุมัติ

การพิจารณาอนุมัติเงินทุนสนับสนุนภายใต้กลไก MIND CREDIT

การพิจารณาอนุมัติเงินทุนสนับสนุนภายใต้กลไก MIND CREDIT นั้นจะพิจารณาโดยคณะอนุกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองโครงการนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจ หรือด้านสังคม ของ สนช. การพิจารณาอนุมัติโครงการให้เป็นไปตามดุลพินิจของคณะอนุกรรมการฯ และผลการพิจารณาให้ถือเป็นที่สิ้นสุด

ภาพรวมขั้นตอนการดำเนินงาน

ผู้ขอรับทุนจะต้องดำเนินการยื่นขอรับทุน พร้อมแนบเอกสารประกอบต่างๆ ตามที่ สนช. กำหนด ดังนี้

  1. ลงทะเบียนออนไลน์ เพื่อยื่นข้อมูลความประสงค์ขอรับทุน (กรอกข้อมูลเบื้องต้น) ผ่านช่องทาง www.nia.or.th  ท่านจะได้รับการติดต่อกลับจากเจ้าหน้าที่เพื่อให้ข้อมูลที่จำเป็นและแนะนำรายละเอียดการดำเนินการในขั้นต่อไป
  2. จัดทำข้อเสนอโครงการกลไกสนับสนุนด้านการเสริมสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรม (Managing Innovation Development Credit : MIND CREDIT) ตามแบบฟอร์มของ สนช. (สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มข้อเสนอโครงการ MIND CREDIT ได้ที่ http://www.nia.or.th/nia/th/about-mind-credit/ หรือคลิกที่นี่) พร้อมแนบเอกสารประกอบ ดังนี้
    • กรณีนิติบุคคล
      1. หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์รับรองมาแล้วไม่เกิน 3 เดือน หรือหนังสือรับรองการจัดตั้งเป็นนิติบุคคลขึ้นตามกฎหมายอื่นๆ เช่น สหกรณ์การเกษตร
      2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่ยื่นข้อเสนอโครงการ (ลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง) พร้อมหนังสือมอบอำนาจจากนิติบุคคลหรือหลักฐานที่แสดงว่าผู้ที่ยื่นข้อเสนอโครงการมีอำนาจในการยื่นข้อเสนอโครงการในนามของนิติบุคคล
      3. หนังสือรับรอง (Certificate) หรือเอกสารหลักฐานแสดงการเข้าร่วมโครงการ/กิจกรรมของ สนช. ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
        • ผ่านการฝึกอบรมของ สนช. จำนวนไม่น้อยกว่า 10 ชั่วโมง
        • เคยได้รับทุนการสนับสนุนโครงการนวัตกรรมจาก สนช.
        • เคยผ่านการฝึกอบรมหรือการประเมินศักยภาพด้านนวัตกรรมภายใต้โครงการ Total Innovation Management (TIM) ของ สนช.
        • เคยได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติหรือรางวัลจากการประกวดอื่นๆ ของ สนช.
      4. ใบเสนอราคา (Quotation) จากบริษัทที่ปรึกษาที่ขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษาภายใต้กลไก MIND CREDIT ของ สนช.
    • กรณีวิสาหกิจชุมชน
      1. หนังสือรับรองการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน
      2. สำเนาใบต่ออายุการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน จากกรมส่งเสริมการเกษตร
      3. สำเนาบัตรประชาชนของประธานวิสาหกิจชุมชนผู้มีอำนาจทำการแทนวิสาหกิจชุมชน พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง
      4. หนังสือรับรอง (Certificate) หรือเอกสารหลักฐานแสดงการเข้าร่วมโครงการ/กิจกรรมของ สนช. ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
        • ผ่านการฝึกอบรมของ สนช. จำนวนไม่น้อยกว่า 10 ชั่วโมง
        • เคยได้รับทุนการสนับสนุนโครงการนวัตกรรมจาก สนช.
        • เคยผ่านการฝึกอบรมหรือการประเมินศักยภาพด้านนวัตกรรมภายใต้โครงการ Total Innovation Management (TIM) ของ สนช.
        • เคยได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติหรือรางวัลจากการประกวดอื่นๆ ของ สนช.
      5. ใบเสนอราคา (Quotation) จากบริษัทที่ปรึกษาที่ขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษาภายใต้กลไก MIND CREDIT ของ สนช.
  3. ยื่นข้อเสนอโครงการ (ฉบับจริง) พร้อมแนบเอกสารประกอบต่างๆ มาที่
    สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
    73/2 ถนนพระราม 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
    (Attn: คุณศิรประภา รุ้งพราย ผู้จัดการส่งเสริมนวัตกรรม  อีเมล์: mind@nia.or.th)

ผู้ประกอบธุรกิจนวัตกรรมที่สามารถขอรับทุนภายใต้กลไก MIND CREDIT ได้แก่

  • วิสาหกิจเริ่มต้น (Startup)
  • วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)
  • บริษัทขนาดใหญ่

คุณสมบัติของผู้ขอรับทุนภายใต้กลไก MIND CREDIT

  1. เป็นนิติบุคคล ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทยตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ.2543 หรือผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) หรือบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชน ที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีผู้ถือหุ้นเป็นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 และแสดงหนังสือรับรองนิติบุคคลของกรมพัฒนา ธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และ/หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีอายุไม่เกิน 90 วัน
  2. ไม่เป็นผู้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นในโครงการเดียวกันในระหว่างการยื่นข้อเสนอโครงการจนถึงพิจารณาโครงการ เว้นแต่ทุนนั้นเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ซ้ำซ้อนกับค่าใช้จ่ายที่ขอรับการสนับสนุน
  3. ไม่เป็นบุคคลล้มละลายตามคำพิพากษาในคดีแพ่ง หรือผู้ต้องโทษในคดีอาญา อันอาจมีผลต่อความสามารถในการดำเนินงานให้สำเร็จตามข้อผูกพันของโครงการนวัตกรรม
  4. มีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

       4.1 เคยผ่านการฝึกอบรมของ สนช. จำนวนไม่น้อยกว่า 10 ชั่วโมงขึ้นไป ที่มีการออกหนังสือรับรอง (Certificate) จึงจะสามารถใช้ประกอบข้อเสนอโครงการภายใต้กลไก MIND CREDIT ในกรณีนี้ เครดิตการฝึกอบรมจะยึดตามชื่อบริษัท ที่ส่งพนักงานเข้าร่วมการฝึกอบรมเท่านั้น ผู้ที่เข้ารับการฝึกอบรมไม่สามารถนำหนังสือรับรอง (Certificate) ดังกล่าวไปใช้ในการขอรับทุนในนามของนิติบุคคลอื่นได้ ตัวอย่างใบประกาศ
       4.2 เคยได้รับทุนการสนับสนุนโครงการนวัตกรรมจาก สนช. 
       4.3 เคยผ่านการฝึกอบรมหรือการประเมินศักยภาพด้านนวัตกรรมภายใต้โครงการ Total Innovation Management (TIM) ของ สนช.
       4.4 เคยได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติหรือรางวัลจากการประกวดอื่นๆ ของ สนช.

ข้อควรทราบในการขอรับทุน MIND CREDIT

  1. ผู้ขอรับทุน 1 ราย สามารถขอรับทุนภายใต้กลไก MIND CREDIT ได้ไม่เกิน 1 โครงการ
  2. ผู้ขอรับทุนจะต้องรับผิดชอบค่าบริการที่ปรึกษาในส่วนที่เกินจากที่ได้รับการอนุมัติเงินสนับสนุนจาก สนช.
    - ยกตัวอย่างเช่น
    บริษัทที่ปรึกษาออกใบเสนอราคาให้ผู้ขอรับทุนรวมทั้งสิ้น 1,000,000 บาท และ สนช. อนุมัติเงินสนับสนุนในกรอบวงเงิน 750,000 บาท (75% ของมูลค่าโครงการ) แต่เมื่อดำเนินงานไปแล้วปรากฏว่ามีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นทั้งหมด 1,200,000 บาท (เนื่องจากผู้ขอรับทุนสั่งงานบริษัทที่ปรึกษาเพิ่มเติมจากที่ตกลงกันไว้เดิมตามใบเสนอราคา) ในกรณีเช่นนี้ ผู้ขอรับทุนจะสามารถเบิกจ่ายเงินสนับสนุนจาก สนช. ได้สูงสุด 750,000 บาท ตามที่ได้รับการอนุมัติโครงการเท่านั้น ผู้ขอรับทุนจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกิน คือ 450,000 บาท ด้วยตนเอง
  3. หากภายหลังปรากฏเหตุอันเกิดข้อพิพาทที่เกี่ยวกับโครงการนวัตกรรมที่ได้รับทุนจาก สนช. ว่ามีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น และ/หรือปลอมแปลงเอกสารของผู้อื่น หรือไม่ว่าประการใดก็ตาม ผู้ขอรับทุนจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งทางแพ่งและทางอาญาแต่เพียงผู้เดียว

ผู้ให้บริการคำปรึกษาภายใต้กลไก MIND CREDIT เป็นบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ (Professional Service Providers) ที่สามารถให้คำปรึกษาหรือบริการได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และมีความโปร่งใส คุ้มค่า โดยผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ คัดเลือก และขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษากลไก MIND CREDIT โดย สนช.

หลักเกณฑ์คุณสมบัติของบริษัทที่ปรึกษาภายใต้กลไก MIND CREDIT

  1. เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย ที่มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 3,000,000 บาทขึ้นไป
  2. มีทีมที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์การทำงานในด้านที่เกี่ยวข้องมากกว่า 10 ปี ขึ้นไป (อย่างน้อย 2 คน/สาขา)
  3. มีจำนวนพนักงานในบริษัทไม่น้อยกว่า 10 คน/บริษัท
  4. สามารถรับงานได้ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน
  5. มีคุณสมบัติเฉพาะที่กำหนดในแต่ละสาขา

แบบฟอร์มการขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษาภายใต้กลไก MIND CREDIT

  1. หนังสือแสดงความประสงค์เข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาภายใต้กลไกสนับสนุน MIND CREDIT

Download หนังสือแสดงความประสงค์เข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาภายใต้กลไกสนับสนุน MIND CREDIT

พร้อมแนบเอกสารประกอบ ดังต่อไปนี้

  • หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล อายุไม่เกิน 3 เดือนนับถึงวันลงนาม พร้อมทั้งลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจลงนามพร้อมทั้งลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง
  1. แบบฟอร์มข้อมูลบริษัทพร้อมประวัติที่ปรึกษา (สรุปเนื้อหาข้อมูล ไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ ตามแบบฟอร์มของ สนช.)

Download แบบฟอร์มข้อมูลบริษัท

  1. ประวัติการทำงาน (Resume) ของที่ปรึกษาที่ความเชี่ยวชาญประสบการณ์การทำงาน 10 ปีขึ้นไปของภายในบริษัท จำนวน 2 ท่าน

พร้อมแนบเอกสารประกอบ ดังนี้

  • ใบประกาศนียบัตรหรือหนังสืออนุญาตที่ท่านได้ผ่านการรับรองตามที่ระบุใน Resume/CV อาทิเช่น License CEA/CISA เป็นต้น

ส่งเอกสารตัวจริงที่กรอกข้อมูลและลงนามโดยครบถ้วนมายังสำนักงานฯ
โดยจ่าหน้าซองไปรษณีย์ถึง นางสาววลัยรัชต  โมกขะเวส

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
ที่อยู่: เลขที่ 73/2 ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

Email: mind@nia.or.th
Tel: 02-017-5555 ต่อ 503

รายชื่อบริษัทที่ปรึกษาภายใต้กลไก MIND CREDIT

กฎหมายธุรกิจ และการขึ้นทะเบียน/การขอใบอนุญาตจากภาครัฐ
บริษัท ซิโก้ลอว์ (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จํากัด
บริษัท ติลลิกีแอนด์กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
บริษัท สำนักกฎหมายดำเนิน สมเกียรติ และบุญมา จำกัด
บริษัท ลีกัล สปิริต จำกัด
บริษัท สิทธิชน แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด
บริษัท ที่ปรึกษากฎหมายและภาษีอากร ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส จำกัด
บริษัท สำนักงานที่ปรึกษาภาษีเอสซีแอล จำกัด
บริษัท สำนักภาษี เคพีเอ็มจี ภูมิไชย จำกัด
บริษัท กุดั่น แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด
บริษัท สำนักกฎหมายสากล สยามพรีเมียร์ จำกัด
บริษัท คอมพาสลอว์ จำกัด
บริษัท สำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด

ทรัพย์สินทางปัญญา
บริษัท ซิโก้ลอว์ (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จํากัด
บริษัท ติลลิกีแอนด์กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
บริษัท สำนักกฎหมายดำเนิน สมเกียรติ และบุญมา จำกัด
บริษัท สัตยะพล แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด

การเงิน/บัญชีและการลงทุน
บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอส จำกัด
บริษัท หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน)
บริษัท อีวาย คอร์ปอเรท เซอร์วิสเซส จำกัด
บริษัท ดี ไอ เอ ออดิท จำกัด
บริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด
บริษัท เอ็น.อาร์.กรุ๊ป แอดไวเซอรี่ จำกัด
บริษัท หลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด
บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด
บริษัท หลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด
บริษัท สำนักงาน อีวาย จำกัด
บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
บริษัท หลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
บริษัท พีแอนด์แอล อินเทอร์นอล ออดิท จำกัด
บริษัท ดิสคัฟเวอร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด
บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด
บริษัท ตรวจสอบภายในธรรมนิติ จำกัด
บริษัท สำนักภาษี เคพีเอ็มจี ภูมิไชย จำกัด
บริษัท ธรรมนิติการบัญชีและภาษีอากร จำกัด
บริษัท สำนักงาน เอ็ม เอ็ม เอ็น ซินดิเคท จำกัด
บริษัท วิระ แอนด์ เอ.ซี. แอ็ดไวเซอรี่ จำกัด

เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับอุตสาหกรรม 4.0
บริษัท ซิม ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท เบ็กซ์ซิส จำกัด
บริษัท เน็ตซีส แอนด์ คอมพิวเตอร์ จำกัด 
บริษัท อินเทลลิเจนท์ เอ็นเตอร์ไพรส์ คอนซัลติ้ง จำกัด
บริษัท ซอฟต์สแควร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
บริษัท เอวิชั่น จำกัด
บริษัท เอ็กซ์เซลเลนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

กลไก MIND CREDIT เปิดโอกาสให้ผู้ขอรับทุนสามารถใช้บริการจากบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาหรือขยายผลธุรกิจนวัตกรรม โดยจะเริ่มจาก 4 สาขา* ภายในปี  2561 และจะขยายเป็น 10 สาขาในระยะต่อไป ทั้งนี้ ผู้ขอรับทุนสามารถเลือกสาขาบริการที่ปรึกษาได้ไม่เกิน 3 สาขาต่อโครงการ

  1. กฎหมายธุรกิจ และการขึ้นทะเบียน/การขอใบอนุญาตจากภาครัฐ*
  2. ทรัพย์สินทางปัญญา*
  3. การเงิน/บัญชีและการลงทุน*
  4. การพัฒนาธุรกิจ/การจัดการ (ด้านนวัตกรรม)
  5. การตลาด
  6. มาตรฐานอุตสาหกรรม
  7. การออกแบบ 
  8. เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับอุตสาหกรรม 4.0*
  9. การขนส่ง/โลจิสติกส์
  10. การค้าระหว่างประเทศ

ปัจจุบัน สนช. เปิดให้ขอรับทุนได้ใน 4 สาขาหลัก (จากทั้งหมด 10 สาขา) มีรายละเอียดในแต่ละสาขาดังต่อไปนี้

1. สาขากฎหมาย (เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหรือขยายธุรกิจ)

  • คำปรึกษาด้านกฎหมายธุรกิจ
  • คำปรึกษาด้านสัญญาและการเจรจาธุรกิจ
  • การขึ้นทะเบียนหรือขอใบอนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐ
  • การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์
  • คำปรึกษากฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

2 สาขาทรัพย์สินทางปัญญา

  • คำปรึกษาด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
  • ร่างคำขอรับสิทธิบัตร/ออกแบบและเขียนแบบ (drawing) ประกอบคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบ/อนุสิทธิบัตร/สิทธิบัตร
  • ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร/เครื่องหมายทางการค้าในประเทศไทย
  • ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร/เครื่องหมายทางการค้าในต่างประเทศ
  • ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร/เครื่องหมายทางการค้าในประเทศไทย
  • ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร/เครื่องหมายทางการค้าในต่างประเทศ
  • ตรวจสอบและวิเคราะห์ IP Gap
  • คำปรึกษา/การสืบค้นงานที่ปรากฏอยู่แล้วที่เกี่ยวกับการประดิษฐ์ (Prior Art Search and Analysis)
  • คำปรึกษาเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
  • คำปรึกษา/ประเมินความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิบัตรของบุคคลอื่น (Freedom-to-operate - FTO Search and Analysis)
  • คำปรึกษาด้านสัญญาและการเจรจาเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา
  • คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา (IP Portfolio Management)
  • การประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (IP Valuation)
  • การจดแจ้งลิขสิทธิ์ในประเทศและต่างประเทศ
  • คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

3. สาขาการเงิน/การบัญชี และการลงทุน

การวางแผนและการจัดทำงบประมาณ (Planning & Budgeting)

  • การวางระบบบริหารการเงินในกิจการ
  • การวางแผนกลยุทธ์ทางการเงิน
  • การวางโครงสร้างของธุรกิจเพื่อจัดทำงบประมาณ
  • การวิเคราะห์ผลการดำเนินงานทางการเงินด้วยรายได้และต้นทุน เพื่อพัฒนาข้อมูลเชิงลึกด้านโครงสร้างและแนวโน้มทางการเงิน
  • คำปรึกษาด้านการวางแผนการเงิน การจัดทำแผนงบประมาณสำหรับธุรกิจ และการวางแผนควบคุมงบกระแสเงินสด

การบัญชีเพื่อการจัดการ (Managerial Accounting)

  • วางแผนภาษีอากร (Tax Planning)
  • จัดทำบัญชี และภาษีอากรตามมาตรฐานการบัญชี
  • ออกแบบและวางระบบงานทางด้านบัญชีต้นทุน
  • จัดทำประมาณการงบกระแสเงินสด
  • พัฒนาแพลตฟอร์มรายได้ รายจ่าย เงินสด งบดุล เข้าด้วยกัน
  • คำปรึกษาการวางระบบบัญชี และการเลือกใช้ซอฟท์แวร์ที่เหมาะสมกับกิจการและอุตสาหกรรม

การวิเคราะห์การลงทุน และการวางแผนการเงินเพื่อการเติบโต (Investment Analysis and Planning for Growth)

  • วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ
  • คำปรึกษาเพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุน
  • จัดทำแผนธุรกิจเพื่อระดมทุน
  • ปรับโครงสร้างกิจการ
  • คำปรึกษาด้านการเงิน/บัญชี/การระดมทุนอื่นๆ

4. ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับอุตสาหกรรม 4.0

  • ระบบบริหารจัดการสารสนเทศ (Management Information System)
  • ระบบบริหารจัดการทรัพยากรสำหรับการผลิต (Manufacturing Resource Planning)
  • ระบบสารสนเทศวิเคราะห์ที่นำไปสู่ Business Insight
  • คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

กลไกสนับสนุนด้านการเสริมสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรม” (Managing Innovation Development Credit) หรือ “MIND CREDIT” เป็นการสนับสนุนรูปแบบใหม่ของ สนช. สำหรับผู้ประกอบการไทย ให้สามารถเข้าถึงและใช้บริการจากบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาหรือขยายผลธุรกิจนวัตกรรม เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยให้พร้อมในการแข่งขัน และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การสร้างให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากฐานนวัตกรรมของประเทศ ผู้ที่ประสงค์จะขอรับทุนภายใต้กลไก MIND CREDIT จะต้องส่งข้อเสนอโครงการต่อสนช. เพื่อพิจารณาอนุมัติ และบริษัทที่ปรึกษาที่ผู้ขอรับทุนจะใช้บริการจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ คัดเลือกและขึ้นทะเบียนโดยสนช. ตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษากลไก MIND CREDIT ที่สนช. กำหนด

วัตถุประสงค์ของกลไก MIND CREDIT 

กลไกสนับสนุน MIND CREDIT มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงและใช้บริการจากบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ (10 สาขา) ที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาหรือขยายผลธุรกิจนวัตกรรม เพื่อยกระดับผู้ประกอบการนวัตกรรมให้พร้อมในการแข่งขัน และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

รูปแบบการสนับสนุน
สนช. จะให้การสนับสนุนในลักษณะของเงินให้เปล่า (grant) ในรูปแบบทุนสนับสนุนค่าบริการที่ปรึกษาสูงสุด 1,000,000 บาท/โครงการ และคิดเป็นมูลค่าไม่เกินร้อยละ 75 ของมูลค่าโครงการ (มูลค่าโครงการ คือ คำนวณจากประมาณการค่าที่ปรึกษา/บริการตามใบเสนอราคาจากบริษัทที่ปรึกษาซึ่งเป็นมูลค่าก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม)) ระยะเวลาการดำเนินโครงการไม่เกิน 1 ปี นับจากวันที่ผู้ขอรับทุนทำสัญญารับทุนอุดหนุนโครงการนวัตกรรมกับ สนช.

ปิดรับลงทะเบียน/ข้อเสนอโครงการ ชั่วคราว 
ลงทะเบียนออนไลน์เพื่อแสดงความประสงค์ขอรับทุน MIND CREDIT

แบบฟอร์มข้อเสนอโครงการนวัตกรรม MIND CREDIT  (MIND CREDIT Proposal Form)

สอบถามเพิ่มเติม
คุณศิรประภา รุ้งพราย                         ผู้จัดการส่งเสริมนวัตกรรม
คุณเปรมนภา โชติญาณพิทักษ์          ผู้ประสานงานเสริมสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรม (MIND)
คุณจุฑามาศ รัตนายุ                           ผู้ประสานงานเสริมสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรม (MIND)
คุณวลัยรัชต โมกขะเวส                      นักส่งเสริมนวัตกรรม

โทรศัพท์ : 02-017-5555 ต่อ 503 หรือ 506
โทรสาร : 02-017-5566
อีเมล์ : mind@nia.or.th

 “ทุนเครือข่ายวิสาหกิจนวัตกรรม”

เป็นการสนับสนุนเงินอุดหนุนในรูปแบบของเงินให้เปล่าในการสนับสนุน โครงการนวัตกรรมที่มีลักษณะการพัฒนาโครงการในรูปแบบเครือข่ายวิสาหกิจ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม สมาคม จังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระดับการทำต้นแบบ การทดสอบระดับนำร่อง จนถึงการผลิตในเชิงพาณิชย์

ลักษณะโครงการนวัตกรรม

จะต้องมีลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เช่นเดียวกับโครงการ “นวัตกรรมดี…ไม่มีดอกเบี้ย” และ/หรือ โครงการ “แปลงเทคโนโลยีเป็นทุน” แต่การดำเนินโครงการนวัตกรรมจะต้องเป็นในรูปแบบเครือข่ายวิสาหกิจ ที่มีกลุ่มการดำเนินงานครบตามกระบวนการทางธุรกิจตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การผลิต การตลาดจนถึงการจัดจำหน่ายในเชิงพาณิชย์

หลักเกณฑ์การสนับสนุน

  • สนช. สนับสนุนเงินอุดหนุนในรูปแบบของเงินให้เปล่า ในวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อโครงการ
  • ระยะเวลาการสนับสนุนไม่เกิน 3 ปี

ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการขอรับการสนับสนุน

  • รายละเอียดของผู้ติดต่อ
  • รายละเอียดของบริษัท เช่น
    • ปีที่เริ่มดำเนินกิจการ
    • จำนวนพนักงาน
    • รายได้รวมของบริษัทปีที่ผ่านมา
    • สัดส่วนผู้ถือหุ้น
    • ประเภทธุรกิจ
  • รายละเอียดของโครงการที่ต้องการขอรับการสนับสนุน ประกอบด้วย
    • ชื่อโครงการนวัตกรรมภาษาไทย / ภาษาอังกฤษ
    • คำสำคัญ (Keywords)
    • เป้าหมายของโครงการ
    • วัตถุประสงค์ของโครงการ
    • แนวทางการดำเนินโครงการ
    • ประเภทของนวัตกรรม
    • ระดับความเป็นนวัตกรรม
    • ข้อบ่งชี้ความเป็นนวัตกรรม
    • หลักฐาน/เอกสารยืนยันใช้อ้างอิงความเป็นนวัตกรรม
    • เครือข่ายและหน่วยงานที่ร่วมมือในโครงการ
    • มูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (โดยประมาณ)  และ หน่วยงานผู้ประเมิน
    • มูลค่ารวมของโครงการ
  • สิ่งที่ต้องการได้รับการสนับสนุนจากสำนักงาน

 

แบบเสนอโครงการนวัตกรรม (Proposal Template)

 

โครงการประกวดภาพวาดนวัตกรรม
Live Innovation Thailand Painting Contest 2017
ภายใต้หัวข้อ “นวัตกรรมสีเขียว (Greenovation) : ชี้นำ…นวัตกรรมสีเขียวในภาพวาดของคุณ”

1. หลักการและเหตุผล

ประเด็นทางด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดในปัจจุบันและทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น ภาวะโลกร้อน มลพิษทั้งจากขยะ น้ำเสีย ควันพิษ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ส่งผลให้พฤติกรรมของสังคมไทยหันมาให้ความสนใจต่อสินค้าและบริการ และเกิดโอกาสในการสร้างวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น และทำให้กระแสการพัฒนา “นวัตกรรมสีเขียว” (Green Innovation) ขยายตัวในวงกว้างอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่มุ่งพัฒนานวัตกรรมในทิศทางของนวัตกรรมสีเขียวมากขึ้น โดยใช้แนวคิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิต (Quality of Life) มาเป็นโจทย์ใหญ่ ซึ่งจะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งปรับปรุงกระบวนการเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อม โดยใช้หลัก 5R ได้แก่ การลดใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น (Reduce) การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า (Reuse) การนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) รวมถึงการนำมาผ่านกระบวนการผลิตใหม่ (Remanufacturing) ที่นำผลิตภัณฑ์ใช้งานแล้วหรือชิ้นส่วนล้าสมัยมาถอดแยกแล้วเข้าสู่กระบวนการตกแต่งและประกอบใหม่ (Reassembly) เพื่อช่วยลดการใช้ทรัพยากร ธรรมชาติและการสร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

“นวัตกรรมสีเขียว” (Green Innovation) หรือเรียกใหม่ในที่นี้ว่า “Greenovation” เป็นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ หรือการพัฒนาของเดิมให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึงกระบวนการผลิต วิธีการทำการตลาด การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรหรือการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานทางธุรกิจ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นกว่าทางเลือกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (OECD, 2009)

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยศิลปากร จึงกำหนดจัดการประกวดภาพวาดนวัตกรรม Live Innovation Thailand Painting Contest 2017 ภายใต้หัวข้อ “นวัตกรรมสีเขียว (Greenovation) : ชี้นำ…นวัตกรรมสีเขียวในภาพวาดของคุณ” โดยเป็นการวาดภาพที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เฉพาะ (Area-based Focus) ของจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งกำหนดให้เป็นเขตพื้นที่สีเขียวเพื่อรักษาวิถีเกษตรกรรมของจังหวัดให้เป็นแหล่งผลิตอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของประเทศและของโลก และเป็นการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor Development: EEC) เพื่อพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกให้เป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมขั้นสูงที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของอาเซียนอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการสร้างวิสาหกิจเริ่มต้น โดยการจัดประกวดครั้งนี้เพื่ออาศัยการวาดภาพเป็นเครื่องมือให้เกิดการสร้างความมีส่วนร่วมต่อสังคมในการช่วยกันนำเสนอปัญหาและโอกาสในพัฒนานวัตกรรมสีเขียว และการสร้างรูปแบบธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้น มาสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมของสังคม ชุมชน และประเทศ ในด้านต่างๆ อาทิ การท่องเที่ยวสีเขียว (Green Tourism) สวนสีเขียว (Green Garden Park) อาคารนวัตกรรมสีเขียว (Green Innovation Building) เมืองนวัตกรรมสีเขียว (Green City Innovation)

2.วัตถุประสงค์

  1. เพื่อสร้างความตื่นตัวด้านนวัตกรรมขึ้นในประเทศด้าน “นวัตกรรมสีเขียว : Greenovation” โดยอาศัยการวาดภาพเป็นเครื่องมือในการเปิดมุมมองความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมสีเขียวที่มีอยู่รอบตัว ซึ่งประชาชนสามารถพบเห็นและสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันในสถานที่ต่างๆ
  2. เพื่อสร้างความมีส่วนร่วมต่อสังคม ในการช่วยกันนำเสนอปัญหาและโอกาสในพัฒนา “นวัตกรรมสีเขียว : Greenovation” ซึ่งจะสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมของสังคม ชุมชน และประเทศ ในด้านต่างๆ อาทิ การท่องเที่ยวสีเขียว (Green Tourism) สวนสีเขียว (Green Garden Park) อาคารนวัตกรรมสีเขียว (Green Innovation Building) เมืองนวัตกรรมสีเขียว (Green City Innovation)
  3. เพื่อเปิดกว้างให้ผู้ที่มีใจรักการวาดภาพได้มีโอกาสนำเสนอมุมมองและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดผลงานจิตรกรรมใหม่ๆ ที่สร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration) และเกิดโอกาสในการสร้างรูปแบบธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup Business Model) ที่สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมของสังคม ชุมชน และประเทศ ในด้านต่างๆ
  4. เพื่อประชาสัมพันธ์บทบาทของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติฯ ในการเป็นพลังขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมแห่งชาติ โดยสร้างความตื่นตัวและบรรยากาศด้านนวัตกรรมขึ้นในประเทศไทย

3. กลุ่มเป้าหมาย
นักวาดภาพมืออาชีพ นักเรียน นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจการวาดภาพ

4.ผู้มีสิทธิ์ส่งภาพเข้าประกวด
ประชาชนทั่วไป ไม่จำกัดเพศและวัย

5. หัวข้อการประกวด
     “นวัตกรรมสีเขียว (Greenovation) : ชี้นำ…นวัตกรรมสีเขียวในภาพวาดของคุณ”

6. รางวัลในแต่ละหัวข้อ

  • รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท และเกียรติบัตร
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 50,000 บาท และเกียรติบัตร
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สอง จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 25,000 บาท และเกียรติบัตร
  • รางวัลชมเชย จำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท และเกียรติบัตร
  • รางวัลร่วมแสดง จำนวน 20 รางวัล เกียรติบัตร และของที่ระลึก
    รวมทั้งหมด 35 รางวัล เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 350,000 บาท

7. ประเภทงานจิตรกรรม
      งานจิตรกรรมภาพเขียน (painting) ที่สามารถใช้สีได้ทุกประเภท อาทิ สีน้ำ สีน้ำมัน สีอะคริลิค สีชอล์ค สีฝุ่น   สีดินสอ ฯลฯ โดยต้องเป็นการสร้างงาน 2 มิติบนพื้นระราบ ไม่มีวัสดุปะติด (collage) ทั้งนี้ ผู้เข้าประกวดจะต้องนำผ้าใบ กระดาษ หรือวัสดุอื่นๆ ที่ต้องใช้ในการวาดภาพ รวมทั้งสีต่างๆ มาด้วยตนเอง

8. วิธีการสมัครภาพประกวด

  • สมัครผ่านเว็บไซต์ www.nia.or.th/painting2017/register
  • สมัครในวันแข่งขันการประกวด ตั้งแต่เวลา 8.00 - 9.30 น. โดยขอสงวนสิทธิ์ในการปิดรับเพิ่มเติมในวันแข่งขัน หากจำนวนผู้สมัครเต็มแล้ว

9. กติกาในการส่งภาพถ่ายเข้าประกวด

  1. ผู้สมัครทุกคนต้องมาถึงสถานที่จัดการแข่งขันพร้อมกัน เพื่อลงทะเบียนแข่งขันและรับบัตรประจำตัว ตั้งแต่เวลา 8.00 - 9.30 น. เท่านั้น โดยจะต้องนำสำเนาบัตรประชาชนเพื่อใช้ประกอบการลงทะเบียนเท่านั้น
  2. ผู้สมัครจะต้องนำสิ่งของต่อไปนี้มาเพื่อเข้าแข่งขันด้วยตนเอง ดังนี้
  • ผ้าใบ เฟรมผ้าใบ ขนาด 80 x 100 เซนติเมตร สำหรับผู้เขียนสีน้ำมัน สีอะคริลิค
  • กระดาษ ขนาด A1 สำหรับผู้เขียนสีน้ำ หรือสีอื่นๆ
  • สีน้ำ สีน้ำมัน สีอะคริลิค สีชอล์ค สีฝุ่น สีดินสอ ฯลฯ
  • อุปกรณ์อื่นๆ ที่ต้องใช้ในการวาดภาพ อาทิ พู่กัน ดินสอ ยางลบ กระป๋องใส่น้ำ
  • กระดาษรอง จานสี ขาตั้งรูปสำหรับผู้เขียนภาพสีน้ำมัน หรือสีอะคริลิค
  1. ผู้สมัครจะต้องวาดภาพภายใต้หัวข้อ “นวัตกรรมสีเขียว : ชี้นำ…นวัตกรรมสีเขียวในภาพเขียนของคุณ” (What is Green Innovation in your painting?)
  2. ผู้สมัครจะต้องรับฟังข้อมูลเนื้อหาสำหรับการแข่งขันจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติฯ และสมาคมนักศึกษาเก่า มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อใช้ประกอบในการคิดและสร้างสรรค์ผลงาน
  3. การแข่งขันเป็นการแข่งขันวันเดียว กำหนดเวลาในการวาดภาพสด 5 ชั่วโมง
  4. อนุญาตให้ผู้สมัครสามารถค้นหาและใช้ข้อมูลอื่นๆ ประกอบในช่วงการแข่งขันได้
  5. ภาพผลงานที่ไม่ได้รับรางวัลสามารถขอคืนได้ หลังจากการประกาศผลการตัดสินแล้ว
  6. ห้ามนำบุคคลอื่นที่ไม่ได้เข้าร่วมแข่งขันเข้าไปภายในบริเวณพื้นที่ที่จัดการแข่งขัน
  7. ห้ามนำผลงานออกนอกสถานที่แข่งขันก่อนเสร็จสิ้นการจัดประกวด
  8. การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุดจะอุทธรณ์ไม่ได้
  9. ลิขสิทธิ์ของผลงานที่ได้รับรางวัลจะเป็นของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่สามารถใช้ประโยชน์ทางราชการเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้

10. ระยะเวลาจัดประกวด

  • 8 มิถุนายน 2560    แถลงข่าวเปิดการประกวด ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ เปิดลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์
  • 7 กรกฎาคม 2560   งานแข่งขันการประกวดวาดภาพสด คณะกรรมการตัดสิน พิธีมอบรางวัล ภายในงาน Startup Thailand 2017 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
  • 8-9 กรกฎาคม 2560   จัดแสดงนิทรรศการ ในงาน Startup Thailand 2017

11. รายชื่อคณะกรรมการตัดสิน

  1. รองศาสตราจารย์ ดร.สมเจตน์ ทิณพงษ์ ประธานกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ
  2. ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
  3. อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จิตรกรรม ประจำปีพุทธศักราช 2557
  4. อาจารย์อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  5. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไพโรจน์ วังบอน คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  6. ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิกร คงคา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  7. อาจารย์อุตสาห์ ไวยศรีแสง วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

สนช. ร่วมกับ อีจีเอ ผลัก MEGA 2017 สร้างเศรษฐกิจเชิงข้อมูล ดันสตาร์ทอัพไทยใช้ข้อมูลภาครัฐสร้างแอปบริการประชาชน พร้อมอัดเงินก้อนใหญ่นำแนวคิดไปสู่เชิงพาณิชย์ให้ได้

โครงการประกวดผลงานนวัตกรรมการพัฒนาโมบายโซลูชันภาครัฐ ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2560” (Mobile Enterprise d-Government Award 2017 : MEGA 2017) ในปีนี้ถือเป็นปีแรกที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรืออีจีเอ จัดร่วมกันด้วยแนวคิดหรือ Theme หลักคือ Data Economy ที่เป็นการจัดสรรระบบข้อมูลภาครัฐเพื่อพัฒนาเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ ที่จะขับเคลื่อนทั้งภาครัฐและเอกชนไปด้วยกัน

โครงการนี้จึงถือเป็นอีกโครงการหนึ่งที่ สนช. ตั้งเป้าหมายที่จะสร้าง Data Economy ร่วมกับ อีจีเอ และคาดหวังให้เกิดผลผลิตในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างผลงานชนะเลิศการประกวดเท่านั้น ยังเป็นโครงการที่สอดคล้องและนำไปต่อยอดกับโครงการย่านนวัตกรรม (Innovation District) ในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of innovation : EECi) ที่ จะร่วมมือกันขับเคลื่อนย่านมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรม วิสาหกิจเริ่มต้น ภายในย่านนวัตกรรม  โดยกำหนดวางผังย่านและจัดทำแผนพัฒนาในปีงบประมาณ 2560

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สนช. เปิดเผยว่า สนช. ได้สนับสนุนการสร้างนวัตกรรมในหลายสาขาธุรกิจ เน้นหนักไปทางผู้ประกอบการในกลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) แม้ว่าในกลุ่ม Data Economy ที่เน้นการสร้างนวัตกรรมจากข้อมูลภาครัฐยังมีความตื่นตัวในวงจำกัด โครงการนี้ถือเป็นโอกาสใหม่อันดีในการรังสรรค์นวัตกรรมและผลักดันโซลูชันกลุ่มนี้ให้มีมากขึ้นในเชิงพาณิชย์ต่อไป

การประกวดครั้งนี้ สนช. จะมีส่วนร่วมในการเข้ามาสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้เข้าประกวดต้องนำเสนอความคิดและไอเดียสู่ความเป็นนวัตกรรมที่มีรูปแบบของแผนธุรกิจที่สามารถนำไปสู่การประยุกต์ใช้ที่แท้จริง โดยครอบคลุมประเด็นทางเทคโนโลยี การเงิน การตลาด และความสามารถของทีม ซึ่งอาจเป็นโครงการที่พัฒนามาแล้วในระดับห้องปฏิบัติการวิจัยให้มาสู่การปฏิบัติการระดับอุตสาหกรรมในเชิงพาณิชย์ หรืออาจอยู่ในขั้นตอนของการทำต้นแบบ (Prototype) รูปแบบทดลอง (Experimental units) การทดสอบในระดับนำร่อง (Pilot Scale) เพื่อยืนยันความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีก่อนจะนำไปสู่การผลิตจริง โรงงานนำร่อง (Pilot Plant) การปฏิบัติการก่อนเป็นเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ (Pre-Commercial) ตลอดจนการทดสอบในกระบวนการผลิตจริง (Full Scale Trial) เมื่อผ่านเข้ารอบจึงพัฒนาเป็น Prototype และ Demo/MVP ที่สามารถนำไปสร้าง Business Model ได้จริงต่อไป และนำมาแสดงต่อคณะกรรมการในรูปแบบของ Demo/MVP ที่พร้อมต่อการพัฒนาต่อยอด

ส่วนหัวข้อการประกวดของผู้ประกอบการจะแบ่งเป็น 3 หมวดหลักที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of innovation : EECi) ได้แก่ การขนส่งและการเดินทาง (Logistic / Transport), เมืองน่าอยู่ (Waste / Safety / Urban / Security / Sanitary), การเข้าถึงบริการภาครัฐ (Public Service Accessibility / Health Tech) โดยในส่วนการเข้าถึงบริการภาครัฐ จะมีอีก 2 หมวดย่อยพิเศษ คือ Chatbot และ Traffic / Queue / Resource Management เป็นต้น

ส่วนของรางวัลสำหรับผู้ประกอบการ นอกจากโอกาสการต่อยอดทางธุรกิจกับหน่วยงานภาครัฐ และโอกาสในการเรียนรู้เสริมสร้างทักษะและความรู้ในด้านต่างๆ รวมถึงเงินรางวัลหลักทั้ง 8 รายการของโครงการแล้ว สำหรับทีมที่ผ่านเข้ารอบในรอบ Prototype จะได้รับเงินทุนสนับสนุนเพื่อพัฒนาต้นแบบ จาก สนช. สูงสุด 1,000,000 บาทต่อทีม โดยเงื่อนไขเงินทุนสนับสนุนเพื่อพัฒนาต้นแบบจะอยู่ในรูปแบบของเงินสนับสนุน ไม่มีข้อผูกมัดในเรื่องการเข้าถือหุ้น ถือเป็นเงิน Seed Money ที่ทำให้ต้นแบบเป็นเชิงพาณิชย์และเข้าสู่รอบ Seed Round หรือ Pre Series A ต่อไป

โดยผู้ผ่านเข้ารอบตามกติกามีสิทธิได้รับการสนับสนุนจะต้องลงทุนในโครงการในรูปของเม็ดเงิน (In-Cash) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ของค่าใช้จ่ายโครงการ ขณะที่ สนช. จะสนับสนุนเงินอุดหนุนในรูปแบบของเงินสนับสนุนไม่เกินร้อยละ 75 ของค่าใช้จ่ายโครงการ ในวงเงินไม่เกินหนึ่งล้านบาทต่อโครงการ โดยคงระยะเวลาการสนับสนุนไม่เกิน 6 เดือน

ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ อีจีเอ เปิดเผยว่า โครงการนี้ต้องการเน้นสิ่งที่ภาครัฐมี คือฐานข้อมูลที่เข้าถึงการบริการประชาชนทั้งประเทศในทุกภาคส่วน ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนเองสามารถคิดค้นแอปพลิเคชันใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยคาดหวังว่าจะดึงภาคเอกชนฝีมือดีเข้ามาพัฒนาต่อยอดและสร้างหน่ออ่อนจากนักศึกษาที่กำลังจบจากมหาวิทยาลัยให้มีความคุ้นชินกับเรื่องรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์และเข้ามาพัฒนางานร่วมกัน ดังนั้น การเร่งผลักดัน Open Data ของภาครัฐต่อเนื่องด้วยการสร้าง KDI หรือชุดซอฟต์แวร์ที่ทำให้สามารถดึงข้อมูลภาครัฐไปใช้ได้อย่างอัตโนมัติจึงจำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ถือเป็นปีเริ่มต้นที่เริ่มเปิด KDI และจะเป็นปีทดลองที่มีนัยสำคัญต่อการพัฒนาอย่างมาก

การทำให้ผลงานหรือแนวคิดที่เกิดจากโครงการ MEGA 2017 สามารถต่อยอดและเติบโต ยิ่งถ้านำไปสู่การเป็น Tech Start-Up ได้ จะถือเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งยวด ซึ่งโครงการในปีนี้ได้สร้างกระบวนการเช่นเดียวกับที่ Tech Start-Up จะต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นการ Pitch Idea การสร้างที่ปรึกษา หรือ Mentor และการนำเสนอผลงานต่อนักลงทุนจริงๆ ซึ่งเป็น Ecosystem ที่ผู้ประกวดต้องประสบ ดังนั้น มาตรฐานในกระบวนการประกวดจะสูงขึ้น และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมจริงของบริษัท Start-up” ดร.ศักดิ์ฯ กล่าว

โครงการ MEGA 2017 จัดประเภทการประกวดเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทนักศึกษา (Idea Student) และประเภทผู้ประกอบการ (Accelerator) สำหรับผู้ประกอบการจะเป็นการนำเสนอผลงาน หรือนวัตกรรม ที่กำลังพัฒนา หรือพัฒนาสำเร็จแล้ว และนำมาแสดงต่อคณะกรรมการในรูปแบบของ Prototype/MVP ที่สามารถนำไปสร้าง Business Model ได้จริง

นอกจากนี้ ทั้ง 2 ประเภท ผู้ประกวดสามารถนำชุดข้อมูลในรูปแบบของ Open Government Data ใน data.go.th มาพัฒนาเป็นผลงานในการประกวดได้ และสำหรับปีนี้ทาง EGA จะเตรียมข้อมูล Open Data ของภาครัฐในรูปแบบ KDI ไว้ให้ใช้งานสำหรับในบางหมวดด้วย ซึ่งจะให้ใช้เฉพาะกลุ่มผู้เข้าประกวดระดับผู้ประกอบการก่อน เนื่องจากยังถือเป็นเรื่องใหม่ในวงการซอฟต์แวร์ภาครัฐ

นอกจากการประกวดแล้ว MEGA2017 ยังมีกิจกรรม “แคมป์บ่มเพาะ” (Incubation) ให้แก่รุ่นนักศึกษา โดยมีการบ่มเพาะรวมทั้งหมด 3 ครั้งสำหรับผู้เข้าประกวดที่ผ่านการคัดเลือกแต่ละรอบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและดึงศักยภาพสูงสุดในตัวผู้เข้าประกวดและทีมงาน ตลอดจนเสริมสร้างความรู้เรื่องเทคโนโลยี เครื่องมือการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สำคัญ รวมทั้งสารประโยชน์ แนวโน้มเทคโนโลยีใหม่ๆ ของโลก และเรื่องสำคัญอื่นๆ อีกมากมายเพื่อเป็นการบ่มเพาะเพิ่มทักษะทางธุรกิจ เพื่อก้าวสู่กลุ่ม Start-up  นอกจากนั้น ผู้เข้ารอบยังมีโอกาสได้พบกับเจ้าของหน่วยงานภาครัฐที่เลือกพัฒนาแอปพลิเคชัน เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะโดยตรง อีกทั้งอาจเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจต่อไปหลังจบโครงการ

สำหรับรางวัลของการประกวดประกอบด้วย โอกาสการต่อยอดทางธุรกิจ (Business Opportunity) กับหน่วยงานภาครัฐในทุกผลงาน รางวัลหลัก 8 รางวัล แบ่งเป็นประเภทนักศึกษา รางวัลชนะเลิศ ถ้วยรางวัลพระราชทาน โล่เกียรติคุณ เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมูลค่า 100,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โล่เกียรติคุณ เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมูลค่า 70,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โล่เกียรติคุณ เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมูลค่า 50,000 บาท รางวัลชมเชย เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุน เป็นจำนวนมูลค่า รางวัลละ 20,000 บาท

ประเภทผู้ประกอบการ รางวัลชนะเลิศ ถ้วยรางวัลพระราชทาน โล่เกียรติคุณ เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมูลค่า 100,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โล่เกียรติคุณ เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมูลค่า 70,000 บาท

ข่าวเผยแพร่ในสื่อ

สนช. จับมือ อีจีเอ. ลงนาม ผลัก MEGA 2017 สร้างแอปพลิเคชั่น บริการประชาชน (ThaiPR)

ความร่วมมือ สนช. และ อีจีเอ. (โพสต์ทูเดย์)

 

 

งาน “Startup Thailand 2017 ” เปิดตัวขึ้นครั้งแรกยิ่งใหญ่แล้วที่ชลบุรี ระหว่างวันที่ 26-27 พฤษภาคม 2560 เป็นการเปิดตัวจัดงานขึ้นครั้งแรกในระดับภูมิภาค และเป็นการจัดขึ้นในภาคตะวันออก ภายใต้แนวคิดและบริบท“Eastern Rise @ ชลบุรี” เพื่อพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก Eastern Economic Corridor of innovation หรือ EECi เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน รวมถึงยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมเดิมให้มีการนำเทคโนโลยีมาสร้างนวัตกรรมที่เพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน ตลอดจนสร้างให้เกิดอุตสาหกรรมฐานนวัตกรรมใหม่ขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ
 

ดร. อรรชกา  สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้กล่าวในโอกาสที่เดินทางมาเป็นประธานในการเปิดงาน Startup Thailand 2017 ว่า การจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดตัวสำหรับการจัดงาน Startup Thailand 2017 ขึ้นครั้งแรกในระดับภูมิภาค และถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นในภูมิภาคตะวันออก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่มีความสำคัญและมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน ซึ่งภาครัฐได้มีโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ถือเป็น New Engine of Growth ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต

ดร.อรรชกาฯ กล่าวต่อไปว่า ในการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยเทคโนโลยี และการพัฒนานวัตกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญ จึงได้มีการพิจารณาและกำหนดแผนการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of innovation : EECi) ขึ้น ให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนในโครงการฯ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับพันธมิตรจากหน่วยงานภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ

“สำหรับ EECi  ถือเป็นอีกหนึ่งในโครงการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการต่อยอดการวิจัยเพื่อพัฒนาสู่การสร้างนวัตกรรม และเพื่อพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ เพื่อให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่มีความเข้มแข็งและมีความพร้อมในการพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมเดิมให้มีการนำเทคโนโลยีมาสร้างนวัตกรรมที่เพิ่มมูลค่า ช่วยลดต้นทุน ตลอดจนสร้างให้เกิดอุตสาหกรรมฐานนวัตกรรมใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนการเติบโตให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ”

งาน STARTUP Thailand ถือเป็นอีกกลไกหนึ่งของภาครัฐ ในการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ ผ่านการสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้นหรือ STARTUP โดยเฉพาะในกลุ่ม TECH Startup ในสาขาต่างๆ

ภาครัฐมุ่งหวังให้กลุ่ม Startup เหล่านี้ สามารถเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืนได้แล้ว ยังมุ่งหวังให้ Startup เหล่านี้ มีศักยภาพ และเป็นกำลังสำคัญที่สามารถสนับสนุนการพัฒนายกระดับกลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสาขาต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมหลักของประเทศด้วย ซึ่งจะส่งผลโดยรวมต่อการยกระดับอุตสาหกรรมของไทยทั้งระบบ และส่งเสริมการสร้างรายได้ และการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ดี การพัฒนา Startup จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ และการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเติบโตของ Startup หรือ Startup Ecosystem 

งาน Startup Thailand ที่จัดขึ้น จึงไม่ได้มุ่งเน้นแต่เพียงการเติบโตของ Startup กลุ่มเดียว แต่เพื่อมุ่งส่งเสริม Startup และพัฒนา Startup Ecosystem ทั้งระบบ ให้สามารถส่งเสริมการพัฒนา และเอื้อประโยชน์ระหว่างกัน     

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่าดังนั้นกลไกของภาครัฐ จึงจำเป็นจะต้องเชื่อมโยงการพัฒนา Startup ทั้ง Ecosystem และรวมไปถึงการพัฒนาเครือข่ายมหาวิทยาลัย การสนับสนุนกลุ่มนักลงทุน การสร้างเครือข่ายการพัฒนาระหว่างประเทศ และการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับ startup อีกด้วย  

งาน STARTUP Thailand เป็นเวทีกลางที่เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อการสนับสนุนการพัฒนาและเติบโตของ Startup ทั้งระบบ ในมิติต่างๆ ซึ่งแนวคิดการจัดงานในภูมิภาคตะวันออกครั้งนี้ Eastern Rise ได้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจและจุดประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้เป็นอย่างดี ถึงความมุ่งหวังและต้องการยกระดับการเติบโตของทั้งภูมิภาคไปพร้อมๆกัน เพราะทุกคน ทุกธุรกิจ ถือเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาที่มั่นคงอย่างยั่งยืน ที่จะยกระดับและพัฒนาผู้ประกอบการ Startup ของไทย ให้เข้มแข็งและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ด้าน รศ.ดร.สมเจตน์ ทิณพงษ์ ประธานกรรมการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ และประธานกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ ได้กล่าวในการเปิดงานครั้งนี้ว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะผู้จัดงาน STARTUP Thailand 2017 ซึ่งถือเป็นหน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลในการจัดโครงการ National Campaign Startup Thailand ขึ้น เพื่อสนับสนุนนโยบายการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศ ที่มุ่งเน้นการพัฒนา STARTUP เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการกำหนดให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่สามารถใช้ทรัพยากรของประเทศในการผลิตสินค้าและบริการมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงานในท้องถิ่น และการกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ซึ่งถือเป็นกลไกในการขับเคลื่อนประเทศ

“โดยหน้าที่หลักของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ก็คือ การสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ รวมถึงการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจ เพราะเทคโนโลยีและนวัตกรรมจะเป็นเครื่องมือและกลไกสำคัญที่สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจ”

รศ.ดร.สมเจตน์ฯ กล่าวต่อไปว่าการจัดงาน STARTUP Thailand ถือเป็นอีกกลไกหนึ่ง ที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของ STARTUP และการส่งเสริมความสมบูรณ์ของ STARTUP Ecosystem ในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งจากความสำเร็จของการจัดงาน STARTUP Thailand ในปีที่ผ่านมามา ได้เกิดกระแสตอบรับและการพัฒนากลไกสนับสนุน  STARTUP ในวงกว้าง กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงได้กำหนดจัดงาน STARTUP Thailand 2017 ขึ้นอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนการต่อยอดทางธุรกิจ และการต่อยอดในการพัฒนาขับเคลื่อน STARTUP ของประเทศไทย โดยการจัดงานในครั้งนี้ กำหนดเดินสายทั่วทุกภูมิภาค ได้แก่ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคเหนือและภาคกลาง โดยแนวคิด และบริบทของแต่ละภาคจะแตกต่างกันออกไป 

สำหรับการจัดงาน STARTUP Thailand 2017 ในปีนี้ เพื่อแสดงจุดยืนและความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้วยการส่งเสริม สนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจแก่สตาร์ทอัพที่มีศักยภาพในการขยายธุรกิจและสร้างตลาดใหม่ ให้สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยโครงการ และบริการต่างๆ ที่จะช่วยสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 

สำหรับกิจกรรมสำคัญที่น่าสนใจและจะเกิดขึ้นภายในงาน ตลอด 2 วันในหัวข้อต่างๆ นั้นได้แก่

  • International Conference & Seminar : พบกูรูและผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ STARTUP จากทั่วโลก มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์  แลกเปลี่ยนความรู้   
  • Startup Showcase : การรวมตัวของเหล่าสตาร์ทอัพจากทั้งในและต่างประเทศ มานำเสนอผลงานนวัตกรรม แนวคิด และการบริการที่สร้างสรรค์  
  • Startup Ecosystem Showcase : นิทรรศการที่รวบรวมกลุ่มผู้สนับสนุนทางธุรกิจภาคเอกชน  นักลงทุน มหาวิทยาลัย และหน่วยสนับสนุน STARTUP จากทั้งในและต่างประเทศ  
  • Government Services : รวมบริการจากภาครัฐ เพื่อการสนับสนุนและการต่อยอดทางธุรกิจของ STARTUP  
  • Pitching Challenge :  ค้นหาสุดยอด STARTUP จากเวที Startup Thailand

“STARTUP Thailand Pitching Challenge ในรอบคัดเลือกจะคัดผู้ชนะเลิศในแต่ละภาคมา 5 ภาค และมาแข่งขันตัดสินเพื่อหาผู้ชนะเลิศ STARTUP Thailand Grand Pitching Challenge ที่กรุงเทพฯ  ส่วน STARTUP Thailand League สำหรับระดับมหาวิทยาลัยก็จะมีการแข่งขันในรอบคัดเลือกจาก 4 ภาค และมาตัดสินชนะเลิศที่กรุงเทพฯ เช่นเดียวกัน” ดร.สมเจตน์กล่าวในที่สุด

ด้วยความเพียบพร้อมทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข คมนาคม อุตสาหกรรมและความได้เปรียบด้านพื้นที่ที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ทำให้ภาคตะวันออกมีศักยภาพมากพอที่จะเป็นหนึ่งพื้นที่เขตเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ  ทั้งนี้ ความรู้ความเข้าใจด้านสตาร์ทอัพ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จะช่วยให้เกิดแรงกระตุ้นในการยกระดับเศรษฐกิจของภาคตะวันออกสู่สังคมแห่งการเป็นผู้ประกอบการ  โดยในปัจจุบันคาดว่ามีสตาร์ทอัพประมาณ 30 รายในจังหวัดชลบุรี ซึงส่วนใหญ่อยู่ในศรีราชา บางแสนและพัทยา และอีก 50-80 รายในภาคตะวันออกทั้งหมด

หลักสูตรวุฒิบัตรการศึกษาทางไกล การจัดการนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการ รุ่นที่ 16
เปิดรับแล้ววันนี้ – 15 มิถุนายน 2560

อยากริเริ่มธุรกิจใหม่ๆ อยากมีใครสักคนเป็นที่ปรึกษา เพียงคุณมีใจมุ่งมั่นต้องการหาแนวทางทำธุรกิจนวัตกรรม เราช่วยท่านได้

หลักสูตรวุฒิบัตรการศึกษาทางไกล  “การจัดการนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการ” รุ่นที่ 16
เพียงเริ่มที่จะก้าว สมัครเข้ามาทำความรู้จักใกล้ชิดกับนวัตกรรมให้มากขึ้น เรียนสบายๆ ที่บ้าน

โทรถามอาจารย์ที่ปรึกษาประจำตัวหากไม่เข้าใจและฝึกคิดฝึกเขียนโครงการให้ได้ เพื่อเริ่มธุรกิจใหม่

โครงการที่มีความเป็นไปได้ด้านเทคโนโลยีและการตลาด อาจารย์ที่ปรึกษาพร้อมจะผลักดันท่านทำเป็นธุรกิจจริง ด้วยเงินสนับสนุนตามกลไกของ สนช. ต่อไป

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนออนไลน์ที่ www.nia.or.th/ims/dei 

สอบถามเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

  • ส่วนจัดการศึกษาต่อเนื่อง สถาบันการศึกษาทางไกล กระทรวงศึกษาธิการ
    โทร. 02-381 6651     e-mail: dei_condised@nfe.go.th
  • สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ
    โทร. 02-0175555      e-mail: info@nia.or.th

หลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ประกอบการของไทยสามารถแข่งขันในตลาดจีนได้ โดยการนำหลักสูตร Lean LaunchPad ประกอบเข้ากับผู้สอนที่มีประสบการณ์ตรงในประเทศจีน เพิ่มเติมด้วยการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดจีน มาให้คำแนะนำในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ด้วยความเข้าใจในตลาดจีนอย่างเจาะลึก

วิทยากร

  • ดร.ภัทรพงษ์ พรรณศิริ
    Global Pro Business Solutions (Thailand) Co., Ltd.
  • ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร
    หอการค้าไทยในจีน
  • คุณสมชาย จึงสมบูรณานนท์
    Shanghai CP Foods Co.,Ltd.
  • คุณนิติศาสตร์ อริยศักดิ์ชัย
    บริษัท นิติพร เอนเตอร์ไพร์ซ จำกัด
  • คุณศุภจักร ไตรรัตโนภาส
    บริษัท สยาม อัลฟ่า เอคควิตี้ จำกัด

สัมมนาฟรี ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2560
ติดต่อลงทะเบียนแล้วพบกัน เวลา 13.30 - 16.30 น.
ณ หอการค้า ไทย-จีน ห้องจัดเลี้ยง Ah Yat Abalone Convention Hall
(ชั้น 12 ฝั่งอาคารจอดรถ ไทยซีซี ทาวเวอร์) (ชั้น 9 ฝั่งอาคารสำนักงานไทยซีซีทาวเวอร์)

สอบถามรายละเอียดสำรองที่นั่งได้ที่
คุณจิรายุส : 09-0904-9397 / คุณ ธนิตา : 06-4702-0062
e-mail : jirayoot_kia@gpbs.co.th

สนช. ขอเชิญผู้บริหารระดับ CEO /Manager/ Director ขององค์กร SMEs และองค์กรขนาดใหญ่ ที่ต้องการพัฒนาบุคลากรและสร้างองค์กรนวัตกรรมที่ยั่งยืน กับกิจกรรม “Building Leading Sustaining The Innovative Organization” โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ดร.พยัต วุฒิรงค์ Global Head of INNOVATION at Most Valued Business เพื่อจุดประกายผู้นำความคิดทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งสู่องค์กรนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

วันพุธที่ 14 มิถุนายน 2560 เวลา 13.30-16.30 น.
ณ Co-Innovating Space ห้อง 301 ชั้น 3 อาคารอุทยานนวัตกรรม สนช.

ลงทะเบียนออนไลน์ http://www.nia.or.th/Innovative
ตั้งแต่วันนี้ถึง 7 มิถุนายน 2560 รับจำกัดจำนวน 30 ท่านเท่านั้น

**เงื่อนไขการสมัคร: สำนักงานขอสงวนสิทธิการคัดเลือกผู้เข้าร่วมกิจกรรม

สนช. จับมือจิสด้า ใช้ วทน. สร้างนวัตกรรมของภาคการผลิตและบริการให้ประเทศ เพื่อส่งเสริมโอกาศแก่น้องๆมหาวิทยาลัยและพี่ๆรุ่นใหญ่ รังสรรค์ความเป็นเลิศของนวัตกรรม


ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) เป็นประธานร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพของกลุ่มผู้ประกอบการโดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่การดำเนินการเชิงพาณิชย์ ร่วมผลักดันให้เกิดการลงทุนด้านนวัตกรรมของภาคการผลิตและบริการ

เพื่อสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มที่สูงจากการดำเนินธุรกิจนวัตกรรม โดยอาศัยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการสร้างระบบนวัตกรรมของประเทศ ผ่านการขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมจากผู้ประกอบการไทย รวมไปถึงการวางแผนเชิงพื้นที่ในอนาคต การช่วยการตัดสินใจ และการสร้างคุณค่าทางด้านนวัตกรรม เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 ณ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

โครงการนี้มีเป้าหมายดังนี้

  • พัฒนาระบบการวิเคราะห์ผลกระทบและแบบจำลองการแสดงผล (Impact Analysis and Simulation Platform) จากสถานการณ์ต่างๆ เช่น การใช้พื้นที่ในภาคอุตสาหกรรม การลงทุน เป็นต้น
  • ก่อให้เกิดการบริหารจัดการเชิงนโยบายของพื้นที่ Southern Economic Corridor: SEC และ Eastern Economic Corridor : EEC อย่างมีประสิทธิภาพ ใน 3 ระดับ
    • ระดับเมือง
    • ระดับ EEC
    • ระดับประเทศ

กระทรวงวิทย์ฯ แถลงความพร้อมการจัดงาน “Startup Thailand 2017”
เตรียมจัดอย่างกระหึ่มยิ่งใหญ่ขึ้นใน 5 จังหวัดทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ฤกษ์จุดพลุเปิดงาน “Startup Thailand 2017” ขึ้นอย่างกระหึ่มปีนี้แล้ว โดยวางเป้าจัดงานขึ้นตามหัวเมืองภาคต่างๆ 5 จังหวัดทั่วประเทศ เริ่มที่ ชลบุรี เป็นจังหวัดแรกในวันที่ 26-27 พ.ค. ศกนี้และจะจัดหมุนเวียนไปตามลำดับทั้งที่ สงขลา ขอนแก่น เชียงใหม่ และปิดท้ายที่กรุงเทพมหานคร


ดร. อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องการจัดงาน “Startup Thailand 2017” ในครั้งนี้ว่า การจัดงานดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศและเป็นไปตามวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้น เป็นนักรบทางเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Warrior: NEW) โดยกำหนดให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่เปิดสำหรับการเติบโตของอาเซียน ทั้งนี้เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นให้เป็นนักรบทางเศรษฐกิจที่สามารถใช้ทรัพยากรของประเทศในการผลิตสินค้าและบริการ รวมไปถึงเรื่องมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงานในท้องถิ่น และการกระจายรายได้สู่ภูมิภาค รวมทั้งก่อให้เกิดอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้นจึงได้มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดทำโครงการ .National Campaign Startup Thailand” เพื่อเป็นการระดมผู้ประกอบการรายใหม่ของประเทศให้มารวมตัวกัน พัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ตลอดจนพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในการสร้างความตระหนักและความตื่นตัว จิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ สู่กระบวนการบ่มเพาะและการพัฒนาผู้ประกอบการ เพื่อเร่งรัดธุรกิจสู่ตลาดสากล

“กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นหนึ่งในกระทรวงหลักที่มีภารกิจในการผลักดันระบบเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการส่งเสริมให้มีการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้เป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ ให้สอดคล้องกับ “ประเทศไทย 4.0” ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ไปสู่ “Value-Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” โดยคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่อไป” ดร.อรรชกา กล่าว

การจัดงานครัั้งนี้ยังเป็นการต่อยอดเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ อย่างแท้จริงและทันเหตุการณ์ อีกทั้งเป็นการแสดงความพร้อมของประเทศไทยที่จะเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้น และความพร้อมของภูมิภาคอาเซียน ในการเป็นภูมิภาคชั้นนำในการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นฯ ชี้ให้เห็นถึงจุดยืนและความมุ่งมั่นของประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมส่งเสริม สนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเพื่อการขยายธุรกิจ

ในปี 2559 ที่ผ่านมา กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ได้แก่ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และเครือข่ายภาคเอกชน จัดงาน Startup Thailand 2016 ขึ้นที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ซึ่งการจัดงานครั้งนั้น ก่อให้เกิดการเป็นที่รู้จักในเชิงบวก จึงเกิดการรวมตัวของกลุ่มวิสาหกิจเบื้องต้นเป็นครั้งแรกโดยการนำเสนอมาตรการส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้นในรูปแบบบูรณาการจากรัฐบาล มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 36,000 คน มากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้มีการจัดงาน Startup Thailand & Digital Thailand 2016 ระดับภูมิภาคต่อเนื่องที่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดภูเก็ต เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ภูมิภาคได้รับรู้และมีโอกาสในการเข้าร่วมกระบวนการพัฒนาการดังกล่าวตั้งแต่เริ่มต้น 

เพื่อเป็นการสร้างความต่อเนื่องของกิจกรรมดังกล่าวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติอย่างแท้จริงและทันเหตุการณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงกำหนดจัดงาน Startup Thailand 2017 ขึ้นระหว่างวันที่ 6 - 9 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความพร้อมของประเทศไทยที่จะเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นในอาเซียน และความพร้อมของภูมิภาคอาเซียน ในการเป็นภูมิภาคชั้นนำในการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นฯ แสดงจุดยืนและความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมส่งเสริม สนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในการขยายธุรกิจและสร้างตลาดใหม่(Scalable) สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด (High growth) โดยการระดมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่(Technology Startup) ของประเทศให้มารวมตัวกันเพื่อสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีรายใหม่ (Technology Startup) ในประเทศไทย โดยเปิดโอกาสให้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติและสร้างความตระหนักรับรู้ให้กับทุกคนในสังคม ในการเป็นผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ อาทิเช่น นักเรียน นักศึกษา นักเรียนอาชีวะช่วยผลักดันให้เกิดสังคมแห่งผู้ประกอบการขึ้นในประเทศไทยและส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การจัดงาน “Startup Thailand 2017” ปีนี้ มีกิจกรรมหลักภายในงาน เช่น ปาฐกถาวิทยากร
ระดับนานาชาติ เสวนาจากผู้เชี่ยวชาญ นิทรรศการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับ Startup พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเพื่อบริการข้อมูลความรู้จากหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และหน่วยงานจากต่างประเทศ เวทีการแข่งขัน (Startup Pitching) และนิทรรศการ Startup Showcase จัดให้มีพื้นที่สำหรับ Startup โดยมีเป้าหมายในการรวบรวมกิจการ Startup ในประเทศไทยทั้งหมด และจัดแบ่งพื้นที่นิทรรศการออกตามประเภทของ Startup 9 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่

  1. ด้านเกษตรและอาหาร (AgriTech/Food Startup)
  2. ด้านการแพทย์และสาธารณสุข (HealthTech)
  3. ด้านการเงินและการธนาคาร (FinTech)
  4. ด้านอุตสาหกรรมการศึกษา (IndustryTech)
  5. ด้านการท่องเที่ยว (TravelTech)
  6. ด้านไลฟ์สไตล์ (LifeStyle)
  7. ด้านพาณิชยกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce)
  8. ด้านภาครัฐ/การศึกษา (GovTech/EdTech) 
  9. ด้านอสังหาริมทรัพย์ (PropertyTech)

สำหรับการจัดงาน STARTUP Thailand 2017 เพื่อเป็นการต่อยอดการพัฒนาขับเคลื่อน STARTUP ของประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับพันธมิตร จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคมเพื่อยกระดับ STARTUP Thailand 2017 สู่การเป็น Platform ใหม่ในการเชื่อมโยงและส่งเสริมการเติบโตของ STARTUP ในภูมิภาค ภายใต้แนวคิด "STARTUP THAILAND, SCALE UP ASIA" โดยมีธีม (Theme) งานในจัดขึ้นในแต่ละจังหวัดที่จัดงานแตกต่างกันออกไป

  • ชลบุรี “Eastern Rise @ ชลบุรี 26-27 พ.ค. 60”
  • สงขลา “Sea of Opportunities @ สงขลา 2-3 มิย 60”
  • ขอนแก่น “Mekong Connect @ ขอนแก่น 9-10 มิย 60”
  • เชียงใหม่ “Creative Valley @ เชียงใหม่ 23-24 มิย 60”
  • กรุงเทพฯ “Scale up ASIA @ กรุงเทพฯ 6-9 ก.ค. 60” 

ภายในงานยังมีกิจกรรมและไฮไลท์ต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายดังนี้

  1. International Conference & Seminar 
    พบ กูรู และผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ STARTUP จากทั่วโลก มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ แลกเปลี่ยนความรู้
  2. Startup Showcase
    การรวมตัวของเหล่าสตาร์ทอัพ จากทั้งในและต่างประเทศ มานำเสนอผลงานนวัตกรรม แนวคิด และการบริการที่สร้างสรรค์
  3. Startup District
    พบ Startup Ecosystem ที่รวบรวมกลุ่มผู้สนับสนุนทางธุรกิจภาคเอกชน นักลงทุน มหาวิทยาลัย และหน่วยสนับสนุน STARTUP จากทั้งในและต่างประเทศ
  4. Government Service
    รวมบริการจากภาครัฐ เพื่อการสนับสนุนและการต่อยอดทางธุรกิจของ STARTUP
  5. Pitching Challenge
    ร่วมค้นหาสุดยอด STARTUP จากเวที Startup Thailand Grand Pitching Challenge U-league Challenge 
  6. Startup Hack
    กิจกรรมบ่มเพาะ STARTUP โดยกูรูและผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ

Startup ตลอดจนผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 02-017-5555  เว็บไซต์ http://www.thailandstartup.org หรือ Facebook: Startup Thailand

แนวความคิดในการเริ่มต้นธุรกิจนวัตกรรม ด้วยหลักการ 5i 💡⚙️
ถ้ากล่าวถึงคุณลักษณะของนวัตกร เราจะมีคำ 3-4 คำ ผุดขึ้นมาในหัว อาทิ
✔️ Explorer หมายถึง ต้องเป็นผู้แสวงหาและใฝ่ศึกษา ติดตามความก้าวหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
✔️ Initiator หมายถึง เป็นผู้กล้าคิดกล้าทำสิ่งที่แตกต่างจากเดิมที่มีผู้อื่นคิดหรือทำอยู่
✔️ Strategist หมายถึง ต้องเป็นผู้คิด วิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญเพื่อการวางแผนเชิงกลยุทธ์นวัตกรรมได้
✔️ Change Maker หมายถึง ต้องเป็นผู้มีความสามารถในการเลือกกลวิธีแก้ปัญหา และเสนอแนะวิธีการ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้
...

คนที่มีคุณลักษณะทั้ง 4 ถือว่ามีโอกาสสร้างธุรกิจนวัตกรรมของท่านได้สำเร็จ เพียงเริ่มออกเดินทาง ค้นหาแรงบันดาลใจ เปิดจินตนาการให้กว้างไกล สร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่มีคุณค่า แล้วเชื่อมโยงความรู้เพื่อพัฒนา และนำออกสู่การสร้างธุรกิจจริง

5i จำง่ายๆ
ถ้าอยากเริ่มต้นธุรกิจนวัตกรรมต้องทำ 5 กระบวนการนี้

1. Inspiration
เริ่มต้นการสร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมจากความชอบ ด้วยการรับรู้สิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ จากสิ่งใกล้ตัว จากปัญหาใกล้ตัว จากแนวโน้มของสังคม ฯลฯ และสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดความอยากที่จะคิดไอเดียสุดเจ๋งมาต่อยอดสร้างสรรค์เป็นธุรกิจที่สร้างคุณค่า

2. Imagination
จินตนาการเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรม การสร้างจินตนาการเหนือความรู้พื้นฐานและวิชาการ ทำให้เรามองเห็นอนาคตที่กว้างไกล มองเห็นปัญหาและการแก้ไขจากมุมมองใหม่ เส้นทางใหม่ และการเข้าถึงความคิดใหม่ๆ จึงขอให้หยิบเอาแรงบันดาลใจมาจินตนาการสร้างสิ่งใหม่ที่ดีกว่า

3. Ideation
จัดการความคิดแบบรวบยอด เพื่อกำหนดปัญหาและเป้าหมายในการแก้ไขที่ชัดเจน เพื่อให้ได้คำตอบใหม่ที่แตกต่าง สร้างสรรค์ ทำได้จริง และมีคุณค่าเป็นที่ต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้

4. Integration
การออกแบบแนวคิดและแผนบริหารจัดการทั้งหมด ซึ่งจะเกี่ยวข้องทั้งการเชื่อมโยงคน เทคโนโลยี ทรัพยากร และความหลากหลายไปสู่เป้าหมายที่ทำได้จริง

5. Insight / Implementation
การเข้าถึงองค์ความรู้ และสิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้ง และการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมทางธุรกิจ

ทำให้ครบทั้ง 5i เพื่อจะได้ เป็นนวัตกร ...
ที่ต้องคิดจริง และทำจริง

สนช. จับมือ มศว. เปิดโครงการประกวดแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 2 แสนบาท ตั้งเป้ากระตุ้นคนรุ่นใหม่ใช้นวัตกรรมนำธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าทั้งเศรษฐกิจและสังคม

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการประกวดแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม (SOCIAL INNOVATION BUSINESS PLAN CONTEST 2017)” เพื่อส่งเสริมให้สังคมตระหนักถึงการนำนวัตกรรมเข้าไปใช้แก้ปัญหาทางสังคมโดยใช้หลักธุรกิจเพื่อสังคมที่จะต้องคำนึงถึงการประสบความสำเร็จทั้งในรูปแบบทางการเงินและคุณค่าทางสังคมเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์นวัตกรรมเพื่อสังคมของ สนช. ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสอดคล้องกับการพัฒนาในมิติด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สนช. กล่าวว่า "นวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) มีความหมายครอบคลุมถึงสิ่งใหม่ที่สร้างขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือรูปแบบการพัฒนาที่เป็นที่ยอมรับ เพื่อแก้ไขและตอบสนองต่อปัญหาทางสังคม และต้องสามารถแพร่กระจายไปยังสังคมอื่นๆ รวมถึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคม ที่ผ่านมา สนช. ได้สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมและให้ทุนแก่ผู้ประกอบการนวัตกรรมปีละกว่า 100 ธุรกิจใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “นวัตกรรมเชิงธุรกิจ” ที่มุ่งสร้างผลกำไรสู่องค์กรเป็นหลัก แต่ปัจจุบันการสร้างสรรค์นวัตกรรมไม่ได้จำกัดเพียงการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่สามารถแข่งขันได้เท่านั้น แต่ยังต้องสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมและตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมเพิ่มมากขึ้น รวมถึงกระแสโลกที่ประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญกับการมุ่งสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมไปถึงประเด็นด้านสังคมอื่นๆ เช่น การใช้แรงงาน สวัสดิการสังคม

ในปี 2560 ถือเป็นปีแรกที่ สนช. กำหนดยุทธศาสตร์นวัตกรรมเพื่อสังคมขึ้น เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามสหประชาชาติใน 17 ด้าน และแบ่งโจทย์ด้านสังคมเป็น 9 กลุ่ม ได้แก่ 1) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
2) ความเชื่อมโยงระหว่าง อาหาร น้ำ และพลังงาน
3) การศึกษา
4) การเงิน การจ้างงาน และสวัสดิการสังคม
5) เกษตรกรรมยั่งยืน
6) ความเป็นเมือง
7) สุขภาพ
8) การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม
9) การจัดการภัยพิบัติ
โดยขับเคลื่อนผ่านการสนับสนุนและขยายผลการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม และเกิดการแพร่กระจายของการนำนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง มากกว่าการมุ่งสร้างผลกำไรในเชิงธุรกิจเพียงอย่างเดียว เป็นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม แต่ด้วยบริบทที่ต่างออกไปจากด้านเศรษฐกิจ สนช. จึงพัฒนากลไกใหม่สำหรับนวัตกรรมเชิงสังคม ตั้งแต่ต้นน้ำ (Co-funding และ Social innovation Lab) กลางน้ำ (Innovation Diffusion) และปลายน้ำ (Award)

สำหรับความร่วมมือในการประกวดแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมนี้ นับเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ สนช. มุ่งหวังให้เป็นเวทีสำคัญในการเชิดชูความคิดในเชิงนวัตกรรมเพื่อสังคมที่โดดเด่น ซึ่งทั้ง สนช. และ มศว. จะช่วยกันบ่มเพาะ ปลูกฝังความรู้ และแนวคิดตามหลักการของธุรกิจเพื่อสังคม รวมถึงสนับสนุนให้สามารถนำนวัตกรรมไปใช้แก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงความสำเร็จทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม กลั่นออกมาและตกผลึกออกมาเป็นรูปธรรมที่ สนช. หวังว่าจะสามารถเติบโตสู่ธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่างยั่งยืนได้ต่อไป”

รองศาสตราจารย์สุพาดา สิริกุตตา ผู้แทนคณะบดี คณะสังคมศาสตร์ มศว. เปิดเผยว่า “มศว. กำหนดเป้าหมายขององค์กรอย่างชัดเจนในการเป็น “มหาวิทยาลัยรับใช้สังคม” ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเป็นเลิศทางด้านวิชาการ ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยฯ จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าวไว้ในแผนยุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงบุคลากรทุกระดับ ตลอดจนนิสิตให้ตระหนักในความสำคัญของการมีจิตอาสาและการนำความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการและการวิจัยออกไปสู่สังคมภายนอกรั้วมหาวิทยาลัยเสมอมา ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยฯ ได้ริเริ่มการจัดกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โครงการประกวดแผนธุรกิจ Swu SE Contest การจัดหลักสูตรรอบรมผู้ประกอบการทางสังคมระยะกลางและระยะสั้น การเปิดหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจเพื่อสังคมในระดับปริญญาตรีเป็นหลักสูตรภาคภาษาไทยหลักสูตรแรกในประเทศ รวมถึง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตัวแบบและแนวปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคมร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ การจัดงานแถลงข่าวในครั้งนี้ จึงเป็นภาพสะท้อนแห่งความสำเร็จของการนำองค์ความรู้และประสบการณ์ในการส่งเสริมแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคมมาบูรณาการสู่โครงการประกวดแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม เพื่อเป็นเวทีสำหรับคนรุ่นใหม่ได้นำเสนอความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมที่มีแรงบันดาลใจในการก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่มีศักยภาพและมีองค์ความรู้ในการประกอบธุรกิจได้อย่างเป็นมืออาชีพแต่ขณะเดียวกัน ยังคงไว้ซึ่งจิตสำนึกสาธารณะในการนำธุรกิจไปใช้แก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างยั่งยืน”

ดร.สันติ เติมประเสริฐสกุล รักษาการหัวหน้าภาควิชาบริหารธุรกิจ คณะสังคมศาสตร์ มศว. กล่าวถึงรายละเอียดการโครงการประกวดแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมครั้งนี้ว่า “กิจกรรมดังกล่าวนี้มีเป้าหมายในการส่งเสริมและสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่คิดค้น พัฒนาแนวคิด สิ่งประดิษฐ์ หรือกระบวนการใหม่ทางสังคม โดยการจัดทำเป็นแผนธุรกิจภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ซึ่งเป็นแผนที่สามารถดำเนินการให้เกิดขึ้นได้จริงต่อไป โดยผู้เข้าร่วมโครงการเป็นกลุ่มบุคคลทั่วไป ไม่จำกัดว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการเพื่อสังคม หรือผู้ที่มีแนวคิดจะริเริ่มธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม แต่จะต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป รวมทีมไม่เกิน 5 คน โดยต้องสามารถปลุกปั้นแผนธุรกิจให้เกิดขึ้นได้จริงอย่างต่อเนื่องในระยะเวลากว่า 4 เดือน และแผนนั้นต้องเป็นข้อมูลที่ผู้เข้าประกวดสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง มิได้ทำซ้ำ คัดลอก เลียนแบบ และดัดแปลงของผู้อื่น โดยมีความยาวฉบับย่อ ไม่เกิน 15 หน้า (ไม่รวมภาคผนวก font Angsana new ขนาด 16) เพื่อส่งให้คณะกรรมการภายในพิจารณาในรอบคัดเลือก

ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถดาวโหลดใบสมัครที่ https://form.jotform.me/71251851684459 ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2560 ซึ่งกรรมการจะมีการคัดเลือกให้เหลือ 10 ทีม โดยจะได้รับประกาศนียบัตรพร้อมเข้ากิจกรรมเวิร์คช็อปการพัฒนาแผนธุรกิจนวัตกรรมทางสังคม โดยจะมีโค้ชหรือที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำตลอดการทำโครงการ ทั้งนี้ จะประกาศผลและมอบรางวัลในวันที่ 5 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็น “วันนวัตกรรมแห่งชาติ” สำหรับทีมที่ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัลมูลค่าสูงสุด จำนวน 100,000 บาท รองชนะเลิศลำดับที่ 1 จำนวน 50,000 บาท รองชนะเลิศลำดับที่ 2 จำนวน 30,000 บาท และรางวัลชมเชย 2 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท นอกจากนี้ โครงการต่างๆ ที่เข้าร่วมประกวดมีสิทธิที่จะได้เข้ารับการพิจารณาสนับสนุนเงินในกลไกลของ สนช. ได้อีกทางหนึ่งด้วย”

ข่าวเผยแพร่ในสื่อต่างๆ

สนช. ปั้นแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม (กรุงเทพธุรกิจ)

สนช. ขับเคลื่อน "นวัตกรรมเพื่อสังคม" (ไทยโพสต์)

นวัตกรรมเพื่อสังคม (มติชน)

"Eatwell Tableware Set"
INNOVATION TREND

นวัตกรรมจากแรงบันดาลใจ ในชีวิตจริงเพื่อช่วยเหลือคนใกล้ตัว จนกลายเป็นงานสร้างสรรค์ช่วยเหลือสังคมโดยรอบ

แม้จุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานเพื่อสังคม ชุมชน หรือสิ่งแวดล้อมจะมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นศุนย์รวมความคิดของความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นคือ ‘การคำนึงถึงผู้อื่น’ เช่นเดียวกับ ชา เหยา (Sha Yao) ที่ต้องการช่วยคุณย่าและผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ หลังจากที่เธฮเข้าเป็นอาสาสมัครดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เธอพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เหล่านั้นรัประทานอาหารได้อย่างลำบาก เพราะอุปกรณ์จานชามช้อนส้อม รวมไปถึงแก้วน้ำไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อผู้ป่วยเหล่านี้ที่ไม่สามารถจับช้อนถือถ้วยรับประทานอาหารได้เหมือนคนปกติ ดังนั้นเธอจึงมีแนวคิดในการออกแบบอุปกรณ์การรับประทานอาหารเพื่อให้คนกลุ่มนี้มีความสุขกับอาหารมากที่สุด ผลงานชิ้นนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่งจาก Stanford Design Challenge ปี 2014 จากผู้เข้าประกวดกว่า 52 ทีม 15 ประเทศ

ที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=PhIQRl2D9c0
https://www.eatwellset.com

 

INNOVATION TREND

“Innovators Under 35” เป็นการยกย่องอันทรงเกียรติระดับโลกสำหรับเหล่านวัตกรรุ่นใหม่ โดย MIT Technology Review (MIT- Massachusetts Institute of Technology) สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ มหาวิทยาลัยวิจัยเอกชนในเคมบริดจ์ที่ได้รับการยอมรับให้เป็นสถาบันอันดับหนึ่งของโลก ในด้านการวิจัยและการจัดการศึกษา ทั้งทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ภาษาศาสตร์ และการจัดการ

อีกแรงบันดาลใจของเยาวชนไทย จากชุมชนนวัตกรรุ่นใหม่ ผู้บุกเบิก และเปลี่ยนแปลงสังคมระดับโลก

วัตถุประสงค์หลักของโครงการ “Innovators Under 35” คือการให้ความสำคัญกับการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีที่มีพรสวรรค์ที่สุดในโลก ซึ่งสามารถถ่ายทอดความคิดที่จะปฏิวัติโลกของเทคโนโลยีและธุรกิจในอนาคตอันใกล้ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในการสร้างสรรค์นวัตกรรม
ในปี 2016 ที่ผ่านมา ครบรอบ 16 ปีของโครงการนี้ MIT Technology Review ได้จัดอันดับและเผยแพร่รายชื่อ นวัตกรรุ่นใหม่อายุต่ำกว่า 35 ปี ที่มีการสร้างความก้าวหน้าที่น่าตื่นเต้นและแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้
-หมวดนักประดิษฐ์ : 9 คน ผู้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เพื่ออนาคต
-หมวดผู้ประกอบการ : 7 คน ที่เปลี่ยนนวัตกรรมให้กลายเป็นธุรกิจ
-หมวดวิสัยทัศน์ : 6 คน ผู้ที่มองเห็นบางสิ่งที่ต่างจากคนอื่นๆ เพื่อการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
-หมวดสวัดิการ : 5 คน ที่ใช้วิถีทางที่แตกต่างเพื่อสร้างโลกที่มีสวัดิภาพที่ดีขึ้น
-หมวดผู้บุกเบิก : 8 คน ที่กำลังสร้างแนวทางใหม่ในการจัดการกับความท้าทายด้านเทคโนโลยี
สำหรับนวัตกรรุ่นใหม่ที่จะเป็นแรงบันดาลใจในปี 2017 เดือนตุลาคมนี้ จะรู้ผลกัน

ที่มา: http://emtechasia.com/index.php/innovators-under-35

INNOVATION TREND

"SmartCap" เป็นเครื่องมือตรวจวัดความเมื่อยล้าสำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะหรือผู้ประกอบการยานพาหนะขนาดใหญ่แบบเรียลไทม์

SmartCap สามารถสวมใส่ได้ ในรูปแบบของหมวก โดยสามารถอ่านการทำงานของคลื่นสมอง (EEG) และประมวลผลข้อมูลดังกล่าวเพื่อกำหนดระดับความเมื่อยล้า (ความตื่นตัว / ง่วงนอน) ของบุคคล ระบบจะทำงานภายในห้องโดยสาร และใช้การเชื่อมต่อแบบไร้สาย Bluetooth ส่งข้อมูลจาก SmartCap ไปยังการแสดงผลในรถ หรือส่งเข้าถึงเครือข่ายไปยังส่วนกลางเพื่อการตรวจติดตาม

 

ที่มา: http://www.smartcaptech.com/our-product/

"Sports-Check It Out"
INNOVATION TREND

Sayed Adan วัย 14 ปี Charly Tiempos วัย13 ปี และ Hamsa Osman Abdalah วัย 14 ปี ทีมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จาก Cedar Riverside Community School ได้ร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จากความคิดของพวกเขาเกี่ยวกับวิธีการช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาสให้เข้าถึงกีฬามากขึ้น ออกไปสนุกกับกีฬาและการออกกำลัง แทนที่จะอยู่แต่กับวิดีโอเกมในบ้าน

โครงการนวัตกรรมของพวกเขา คือ "Sports-Check It Out" ที่เป็นเหมือนกับกับระบบจัดการห้องสมุดสำหรับอุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในการทำกิจกรรม และเสื้อกันหนาวที่อบอุ่น เพื่อให้เด็กๆ ที่ด้อยโอกาสสามารถยืมออกไปเพื่อสนุกกับกีฬา และใช้ชีวิตกับกิจกรรมกลางแจ้งได้ในทุกฤดูกาล

จากไอเดียที่ยอดเยี่ยมนี้ทำให้พวกเขาได้รับเลือกให้เป็น "นักพัฒนานวัตกรรมเยาวชนแห่งปี 2016" จาก SAP 2016 National Teen Social Innovators of the Year พวกเขาได้รับรางวัลมูลค่า 10,000 เหรียญ และการเดินทางไปชมการแข่งขันซูเปอร์โบวล์ (Super Bowl) ที่ฮูสตัน

ย้อนกลับไปในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา การเดินทางอันน่าตื่นเต้นของทั้งสามคนเริ่มขึ้น เมื่อพวกเขาถูกเลือกให้เป็นตัวแทนโรงเรียนในการเข้าร่วมการแข่งขันความคิด "การพัฒนาโปรแกรมด้านสุขภาพและความงามในโรงเรียนหรือชุมชน" ที่จะจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัย University of Minnesota ในวันปิดรับสมัคร มีผู้เข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 300 คนจาก 69 โรงเรียน จาก 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยมีทุนสนับสนุน 1,000 เหรียญให้แต่ละทีม สองทีมที่เข้ารอบจากแต่ละภูมิภาคจะแข่งขันกันโดยใช้การโหวตแบบเปิดกว้างทางออนไลน์ 

ในวันที่ 20 ธันวาคม วันที่พวกเขาได้รับโทรศัพท์ที่แจ้งว่าพวกเขาได้รับรางวัลชนะเลิศ พวกเขาวิ่งราวกับบินออกไปที่ประตูและเกลือกกลิ้งอยู่บนลานหิมะพร้อมเสียงหัวเราะ

เด็กชายเหล่านี้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจกับโครงการ “Sports-Check It Out" ในวันนี้พวกเขากำลังเรียนรู้ที่จะสร้างแอป (Application) ความฝันของพวกเขาคือการแฟรนไชส์ (Franchise)โปรแกรมไปยังโรงเรียนและชุมชนอื่น ๆ

"รางวัลอันยิ่งใหญ่ที่เราได้รับนี้มาพร้อมความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่" Charly กล่าว
Sayed เสริมว่า "เราต้องการให้เด็ก ๆ มีความหวัง เราคิดว่ากีฬากำลังจะทำให้พวกเขาได้รับความหวัง”

ที่มา: http://www.startribune.com/three-teens-win-big-with-spor…/…/

 

งาน Startup Thailand 2017 ระดับภูมิภาค เริ่มต้นขึ้นที่แรก ! ศรีราชา จ.ชลบุรี Eastern Rise

งานดีๆ สำหรับคนที่สนใจธุรกิจ Startup ไม่ควรพลาด ภายในงานพบกับกิจกรรม มากมาย เช่น การจัดเสวนาในหัวข้อ Sriracha Innovation District การPitching เพื่อชิงเงินรางวัล รวมทั้งกิจกรรม DRONE RACING และStartupแนวหน้าของประเทศไทยพร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางธุรกิจ

จัดวันที่ 26-27 พฤษภาคม 2560 ณ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ GISTDA

 

ปัจจุบันแนวโน้มการสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาพลังงานทางเลือกให้เกิดการใช้พลังงานที่ยั่งยืนเพื่อทดแทนการใช้พลังงานจากถ่านหิน จึงมีแนวคิดการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ด้านองค์กรภาคสังคม และด้านภาคประชาชน ซึ่งเป็นแนวคิดในการใช้นวัตกรรมด้านพลังงานลงสู่สังคมชุมชนอย่างให้มีเสถียรภาพ เพื่อให้เกิด “Eco village” ซึ่งสามารถพึ่งพาตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

สนช. และองค์กรร่วมอีกหลายแห่งริเริ่มการนำนวัตกรรมด้านพลังงานไปสู่การใช้งานจริงในแต่ละสังคมชุมชน โดยเปิดรับข้อเสนอแนวคิดการพัฒนาในหลากหลายมิติ จากนั้นจะมีการตัดสินแนวคิดที่ดีและมีโอกาสในการขยายผล

องค์กรที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับเงินเพื่อนำไปสร้างต้นแบบการใช้งานจริงในพื้นที่ ตามหลักเกณฑ์ที่ สนช. กำหนด ภายในระยะเวลา 12 เดือนของการดำเนินงานจะได้ข้อสรุปและข้อเสนอแนะในการขยายผลแนวคิด เทคโนโลยี โอกาสทางสังคมและธุรกิจไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

หัวข้อของข้อเสนอโครงการที่เปิดรับ

1. การผลิตพลังงานทดแทนที่ส่งผลต่อภาคสังคมและการมีส่วนร่วมของชุมชน
2. การบริหารจัดการพลังงานทดแทนของชุมชนเพื่อให้เกิดความยั่งยืน
3. การบริหารจัดการขยะและของเสียภายในชุมชน
4. การบริหารจัดการระบบสุขภิบาลและความเป็นอยู่ของคนในชุมชน

คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ

1.กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ที่มีการทำงานร่วมกับภาคเอกชนและ/หรือสถาบันการศึกษาที่ประสงค์จะนำนวัตกรรมมาพัฒนาสังคม
2.องค์กรเอกชนที่พัฒนานวัตกรรมสำหรับชุมชนที่มีความโดดเด่นและสร้างความยั่งยืน
3.องค์กรเอกชนที่มีส่วนร่วมกับชุมชน ในการนำนวัตกรรมมาพัฒนาสังคม

การสนับสนุน

1. สนช. จะให้การสนับสนุนไม่เกินร้อยละ 75 ของมูลค่างบประมาณโครงการรวมที่ได้รับการอนุมัติ โดยแบ่งจ่ายตามเงื่อนไขของ สนช.
2. ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนสูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อโครงการ

เกณฑ์การตัดสิน

  • ความสำคัญของปัญหา
  • กระบวนการแก้ปัญหา
  • โอกาสในการขยายผล(ธุรกิจและสังคม)
  • เป้าหมายการเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก

ระยะเวลาของการเปิดรับ

เปิดรับข้อเสนอโครงการ ตั้งแต่ 9 พฤษภาคม 2560 - 9 มิถุนายน 2560

วิธีการเสนอโครงการ

กรอกข้อมูลโครงการและส่งมายัง สนช. ได้ทั้งทางไปรษณีย์ และอีเมล์ โดยสามารถดาวน์โหลดแบบข้อเสนอโครงการได้ที่ www.nia.or.th/proposal

ข้อมูลเพิ่มเติม โทร 02-017 5555 ext 550, 551, 542 หรือ wannipha.eco@nia.or.th, wannita.eco@nia.or.th, amphol@nia.or.th

สนช. ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าศึกษาระดับปริญญาโทด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์และนวัตกรรม /ผู้ประกอบการ/ผู้บริหาร ด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ มาเรียนรู้และทำความรู้จักหลักสุตรผ่านการเล่น Board Game เป็นแห่งแรกในประเทศไทย และฟังการบรรยายจากคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับนวัตกรรมที่ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ กับ “Learn, Meet and Inspire by LMI @ NIA”

กิจกรรม Open House หลักสูตรภาวะผู้นำ การจัดการ และนวัตกรรม (Leadership, Management and Innovation) หรือ LMI หลักสูตรใหม่ภายใต้คณะทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม 2560 ณ ชั้น 3 อาคารอุทยานนวัตกรรม สนช.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณปราง เกียรติสูงส่ง 02-727-3490 หรือ prangtira26@gmail.com

นวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation)

เป็นกลยุทธ์ใหม่ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ในการนำนวัตกรรมเพื่อการแก้ปัญหาสังคม โดยเป็นกระบวนการ เครื่องมือ การดำเนินงาน หรือสิ่งต่างๆ ที่จะทำให้สังคมดีขึ้น และตอบโจทย์ความต้องการของสังคม โดยไม่จำกัดขอบเขต หรือความหมายในการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดการคิดสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ

การสร้างให้ชุมชนและสังคมในประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานรากที่สำคัญในการพัฒนาของประเทศให้สามารถมีกระบวนการใหม่ เกิดความยั่งยืนให้เกิดธุรกิจเพื่อสังคม (Social Business) ที่มีกลุ่มผู้ขับเคลื่อนหลัก เช่น วิสาหกิจชุมชน (Community Enterprises, CE) สหกรณ์ ร้านค้า กลุ่มเกษตรกร และกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprises, SE) เป็นต้น ร่วมกับการสร้างศักยภาพหรือสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมเพื่อเสนอรูปแบบวิธีการใหม่ (new solution) นั่นคือแนวทางการคิดใหม่ วิธีการใหม่ๆ ที่สามารถแก้ปัญหาที่เป็นเป้าหมายของการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผล ยั่งยืน และสามารถต่อยอดผลลัพธ์ได้ รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมที่อาศัยทุนทางวัฒนธรรมและสังคม อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจชุมชน เพื่อสร้างให้เกิด "นวัตกรรมเพื่อสังคม" (Social Innovation)

สนช. ในฐานะองค์กรหลักในการพัฒนาระบบนวัตกรรมแห่งชาติ (National Innovation System, NIS) ของประเทศไทย โดยอาศัยกลไกทั้งทางด้านวิชาการและการเงิน ซึ่งที่ผ่านมา มุ่งเน้นการยกระดับนวัตกรรมภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่ จึงได้ริเริ่มแผนการดำเนินงาน “วิสาหกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม" (Social Innovation Business) ซึ่งหมายถึงการวางรากฐานการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมชุมชนให้สามารถแข่งขันได้และมีความยั่งยืน ด้วยการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้จากธุรกิจขนาดใหญ่ไปสู่ธุรกิจชุมชน และการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม ที่มีการแบ่งปันผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับสังคมอย่างเท่าเทียมกัน (creating shared value)

  • สนช. เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่เข้าร่วมบูรณาการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง สำนักงานปลัดกระทรวง (สป.) กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) ซึ่งมีกลไกหนึ่งที่สำคัญคือการมอบ “คูปองวิทย์เพื่อ OTOP” ให้บริการ 6 เรื่อง คือ พัฒนาคุณภาพวัตถุดิบ พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบกระบวนการผลิต ออกแบบเครื่องจักร พัฒนาระบบมาตรฐาน ครอบคลุมกลุ่ม OTOP ทุกกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่ม OTOP Start Up ที่เริ่มดำเนินการธุรกิจ กลุ่ม OTOP Existing ที่ได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์แล้วมากกว่า 70,000 ผลิตภัณฑ์ และกลุ่ม OTOP Growth ที่เติบโตต้องการก้าวไปสู่ SMEs
  • สนช. ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “ประชารัฐร่วมยกระดับโอทอปด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม” ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน สถาบันทางการเงิน และสถาบันทางการศึกษา จำนวน 35 หน่วยงาน เพื่อสร้างเครือข่ายส่งเสริมและสนับสนุนการยกระดับโอทอปด้วย วทน. ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการโอทอปและวิสาหกิจชุมชน ให้มีการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยการใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผนวกเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ และองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมทั้งพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานให้กับสินค้าและบริการจนสามารถยกระดับจากผู้ผลิตที่ตอบสนองความต้องการระดับท้องถิ่น สู่ผู้ผลิตระดับ SMEs ที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดในระดับสากลได้ นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชน ท้องถิ่น รวมทั้งเป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศ

โครงการพัฒนา “งานวิจัยสู่นวัตกรรม” (Research for innovation: R4i)

มีเป้าหมายที่จะสร้างธุรกิจใหม่ มีความแตกต่าง เป็นธุรกิจที่เกิดจากการพัฒนางานวิจัยในระดับห้องปฏิบัติการ (laboratory scale) ให้เป็นระดับการผลิตเชิงอุตสาหกรรม (manufacturing scale) ซึ่งไม่จำกัดว่าต้องเป็นงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เท่านั้น โดยจะมีคณะกรรมการจากเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) เข้าร่วมคัดเลือกผลงานเด่นสำหรับใช้เป็นฐานข้อมูลเริ่มต้นของโครงการ

สนช. ได้นิยามความเกี่ยวข้องของนวัตกรรมไว้ว่ามีรากฐานจากผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และสิทธิบัตร หรือเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมไปสู่เชิงพาณิชย์ โดยทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ กระบวนการผลิตใหม่ หรือบริการใหม่ หรือเพื่อจัดระบบการบริหารจัดการแบบใหม่ที่ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพ หรือผลกำไรที่เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน หรือทำให้เกิดบริษัทใหม่ (new company) ที่ใช้ฐานความรู้ด้านการวิจัยและพัฒนา (research-based industry) อันจะนำไปสู่การเกิดนวัตกรรมในระดับกลุ่มบริษัทและนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ในระดับอุตสาหกรรมและจะก่อให้เกิดผลกระทบที่มีประโยชน์ในวงกว้าง

ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ R4i ไม่จำกัดว่ามีขนาดของธุรกิจ เล็ก/กลาง/ใหญ่ หรือระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ (startup จนไปถึงเป็นบริษัทมหาชน) นักธุรกิจ นักเทคโนโลยีที่สนใจ สามารถดำเนินการดังนี้

  1. เลือกผลงานวิจัยที่สนใจจากรายชื่อในเว็บไซต์นี้ หากไม่มีผลงานที่ต้องการให้ตรวจสอบจากเว็บไซต์ www.tnrr.in.th โดยต้องทราบชื่อผู้วิจัย หน่วยงานต้นสังกัด ชื่อผลงานวิจัยที่ถูกต้องครบถ้วน (เอกสารแนะนำระบบค้นหาที่ www.slideshare.net/kantweerakant)
  2. ติดต่อกับ สนช. โดยส่งอีเมล์ข้อมูลข้อที่ 1 พร้อมแนบประวัติบริษัทของท่าน มายัง kant@nia.or.th เพื่อขอรับข้อมูลการติดต่อนักวิจัยและผู้ที่เกี่ยวข้อง
  3. ติดต่อกับนักวิจัยเจ้าของผลงาน เพื่อหารือความเป็นไปได้ในการนำผลงานดังกล่าวมาใช้งาน
  4. ติดต่อผู้ดูแลด้านทรัพย์สินทางปัญญาของหน่วยงานต้นสังกัดนักวิจัย หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อทำสัญญาการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง
  5. พัฒนาข้อเสนอโครงการนวัตกรรม เพื่อขอรับทุนสนับสนุนจาก สนช.


สนช. ได้ดำเนินการพัฒนางานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานหลักของประเทศ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานข้างต้นเริ่มโครงการพัฒนางานวิจัยสู่นวัตกรรม (R4i) โดยต่อยอดผลงานวิจัยทั้งที่ได้รับรางวัลในเวทีการประกวดต่างๆ และที่มีความโดดเด่นในระดับการค้นพบสิ่งใหม่ นำผลงานเหล่านี้มาพัฒนาสู่ภาคธุรกิจได้จำนวนกว่า 30 โครงการนวัตกรรม นอกจากนี้ยังได้จัดกิจกรรมร่วมพัฒนาระบบกับหน่วยงานจัดการทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มเป้าหมายมียอดเปิดอ่านมากกว่า 18,000 ครั้ง และยังได้จัดกิจกรรมถ่ายทอดประสบการณ์ระบบวิจัยและระบบนวัตกรรมจากหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร ประเทศญี่ปุ่น ประเทศอิสราเอล ประเทศสวีเดนอีกด้วย ทั้งนี้ผลของการดำเนินงานจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงและบูรณาการระหว่างภาควิจัย ภาคอุตสาหกรรม และภาคผู้ใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการ “คูปองวิทย์เพื่อโอทอป” (STI Coupon for OTOP Upgrade)

เป็นการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการ OTOP วิสาหกิจชุมชน โดยการน้า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปใช้ในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ พัฒนาและออกแบบ บรรจุภัณฑ์ พัฒนาและออกแบบกระบวนการผลิต พัฒนาระบบมาตรฐาน พัฒนาและออกแบบเครื่องจักร พัฒนาคุณภาพวัตถุดิบต้นน ้า ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้าและบริการ โดยเฉพาะในสาขาที่ตอบสนองต่อทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

กลุ่มเป้าหมายมี 3 กลุ่ม 

  1. ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการโอท็อปที่เพิ่งเริ่มต้น (OTOP StartUp)
    ประชาชนทั่วไป วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ที่ ยังไม่ขึ นทะเบียน OTOP ที่ต้องการน้าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปใช้ในการสร้างและพัฒนา นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อให้เกิดธุรกิจใหม่
  2. ผู้ประกอบการโอท็อปที่ขึ้นทะเบียนแล้วและต้องการยกระดับดาว (Existing)
    กลุ่มผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการ OTOP ที่ต้องการน้าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปใช้ในการสร้างและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน
  3. ผู้ประกอบการโอท็อปที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนและต้องการเพิ่มศักยภาพในการ ส่งออก (Growth)
    กลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นบริษัท และห้างหุ้นส่วนจ้ากัด ที่มีการ ผลิตและจ้าหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน/ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น /ผลิตภัณฑ์ OTOP ได้มีการจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการ OTOP ที่ต้องการน้าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปใช้ในการต่อยอด พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถแข่งขันทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

มีรูปแบบการให้บริการ 6 ด้าน

  1. พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์
  2. พัฒนาและออกแบบบรรจุภัณฑ์
  3. พัฒนาและออกแบบกระบวนการผลิต
  4. พัฒนาระบบมาตรฐาน
  5. พัฒนาและออกแบบเครื่องจักร
  6. พัฒนาคุณภาพวัตถุดิบต้นน้ำ

สนช. มีบทบาทและแนวทางที่สำคัญในการขับเคลื่อนภาควิสาหกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมให้เข้าสู่กระบวนการคิดที่เป็นระบบเพื่อรังสรรค์นวัตกรรมขึ้น เป็นดำเนินการควบคู่กับการสร้างความเข้าใจด้านนวัตกรรม การใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่เหมาะสม  การลงมือปฏิบัติจริง และการมีส่วนร่วมของชุมชนมุ่งเน้นการสร้างรูปแบบธุรกิจนวัตกรรมของกลุ่มโอทอปให้มีความชัดเจน ด้วยการวางรากฐานการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมชุมชนให้สามารถแข่งขันได้และมีความยั่งยืน ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้จากธุรกิจขนาดใหญ่ไปสู่ธุรกิจชุมชน และการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม ที่มีการแบ่งปันผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับสังคมอย่างเท่าเทียมกัน

ตัวอย่างผลงานของ สนช. ที่ได้ร่วมสร้างสรรค์สินค้าชุมชนของวิสาหกิจนวัตกรรมเชิงสังคม เช่น

  • สารกั้นสีงานผ้าบาติกจากยางพาราร่วมกับวิสาหกิจชุมชนสงขลาบาติก  
  • เครื่องปั้นดินเผาโปร่งแสงและน้ำหนักเบาด้วยดินนาโนร่วมกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มหัตถกรรม
  • เครื่องปั้นดินเผาบ้านเหมืองกุง
  • สิ่งทอเส้นใยธรรมชาติที่มีความเงาและความนุ่มแบบพิเศษร่วมกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าลายโบราณบ้านภูจวง

โครงการคูปองนวัตกรรมเพื่อยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถของ SMEs ไทยไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ระยะที่ 2) เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เกิดการสร้างผู้ประกอบการ SMEs ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ และเกิดการพัฒนาผลงานวิจัยที่ตรงกับความต้องการของภาคเอกชนได้ ตลอดจนสามารถช่วยให้อุตสาหกรรม SMEs ได้พัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในเศรษฐกิจในอนาคต ผ่านรูปแบบการสนับสนุนเงินให้เปล่า (grant) ในรูปแบบ “คูปอง” ซึ่งผลจากการดำเนินงานในระยะแรก พ.ศ. 2553-2555 ที่ผ่านมา สามารถส่งเสริมนวัตกรรมผ่านทางผู้ให้บริการนวัตกรรม (ISP) ผลักดันผู้ประกอบการ SMEs ให้พัฒนาแนวคิดและต้นแบบ จำนวน 277 โครงการ มีผู้เชี่ยวชาญสนใจสมัครเข้าร่วมเป็นผู้ให้บริการงานนวัตกรรม (Innovation Service Provider : ISP) จำนวน 832 ราย ประกอบผลการประเมินจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือพบว่า โครงการคูปองนวัตกรรมฯ สามารถก่อให้เกิดผลกระทบด้านเศรษฐกิจได้ 4.95 เท่า กล่าวคือ งบประมาณภาครัฐจำนวน 1 บาท สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 4.95 บาท

คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2557 จึงมีมติให้ สนช. ดำเนินงานโครงการคูปองนวัตกรรมเพื่อพัฒนาขีดความสามารถ SMEs ไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ระยะที่ 2 ในกรอบวงเงิน 500 ล้านบาท ซึ่ง สนช. ได้ดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายภาคเอกชนที่สำคัญคือ “สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” และ “สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย” โดยโครงการดังกล่าวเป็นการสนับสนุนเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ในการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ หรือเชิงสังคม ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างธุรกิจนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ จำนวน 250 โครงการ ภายใต้งบประมาณสนับสนุนจำนวน 500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุน SMEs ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย 1) เกษตรและเกษตรอุตสาหกรรม  2) อุตสาหกรรมอาหาร ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์  3) อุตสาหกรรมเดิม (ไม่รวมอาหาร)  4) อุตสาหกรรมอนาคต และ 5) อุตสาหกรรมบริการ (ท่องเที่ยว สื่อสาร โทรคมนาคม โลจิติกส์)

ผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 30 กันยายน2559 สนช. ได้ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs แล้วจำนวน 202 โครงการ วงเงินสนับสนุน 170,467,674.76-บาท (หนึ่งร้อยเจ็ดสิบล้านสี่แสนหกหมื่นเจ็ดพันหกร้อยเจ็ดสิบสี่บาทเจ็ดสิบหกสตางค์) จากมูลค่าโครงการรวม 398,872,954.86-บาท ประมาณการมูลค่าการลงทุนใหม่กว่า 2,280 ล้านบาท

 

ย่านนวัตกรรม (Innovation District)

สนช. ได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการรังสรรค์ระบบนิเวศนวัตกรรม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนา "ย่านนวัตกรรม" (Innovation District) ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ของการวางแผนและออกแบบพื้นที่และสังคมเมืองบนหลักการของการพัฒนาเมืองหรือย่านให้ดึงดูดกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมให้รวมกันเป็นคลัสเตอร์ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือและกลไกที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัยและผู้ดำเนินกิจกรรมในย่าน เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อ (connecting) ของผู้คนและไอเดียภายในย่าน รวมถึงการมีกลไกที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรม (co-creation) แบ่งปันความรู้ระหว่างกัน (knowledge sharing) โดย สนช. ได้ริเริ่มพัฒนา "ย่านนวัตกรรมโยธี" (Yothi innovation district) ให้เป็นต้นแบบย่านนวัตกรรมของประเทศ มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรม 3 ด้าน ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของพื้นที่ที่เป็นหน่วยงานรัฐ สถานบริการสาธารณสุข และที่พักอาศัย ได้แก่ นวัตกรรมทางการแพทย์ (MEDTECH) นวัตกรรมสำหรับภาครัฐ (GOVTECH) นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเมือง (CITYTECH)

เมืองนวัตกรรม

เมืองนวัตกรรม (City Innovation)

สนช. ได้ริเริ่มโครงการ "ศูนย์นวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ" (IOT City Innovation Center) เพื่อเป็นศูนย์ขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศน์สำหรับอุตสาหกรรมการพัฒนาเมืองแบบเมืองอัจฉริยะ โดยอาศัยกลไกสนับสนุนทางการเงินเพื่อร่วมรับความเสี่ยงกับภาคเอกชนในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม โดย สนช. ร่วมกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงและใช้งานระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี และร่วมกับสมาคมสมองกลฝังตัวไทย เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการนวัตกรรมรายใหม่ในอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นการกระตุ้น สนับสนุน ส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมและผลักดันธุรกิจนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้มีขีดความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นสำหรับการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

สนช. ยังมีความร่วมมือในระดับจังหวัดและระดับเมืองเพื่อพัฒนาเมืองต้นแบบ Smart City จำนวน 4 เมือง ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ประกอบด้วย เทศบาลเมืองพัทยา มีเป้าเป็น Smart Tourism and MICE City และเทศบาลแสนสุข ที่ตั้งเป้าหมายเป็น Smart Living City ที่ให้ความสำคัญกับ Healthcare and Elderly Care และอีก 2 เมืองที่จังหวัดภูเก็ต ได้แก่ เทศบาลนครภูเก็ต และเทศบาลเมืองป่าตอง ซึ่งมีการวางแผนการพัฒนาเมืองสู่การเป็น Smart Tourism and Mobility City

สนช. ดำเนินการยกระดับศักยภาพทางนวัตกรรมในระดับพื้นที่ เพื่อพัฒนาให้เกิดพื้นที่นวัตกรรมทั้งในระดับภูมิภาค ระดับเมือง และระดับย่าน ได้แก่ ระเบียงนวัตกรรม (Innovation Corridor) เมืองนวัตกรรม (Innovation City) และย่านนวัตกรรม (Innovation District) ซึ่งจะมีการพัฒนาใน 3 ส่วน ได้แก่ การส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการรังสรรค์ระบบนิเวศนวัตกรรม การบริหารทรัพยากรเพื่อให้เกิดพื้นที่นวัตกรรม และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน

ระเบียงนวัตกรรม (Innovation Corridor)

การพัฒนาเชิงพื้นที่เป็นแนวคิดการพัฒนาที่มุ่งนําเอาทรัพยากรธรรมชาติและศักยภาพทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่นั้นๆ มาใช้เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ โดยปัจจัยหลักในการขับเคลื่อน การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย อุตสาหกรรมในพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน ทุนมนุษย์ และความก้าวหน้าทางวิทยาการ ซึ่งโดยทั่วไปแผนการพัฒนาด้านเศรษฐกิจจะมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การขยายการลงทุน โดยยังขาดการเชื่อมโยงกับมิติของความก้าวหน้าทางวิทยาการ

สนช. เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนา "นวัตกรรมเชิงพื้นที่" (Area-based Innovation) ซึ่งจะเป็นการนำเสนอรูปแบบการพัฒนาเชิงพื้นที่บนพื้นฐานของปัจจัยการพัฒนาในทุกมิติ โดย สนช. ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และจังหวัดระยอง ในการพัฒนาโครงการ “นวัตกรรมเศรษฐกิจเชิงพื้นที่สู่อาเซียน” โดยได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความเข้าใจร่วมกันในการสนับสนุนข้อมูลทางสถิติ ข้อมูลสารสนเทศภูมิอากาศ และข้อมูลศักยภาพของแหล่งวัตถุดิบเพื่อการผลิต รวมถึงศักยภาพด้านการลงทุนของภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลและวิเคราะห์ในการสนับสนุนนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาล โดยดึงดูดกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมและวิสาหกิจเริ่มต้นรวมเกิดเป็นคลัสเตอร์ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือและกลไลที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัยและผู้ดำเนินกิจกรรมในย่าน เพื่อเชื่อมต่อผู้คนและไอเดียภายในพื้นที่ (connecting) รวมถึงการมีกลไกที่ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม สร้างสรรค์สิ่งใหม่ร่วมกัน (co-creation) แบ่งปันความรู้แก่กัน (knowledge sharing) ของชุมชน ธุรกิจ และหน่วยงานในพื้นที่

ในเบื้องต้นของการดำเนินการจะมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่นำร่องในแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจด้านใต้ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (GMS Southern Economic Corridors: EWEC) ซึ่งมีความยาว 1,320 กิโลเมตร เชื่อมต่อประเทศพม่า-ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงสินค้า วัฒนธรรม แหล่งความรู้ ระหว่างทะเลอันดามันและมหาสมุทรแปซิฟิก ทั้งนี้การดำเนินโครงการจะมีการวิเคราะห์ห่วงโซ่มูลค่า เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเป็นนวัตกรรมเศรษฐกิจเชิงพื้นที่สู่อาเซียน โดยมีเป้าหมายในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ การท่องเที่ยว การค้า การขนส่ง และการเกษตร


จังหวัดปัตตานี - ดร. อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนธุรกิจสตาร์ทอัพในจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเป็นโครงการร่วมมือของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ในจังหวัดชายแดนใต้ (YES) และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงาน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการขับเคลื่อนธุรกิจสตาร์ทอัพร่วมกับคนในพื้นที่ และเยี่ยมชม Co-working space ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับให้กลุ่มสตาร์ทอัพเข้ามาใช้บริการ ทั้งการนั่งทำงาน สืบค้นข้อมูล และแลกเปลี่ยนความคิดใหม่ๆ ในการทำธุรกิจของชายแดนใต้ระหว่างกันเอง

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นหนึ่งในกระทรวงหลักที่มีภารกิจในการผลักดันระบบเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการส่งเสริมให้มีการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้เป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ สอดคล้องกับ “ประเทศไทย 4.0”

พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญที่จะต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อเป็นกลไกหลักในการพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ให้ดีขึ้น สำหรับ “โครงการ “การส่งเสริมการสร้างผู้ประกอบการใหม่และวิสาหกิจเริ่มต้นในภูมิภาคชายแดนใต้” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการทำธุรกิจสูง แต่ยังขาดการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ที่จะนำมาซึ่งการสร้างเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งผลการประชุมร่วมกันกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถสรุปแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคชายแดนใต้ใน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มการเกษตรและอาหาร 2) กลุ่มธุรกิจภาครัฐและการศึกษา และ 3) กลุ่มไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และสื่อ”

รัฐบาลมีนโยบายมุ่งเน้นพัฒนาสตาร์ทอัพให้เป็นนักรบทางเศรษฐกิจที่สามารถใช้ทรัพยากรของประเทศในการผลิตสินค้าและบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นการกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ซึ่งขณะนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กำลังเดินหน้าในการพัฒนาและส่งเสริมเทคสตาร์ทอัพ เริ่มต้นด้วยการสร้างแรงบันดาลใจ เสริมสร้างความรู้ ส่งเสริมให้เกิดแนวคิดธุรกิจใหม่ วางแผนการดำเนินธุรกิจ และสุดท้ายต้องเร่งการเติบโตของธุรกิจโดยการขยายตลาด และเพิ่มรายได้ด้วยกลยุทธ์การตลาดผ่านกิจกรรมต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้จะดำเนินการในรูปแบบของ 8 กิจกรรม ดังนี้

กิจกรรมที่ 1 สร้างความตระหนักและความเข้าใจแก่สาธารณชน
กิจกรรมที่ 2 พัฒนาระบบนิเวศสำหรับการเป็นผู้ประกอบการ
กิจกรรมที่ 3 การพัฒนาระบบนิเวศและกลุ่มอุตสาหกรรม
กิจกรรมที่ 4 สตาร์ทอัพภูมิภาค
กิจกรรมที่ 5 STARTUP THAILAND CONNECT
กิจกรรมที่ 6 ย่านนวัตกรรม
กิจกรรมที่ 7 ฐานข้อมูลสตาร์ทอัพและการประเมินผลกระทบ
กิจกรรมที่ 8 ความง่ายในการดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้นำเสนอการจัดทำแผนในการพัฒนา 3 ส่วน ได้แก่ 1) โครงการสนับสนุนสตาร์ทอัพในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ภายใต้วงเงินสนับสนุนไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อทีม จำนวน 10 ทีมต่อปี 2) โครงการคูปองนวัตกรรมเพื่อยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยไปสู่ประชาคมอาเซียน ในกรอบวงเงิน 500 ล้านบาท โดยร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างและกระจายเทคโนโลยีที่พัฒนาได้จากหน่วยงานต่างๆแก่ผู้ประกอบการไทยสนับสนุนต่อมาตราการส่งเสริมพัฒนาแนวคิดด้านนวัตกรรมให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้พัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันได้ในอนาคตครอบคลุมวงเงินสนับสนุนไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี และ 3) การสนับสนุนโอท็อปซึ่งจะร่วมกับ 5 หน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเครือข่ายดำเนินงาน “คูปองวิทย์เพื่อ OTOP” เพื่อผลักดันการยกระดับสินค้าโอทอปด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตั้งแต่ระดับการทำโครงการต้นแบบ การทดสอบระดับนำร่อง จนถึง การผลิตในเชิงพาณิชย์ ด้วยวงเงินสนับสนุน 1 ล้านบาทต่อโครงการ

ขอเชิญร่วมพัฒนาไอเดียสร้างธุรกิจนวัตกรรม พัฒนาการเขียน proposal ขอทุนสำนักงาน กับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ
กับกิจกรรมสัมมนา “Workshop what is innovation & How to write a proposal- คูปองนวัตกรรม”  วันจันทร์ที่ 3 เมษายน 2560 เวลา 8.30 - 12.30 น.
ณ อาคารอุทยานนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.)

คณะอนุกรรมการบริหารทรัพย์สินและผลประโยชน์

 1.รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณประธานอนุกรรมการ
ที่ปรึกษาคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ
 2.ดร.สุภาพ อัจฉริยศรีพงศ์อนุกรรมการ
กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ
 3.นายธนารักษ์ พงษ์เภตราอนุกรรมการ
กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ
 4.นางพันธ์ทิพย์ สุรทิณฑ์อนุกรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิ
 5.นายเกรียงไกร เธียรนุกุลอนุกรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิ
 6.ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)อนุกรรมการและเลขานุการ
 7.นายวิเชียร สุขสร้อยผู้ช่วยเลขานุการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
 8.นายพรชัย หอมชื่นผู้ช่วยเลขานุการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
 9.เจ้าหน้าที่นิติกรที่ได้รับมอบหมายผู้ช่วยเลขานุการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

คณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคลและบริหารงานองค์กร

 1.รศ.ดร.สมเจตน์ ทิณพงษ์ประธานอนุกรรมการ
ประธานกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ
 2.ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)อนุกรรมการ
 3.นายเชิดชัย มีคำอนุกรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารงานบุคคล
 4.ผศ.ดร.กังวาน ยอดวิศิษฎ์ศักดิ์อนุกรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารงานบุคคล
 5.นางสาววารุณี ลีละธนาวิทย์อนุกรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการสารสนเทศ
 6.นายกันต์ วีระกันต์อนุกรรมการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
 7.นางสาวดารกา ศิวปราชญ์อนุกรรมการและเลขานุการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

คณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยง

 1.นางปัทมา เธียรวิศิษฏ์สกุลประธานอนุกรรมการ
ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติ
 2.นพ.สรนิต ศิลธรรมอนุกรรมการ
ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
 3.นายภาณุ จันทร์เจียวใช้อนุกรรมการ
ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
 4.นายธานินทร์ ผะเอมอนุกรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิ
 5.นายธรรมศักดิ์ สัมพันธ์สันติกูลอนุกรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิ
 6.นายวิกรม วัชระคุปต์อนุกรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิผู้ช่วยเลขานุการ
 7.ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)อนุกรรมการและเลขานุการ
 8.นายธีระ ดำรงค์กิจการผู้ช่วยเลขานุการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
 9.นายพรชัย หอมชื่นผู้ช่วยเลขานุการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

คณะอนุกรรมการตรวจสอบและประเมินผล

 1.ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุลประธานอนุกรรมการ
กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ
 2.นายภาณุ จันทร์เจียวใช้อนุกรรมการ
ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
 3.นายเชิญพร เต็งอำนวยอนุกรรมการ
กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ
 4.นายธวัชชัย กิจรัตนะกุลอนุกรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิ
 5.นายศิวะศักย์ แนวจันทร์อนุกรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิ
 6.นายธีระ ดำรงค์กิจการอนุกรรมการและเลขานุการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
 7.นายพรชัย หอมชื่นผู้ช่วยเลขานุการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

 

คณะอนุกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองโครงการคูปองนวัตกรรม ด้านธุรกิจชีวภาพ

 1.ดร.สุภาพ อัจฉริยศรีพงศ์ประธานอนุกรรมการ
กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ
 2.ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)อนุกรรมการ
 3.นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์อนุกรรมการ
ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
 4.ดร.นฤมล ภู่ขาวอนุกรรมการ
ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
 5.นางสาวกอบสุข เอี่ยมสุรีย์อนุกรรมการ
ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
 6.นายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์อนุกรรมการ
ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
 7.ผศ.ดร.รัฐ พิชยางกูรอนุกรรมการ
ผู้เชี่ยวชาญภายนอก
 8.ดร.สุรอรรถ ศุภจัตุรัสอนุกรรมการและเลขานุการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
 9.นายวิศรุต สุวรรณาผู้ช่วยเลขานุการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

คณะอนุกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองโครงการคูปองนวัตกรรม ด้านอุตสาหกรรมการผลิต

 1.รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณประธานอนุกรรมการ
ที่ปรึกษาคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ
 2.ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)อนุกรรมการ
 3.นายไสว ชัยชนะกุลอนุกรรมการ
ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
 4.นายปัญญาสาร ปริศวงศ์อนุกรรมการ
ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
 5.นายชัชนันท์ ถนอมวรสินอนุกรรมการ
ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
 6.นายศักดา เที่ยงวิบูลย์วงศ์อนุกรรมการ
ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
 7.ผศ.ดร.สุรชัย สนิทใจอนุกรรมการ
ผู้เชี่ยวชาญภายนอก
 8.นายคุณาวุฒิ บุญญานพคุณอนุกรรมการและเลขานุการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
 9.นายเฉลิมพงษ์ กล้าขยันผู้ช่วยเลขานุการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

คณะอนุกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองโครงการคูปองนวัตกรรม ด้านอุตสาหกรรมชีวการแพทย์

 1.ดร.สุภาพ อัจฉริยศรีพงศ์ประธานอนุกรรมการ
กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ
 2.ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)อนุกรรมการ
 3.นายวิรัติ อุปราสิทธิ์อนุกรรมการ
ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
 4.ดร.ขัติยา ไกรกาญจน์อนุกรรมการ
ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
 5.นายประวิทย์ ประกฤตศรีอนุกรรมการ
ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
 6.นายศรันยู ชเนศร์อนุกรรมการ
ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
 7.ศ.ดร.พญ.รวงผึ้ง สุทเธนทร์อนุกรรมการ
ผู้เชี่ยวชาญภายนอก
 8.นายอุกฤช กิจศิริเจริญชัยอนุกรรมการและเลขานุการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
 9.นางสาวนฤมล รัตนากรพันธุ์ผู้ช่วยเลขานุการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

คณะอนุกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองโครงการคูปองนวัตกรรม ด้านอุตสาหกรรมเชิงเศรษฐนิเวศ

 1.ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)ประธานอนุกรรมการ
 2.นายสุวัฒน์ กมลพนัสอนุกรรมการ
ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
 3.นายวิเชียร เชิดชูตระกูลทองอนุกรรมการ
ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
 4.นายประวิทย์ ประกฤตศรีอนุกรรมการ
ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
 5.นายกษาณฑ์ ปิยาภิมุขอนุกรรมการ
ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
 6.รศ.ดร.บุญยัง ปลั่งกลางอนุกรรมการ
ผู้เชี่ยวชาญภายนอก
 7.นายวิเชียร สุขสร้อยอนุกรรมการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
 8.นายคุณาวุฒิ บุญญานพคุณอนุกรรมการและเลขานุการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
 9.ดร.อําพล อาภาธนากรผู้ช่วยเลขานุการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

คณะอนุกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองโครงการคูปองนวัตกรรม ด้านธุรกิจดิจิทัลและบริการ

 1.ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)ประธานอนุกรรมการ
 2.นายปรนนท์ ฐิตะวรรโณอนุกรรมการ
ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
 3.นายพงษ์ศักดิ์ พิบูลย์ศักดิ์อนุกรรมการ
ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
 4.ดร.เดช เฉิดสุวรรณรักษ์อนุกรรมการ
ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
 5.นายวิชัย เบญจรงคกุลอนุกรรมการ
ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
 6.นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์อนุกรรมการ
ผู้เชี่ยวชาญภายนอก
 7.นายวิเชียร สุขสร้อยอนุกรรมการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
 8.นายกันต์ วีระกันต์อนุกรรมการและเลขานุการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
 9.นางสาวพรพิชา เพชรแก้วกุลผู้ช่วยเลขานุการ
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

 

คณะอนุกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองโครงการนวัตกรรม ด้านเศรษฐกิจ

 1.นายไพโรจน์ สัญญะเดชากุลประธานอนุกรรมการ
 กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ 
 2.ดร.สุภาพ อัจฉริยศรีพงศ์อนุกรรมการ
 กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ 
 3.นายกลินท์ สารสินอนุกรรมการ
 กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ 
 4.นายธนารักษ์ พงษ์เภตราอนุกรรมการ
 กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ 
 5.นายประวิทย์ ประกฤตศรีอนุกรรมการ
 ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานทดแทน ไบโอเอทานอลและพลาสติกชีวภาพ 
 6.นายเจษฎา ศิวรักษ์อนุกรรมการ
 ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบดิจิตอล และ Digital Economy 
 7.ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)อนุกรรมการ
 8.นายวิเชียร สุขสร้อยอนุกรรมการและเลขานุการ
 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 
 9.นายภคพงศ์ พรมนุชาธิปผู้ช่วยเลขานุการ
 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 

คณะอนุกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองโครงการนวัตกรรม ด้านสังคม

 1.ดร.สุภาพ อัจฉริยศรีพงศ์ประธานอนุกรรมการ
 กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ 
 2.นายธนารักษ์ พงษ์เภตราอนุกรรมการ
 กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ 
 3.นางอัญชลี สงวนพงษ์อนุกรรมการ
 ผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรอินทรีย์ และการควบคุมแมลงศัตรูพืชด้วยชีววิธี 
 4.นางสาวอุราวรรณ อุ่นแก้วอนุกรรมการ
 ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชุมชน 
 5.นายอนุรักษ์ เรืองรอบอนุกรรมการ
 ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสัมมาชีพชุมชน 
 6.ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)อนุกรรมการ
 7.นายคุณาวุฒิ บุญญานพคุณอนุกรรมการและเลขานุการ
 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 
 8.นางสาวมณฑา ไก่หิรัญผู้ช่วยเลขานุการ
 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 

คณะอนุกรรมการนวัตกรรมเชิงพื้นที่ (Area-based Innovation)

 1.รศ.ดร.สมเจตน์ ทิณพงษ์ประธานอนุกรรมการ
 ประธานกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ 
 2.นายธนารักษ์ พงษ์เภตราอนุกรรมการ
 กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ 
 3.ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)อนุกรรมการ
 4.ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอนุกรรมการ
 5.ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอนุกรรมการ
 6.ผู้แทนการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยอนุกรรมการ
 7.ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอนุกรรมการ
 8.ผู้แทนสํานักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)อนุกรรมการ
 9.นายธานินทร์ ผะเอมอนุกรรมการ
 ผู้ทรงคุณวุฒิ 
 10.ผศ.ดร.ธราวุฒิ บุญเหลืออนุกรรมการ
 ผู้ทรงคุณวุฒิ 
 11.ผศ.ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะอนุกรรมการ
 ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมือง 
 12.นายอาศิส อัมระปาลอนุกรรมการ
 ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนภาคและเมือง 
 13.รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐอนุกรรมการ
 อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 
 14.นายหลักเมือง แสวงผลอนุกรรมการ
 ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมือง 
 15.นายวิเชียร สุขสร้อยอนุกรรมการและเลขานุการ
 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 
 16.ดร.นิมิต นิพัทธ์ธรรมกุลผู้ช่วยเลขานุการ
 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 

คณะอนุกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองโครงการ Northern Thailand Food Valley และ Northern Innovative Startup

 1.รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณประธานอนุกรรมการ
 ที่ปรึกษาคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ 
 2.ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)อนุกรรมการ
 3.ผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอนุกรรมการ
 อุทยานวิทยาศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 
 4.ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคเหนืออนุกรรมการ
 5.ประธานสภาหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่อนุกรรมการ
 7.รศ.ดร.เสริมเกียรติ จอมจันทร์ยองอนุกรรมการ
 8.ผศ.ดร.ชรินทร์ เตชะพันธุ์อนุกรรมการ
 9.รศ.ดร.สิริวุฒิ บูรณพิรอนุกรรมการ
 10.ดร.ชัยธร ลิมาภรณ์วณิชย์อนุกรรมการ
 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 
 11.นายชาญวิทย์ รัตนราศรีอนุกรรมการและเลขานุการ
 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 
 12.ผู้แทนอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือผู้ช่วยเลขานุการ

คณะอนุกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองโครงการวิสาหกิจเริ่มต้น

1.นายธนารักษ์ พงษ์เภตราประธานอนุกรรมการ
 กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ 
 2.รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณอนุกรรมการ
 ที่ปรึกษาคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ 
 3.ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติอนุกรรมการ
 4.นายธานินทร์ ผะเอมอนุกรรมการ
 ผู้ทรงคุณวุฒิอนุกรรมการ
 5.ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)อนุกรรมการ
 6.นางสาวทิพวัลย์ เวชชการัณย์อนุกรรมการ
 ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอนุกรรมการ
 7.นายอภิเนคร อูนากูลอนุกรรมการ
 ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) 
 8.นายธนพงษ์ ณ ระนองอนุกรรมการ
 ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนสมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน 
 9.นายประพันธ์ เจริญประวัติอนุกรรมการ
 ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 
 10.นายวิเชียร สุขสร้อยอนุกรรมการ
 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 
 11.นายปริวรรต วงษ์สำราญอนุกรรมการและเลขานุการ
 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 
 12.นางสาวพรพิชา เพชรแก้วกุลผู้ช่วยเลขานุการ
 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 
   

"การสนับสนุนด้านวิชาการ"

เป็นการช่วยเหลือทางด้านวิชาการและการประสานงาน เพื่อนำไปสู่โครงการนวัตกรรม โดยสำนักงานจะเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายตามจำนวนจริงในรูปของเงินให้เปล่า (grant) ให้แก่ผู้ที่สำนักงานว่าจ้างมาหรือเห็นชอบให้ว่าจ้างโดยผู้ขอรับการสนับสนุน ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการนวัตกรรมและความเห็นชอบของ สนช.

 

แบบเสนอโครงการนวัตกรรม (Proposal Template)

 

ลักษณะการสนับสนุน

เป็นการสนับสนุนค่าใช้จ่าย สำหรับกิจกรรมที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

  • การพัฒนาข้อเสนอโครงการนวัตกรรม (project proposal development) รวมทั้งการจัดทำแผนธุรกิจให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม โดยอาศัยการแนะนำของที่ปรึกษาโครงการ ในช่วงก่อนการพิจารณาอนุมัติโครงการ และการติดตาม ให้คำแนะนำในช่วงหลังการอนุมัติโครงการ
  • การแสวงหาหรือการวิเคราะห์เพื่อยืนยันความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมนั้น
  • การศึกษาและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการตลาด ทางธุรกิจ และการลงทุนของโครงการนวัตกรรม
  • การว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือความรู้เฉพาะ (know-how) รวมทั้งการทดสอบหรือประเมินความเป็นไปได้ของความคิดทฤษฎีและข้อมูลที่ เกี่ยวข้องกับการนำเอาเทคโนโลยีหรือวิธีการใหม่มาใช้ในประเทศ
  • การฝึกอบรมเพื่อเพิ่มความรู้หรือทักษะความชำนาญที่จำเป็นต่อการพัฒนาหรือการนำเอานวัตกรรมมาใช้ในทางปฏิบัติ
  • การปรับเปลี่ยนกระบวนการธุรกิจหรือสร้างวัฒนธรรมองค์กร หรือระบบการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการ หรือเทคโนโลยีใหม่
  • การช่วยเหลือประสานงานในขั้นตอนต่างๆ ของโครงการนวัตกรรม ซึ่งรวมทั้งการประชุมระดมสมอง การสืบค้นข้อมูลการตลาด การค้า การส่งออก การลงทุน การปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา หรือการหาผู้ร่วมทุนในภาครัฐและเอกชน
  • การประเมินผลโครงการนวัตกรรมและเผยแพร่ตัวอย่างความสำเร็จของโครงการ

หลักเกณฑ์การสนับสนุน

  • ให้การสนับสนุนด้านวิชาการแก่บุคคล กลุ่มบุคคล หน่วยงานวิจัย ที่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับโครงการนวัตกรรม

ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการขอรับการสนับสนุน

  • รายละเอียดของผู้ติดต่อ
  • รายละเอียดของบริษัท เช่น
    • ปีที่เริ่มดำเนินกิจการ
    • จำนวนพนักงาน
    • รายได้รวมของบริษัทปีที่ผ่านมา
    • สัดส่วนผู้ถือหุ้น
    • ประเภทธุรกิจ
  • รายละเอียดของโครงการที่ต้องการขอรับการสนับสนุน ประกอบด้วย
    • ชื่อโครงการนวัตกรรมภาษาไทย / ภาษาอังกฤษ
    • คำสำคัญ (Keywords)
    • เป้าหมายของโครงการ
    • วัตถุประสงค์ของโครงการ
    • แนวทางการดำเนินโครงการ
    • ประเภทของนวัตกรรม
    • ระดับความเป็นนวัตกรรม
    • ข้อบ่งชี้ความเป็นนวัตกรรม
    • หลักฐาน/เอกสารยืนยันใช้อ้างอิงความเป็นนวัตกรรม
    • เครือข่ายและหน่วยงานที่ร่วมมือในโครงการ
    • มูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (โดยประมาณ)  และ หน่วยงานผู้ประเมิน
    • มูลค่ารวมของโครงการ
  • สิ่งที่ต้องการได้รับการสนับสนุนจาก สนช.

กลไกสนับสนุนด้านการเสริมสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรม” (Managing Innovation Development Credit) หรือ “MIND CREDIT” เป็นการสนับสนุนรูปแบบใหม่ของ สนช. สำหรับผู้ประกอบการไทย ให้สามารถเข้าถึงและใช้บริการจากบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาหรือขยายผลธุรกิจนวัตกรรม เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยให้พร้อมในการแข่งขัน และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การสร้างให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากฐานนวัตกรรมของประเทศ ผู้ที่ประสงค์จะขอรับทุนภายใต้กลไก MIND CREDIT จะต้องส่งข้อเสนอโครงการต่อสนช. เพื่อพิจารณาอนุมัติ และบริษัทที่ปรึกษาที่ผู้ขอรับทุนจะใช้บริการจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ คัดเลือกและขึ้นทะเบียนโดยสนช. ตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษากลไก MIND CREDIT ที่สนช. กำหนด

วัตถุประสงค์ของกลไก MIND CREDIT 

กลไกสนับสนุน MIND CREDIT มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงและใช้บริการจากบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ (10 สาขา) ที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาหรือขยายผลธุรกิจนวัตกรรม เพื่อยกระดับผู้ประกอบการนวัตกรรมให้พร้อมในการแข่งขัน และกระตุ