NIA ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดประกวดภาพถ่ายนวัตกรรมย่าน รัตนโกสินทร์

NIA ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมประกวดภาพถ่ายนวัตกรรม “Innovation Thailand Photo Contest 2018” ในธีม One Shot Knock Out : Innovation District เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวด้านนวัตกรรมขึ้น โดยอาศัยการถ่ายภาพเป็นเครื่องมือในการเปิดมุมมองความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมที่มีอยู่ในย่านนวัตกรรมดังกล่าว

สำหรับกิจกรรมนี้จัดนำร่องใน 7 ย่าน ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธี ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ ย่านนวัตกรรมปทุมวัน ย่านนวัตกรรมพัทยา ย่านนวัตกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ย่านนวัตกรรมในจังหวัดภูเก็ต และย่านนวัตกรรมในจังหวัดขอนแก่น โดยมีเป้าหมายกระตุ้นให้ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคธุรกิจ รวมถึงประชาชนทั่วไปได้ตระหนักรู้ถึงประโยชน์จากการยกระดับแต่ละพื้นที่ให้เป็นย่านนวัตกรรม และเป็นส่วนหนึ่งในการนำปัญหาหรือสิ่งรอบตัวมาพัฒนารูปแบบธุรกิจและโซลูชั่นใหม่ๆ ที่จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม นอกจากนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์บรรยากาศด้านนวัตกรรมใหม่ๆให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะต่อเนื่องถึงการช่วยให้แต่ละพื้นที่มีความน่าอยู่อาศัยมากขึ้น ชิงเงินรางวัลทั้ง 7 ย่านนวัตกรรม ทั้งสิ้น 280,000 บาท

รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 15,000 บาท และ Voucher มูลค่า 10,000 บาท สนับสนุนโดย Shriro Marketing (Thailand) Ltd.

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 เงินรางวัล 10,000 บาท

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 เงินรางวัล 5,000 บาท

รางวัลชมเชย 5 รางวัล เงินรางวัลละ 2,000 บาท

การประกวดภาพถ่ายนวัตกรรม ครั้งที่ 4 นี้ เป็นการประกวดภาพถ่ายย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ จัดขึ้น ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม 2561โดย ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมด้วย ดร.ธีรีสา มัทวพันธุ์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ด้านยุทธศาสตร์องค์กร คุณกนช รัติวานิช ผู้จัดการส่งเสริมนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.ณัฐวุฒิ ปรียวนิตย์ หัวหน้าภาควิชาการออกแบบและวางผังชุมชนเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้เกียรติมาร่วมในการตัดสินการประกวด

สำหรับการประกวดแนวคิดการประกวดในครั้งนี้คือ ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ (Rattanakosin District) หรือ Old Bangkok Innovation District: OBID มีวิสัยทัศน์ในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (A Leading Hub of Creative Economy in Southeast Asia) เป็นศูนย์รวม startup เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเป็นศูนย์รวมกลุ่มสังคมที่ยึดโยงกับวัฒนธรรมร่วมสมัย ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากช่างภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 130 คน

สำหรับผลการประกวดมีดังนี้

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นายวีรวิทย์ ฐิติวรสิทธิ์

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ นายธนกร จารุพานิชย์กุล

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ นายสุรพงศ์ นามเสริมศรี

รางวัลชมเชย ได้แก่ นางสาวมาลี ฤกษ์พรพิพัฒน์ นายสุกฤษ หิรัญสาระพงศ์ นายสุรเชษ อินจันทร์ นายชาคริต ปิ่นสวัสดิ์ และนางสาวนภาพร ชินวุฒิ

และทาง NIA ขอแสดงความยินดีกับทุกท่าน

ผู้ที่สนใจรายละเอียดที่จะเข้าร่วมการประกวดในครั้งต่อไป วันที่ 18 สิงหาคม 2561 ณ ย่านนวัตกรรมพัทยา ที่เซ็นทรัลพลาซ่า พัทยา บีช สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th , www.rpst.or.th หรือ facebook.com/niathailand

 

 

 

พิธีเปิดนิทรรศการ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม” (100 Faces of Thailand’s Innovation Inspirers) ณ.มิวเซียมสยาม

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ด้านระบบนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม” (100 Faces of Thailand’s Innovation Inspires) ณ มิวเซียมสยาม

ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียน นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก  นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมเสวนา คมความคิด “คนต้นแบบ” ปลุก “แรงบันดาลใจ” ในตัวคุณ โดย คุณพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ พ่อมดไอที ผู้ไม่เคยหยุดเดิน และ คุณทฤษฎี ณ พัทลุง อัจฉริยะแห่งดนตรี วาทยากรไทยที่อายุน้อยที่สุดในโลก ที่มาร่วมแชร์มุมมอง ประสบการณ์ และจุดเปลี่ยนที่สร้างแรงบันดาลใจ เพื่อปลุกกระแสให้เกิดความตื่นตัว กล้าที่จะคิดนอกกรอบ ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์

โดยผู้สนใจสามารถร่วมชมนิทรรศการ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม” ครั้งต่อไป ระหว่างวันที่ 15-19 สิงหาคม ศกนี้ ณ ลานโปรโมชั้น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

โทร.02 017 5555

หรือที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ NIA : National Innovation Agency, Thailand

และ เฟซบุ๊คแฟนแพจ : ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม

รวท.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ร่วมประชุมหารือกับNIAเพื่อมอบนโยบายและแนวทางการปฏิรูประบบอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม

เมื่อวันพุธที่ 1 สิงหาคม 2561 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เเกียรติร่วมประชุมหารือกับคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ และคณะผู้บริหารสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) เพื่อมอบนโยบายและแนวทางการปฏิรูประบบอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

  • การขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0 ที่เน้นการสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน คือ “ระบบวิจัย” และ “ระบบนวัตกรรม” ซึ่งมีการเชื่อมโยงกันอย่างมาก การปฏิรูประบบอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับทั้งสองระบบ
  • โจทย์สำคัญสำหรับ “ระบบนวัตกรรม” คือการสร้างสังคมแห่งนวัตกรรม ที่มี Entrepreneurial System ที่เข้มแข็งที่จะนำไปสู่ Value Creation และ Innovation ต่อไป
  • การปฏิรูปฯ นอกจากจะนำมาซึ่งการจัดการด้านการวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม (Mandatory Research) แล้ว ยังต้องมีการสร้างให้เกิดการจัดการด้านนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม (Mandatory Innovation) ด้วย บทบาทของหน่วยงานนำด้านนวัตกรรมอย่าง NIA จึงต้องผสานทั้งการทำงานที่ตอบโจทย์ภาคเอกชน (bottom-up) และการยกระดับนวัตกรรมที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของประเทศ (top-down)
  • บทบาทของ NIA จึงควรเป็น “Game Changer” ในเชิงระบบเพื่อก่อให้เกิดการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยนวัตกรรม ทั้งนวัตกรรมที่เกิดบนฐานเทคโนโลยี (tech-based innovation) และนวัตกรรมบนฐานความคิดสร้างสรรค์ (creative-based innovation)
  • อยากจะฝากประเด็นสำหรับ NIA เพื่อเป็นแนวคิดสำหรับการออกแบบแนวทางการดำเนินงานในอนาคต ดังนี้
  1. การพัฒนานวัตกรรมที่สร้างความเปลี่ยนแปลง (transformation) และยกระดับประเทศ (high impact) เพราะนวัตกรรมจะเป็นเครื่องมือสำคัญทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้
  2. การส่งสร้างการสร้างนวัตกรรมฐานเทคโนโลยีชั้นสูง (Deep-tech Innovation) ที่ต้องเชื่อมโยงกับทั้งทางฝั่งอุปทาน (มหาวิทยาลัย นักวิจัย ห้องปฏิบัติการ) และฝั่งอุปสงค์ (ผู้ประกอบการ ผู้ใช้งาน โจทย์สังคม)
  3. เครื่องมือสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม อาทิ กองทุนนวัตกรรม (Innovation Fund) การสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยนวัตกรรมผ่าน Government Procurement รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัยไทยในการไปเป็น Tech-based Startup

 

 

 

 

 

 

มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ NIA จัดงานแถลงข่าว “การจัดประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2561”

มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ NIA จัดงานแถลงข่าว “การจัดประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2561” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาพัฒนาต่อยอดเป็นผลงานนวัตกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับ “ข้าวไทย” ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงสร้างโอกาสการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวไทย และรูปแบบการพัฒนานวัตกรรมข้าวไทย โดยในปีนี้ขยายเวลารับสมัครถึง 15 กันยายน 2561

รางวัลแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรม และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยใช้เกณฑ์การตัดสินความเป็นนวัตกรรมของผลงาน การสร้างมูลค่าเพิ่มของข้าวไทย และศักยภาพในการพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 80,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง และอันดับสองได้เงินรางวัล 40,000 บาท และ 20,000 บาท ตามลำดับ และรางวัลชมเชยจำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท

ในปี 2560 ไทยส่งออกข้าวได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ปริมาณ 11.63 ล้านตัน และในจำนวนนี้เป็นการส่งออกข้าวขาวมากที่สุดปริมาณกว่า 5 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 43% ของปริมาณการส่งออกข้าวรวม แต่มีการแข่งขันด้านราคามากในตลาดโลก เนื่องจากไทย เวียดนาม เมียนมา และกัมพูชา สามารถผลิตได้ในปริมาณมาก และเป็นข้าวคุณภาพปานกลางที่เหมาะกับผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่มีกำลังซื้อจำกัด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยยังคงแข่งขันด้านราคากับปริมาณอยู่ แต่ไม่ได้แข่งขันในด้านการสร้างคุณค่าและมูลค่าที่เพิ่มขึ้น NIA จึงวางเป้าหมายในการยกระดับข้าวในเชิงพาณิชย์ ซึ่งต่อไป “ข้าว” ที่เป็นสินค้าเกษตร จะไม่ใช่เพียงสินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้น แต่งจะต้องปรับเปลี่ยนจาก “เกษตรแบบดั้งเดิม”ไปสู่ “เกษตรอุตสาหกรรม” และก้าวไปสู่ “เกษตรบริการ หรือธุรกิจเกษตร” ที่มีการใช้นวัตกรรมเป็นหลักในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย ดังนั้นข้าวจะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมาก และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยที่ผ่านมา NIA มุ่งเน้นผลักดันและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมในข้าวให้ก้าวสูงขึ้นด้วยการพัฒนาธุรกิจใหม่บนฐานความรู้ และการใช้นโยบายนวัตกรรมข้าวไทยในเชิงรุกผ่านการสนับสนุนโครงการนวัตกรรม

การดำเนินแนวทางประชารัฐที่มีบูรณาการร่วมกันระหว่าง สนช. ผู้ประกอบการ และเกษตรกรไทย จะสามารถเร่งรัดให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมข้าวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่จากข้าวที่มีมูลค่าเพิ่มสูงนั้น ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะกระจายไปในทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม หรือผู้ประกอบการ เกษตรกร ชาวนาผู้ปลูกข้าว ดังนั้น โอกาสทางเศรษฐกิจที่เราสามารถแข่งขันได้ ก็คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูป และผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีโอกาสขยายตัวสูง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว ในกลุ่มของอาหารสุขภาพ กลุ่มอาหารเพื่อความสะดวกสบาย และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและยา รวมถึงการพัฒนารูปแบบธุรกิจและเครื่องมือเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกย์ใช้ ย่อมเกิดการสร้างธุรกิจใหม่ ตลาดใหม่ และแหล่งรายได้ใหม่ที่มากยิ่งขึ้น ทั้งยังทำให้เกษตรกรมีโอกาสลดความผันผวนของราคาข้าวได้มากขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องขายในรูปของข้าวสารเพียงอย่างเดียว เป็นการสร้างทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตให้กับเกษตรกรไทยได้อีกด้วย

สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดคลิ๊กที่ www.thairice.org/…/inno-contest-2561/rice-innovation2018.pdf

NIA นำโดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่องหารือความร่วมมือกับหน่วยงานด้านนวัตกรรมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของสหรัฐฯ

NIA นำโดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม และคณะฯ พร้อมด้วยนายนิธิรุจน์ โผนประเสริฐ ผู้อำนวยการกองสนเทศเศรษฐกิจ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และคณะฯ ร่วมเดินทางไปยังนครฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย เพื่อพบหารือความร่วมมือกับหน่วยงานด้านนวัตกรรมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของสหรัฐฯ โดยการนำของท่านอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตันดีซี นางภัทราวรรณ เวชชศาสตร์

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในสาขาที่ไทยสามารถแสวงหาความร่วมมือเพื่อการพัฒนาผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมได้

4 หน่วยงานสำคัญที่คณะเดินทางได้เข้าพบหารือเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้รูปแบบการดำเนินงานและเชื่อมโยงความร่วมมือ ได้แก่ (1) Startup PHL เป็น Venture Capital ที่จัดตั้งขึ้นจากความร่วมมือของ The City of Philadelphia, Department of Commerce และ The Philadelphia Industrial Development Corporation (PIDC) เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของฟิลาเดลเฟีย ที่ช่วยสนุบสนุนผู้ประกอบการ Startup ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน จัดหากองทุนเพื่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงช่วยให้ Startup สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี และให้การอบรมด้านการประกอบธุรกิจ ซึ่งจะเป็นหน่วยงานเครือข่ายสำคัญหน่วยงานหนึ่งในอนาคตของ Startup Thailand

(2) บริษัท Lux Research เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านการวิจัยและให้คำปรึกษาด้านธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยข้อมูลคุณภาพจากทีมนักวิเคราะห์ที่เชี่ยวชาญ มีองค์ประกอบทั้งนักวิจัยการตลาด นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของบริษัท เป็นที่ปรึกษาชั้นนำในการผลักดันและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในตลาดโลก โดยความร่วมมือในอนาคตจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลและรูปแบบในการจัดระบบและพัฒนานิเวศนวัตกรรมในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อสนับสนุนการวางแผนพัฒนาของประเทศไทย

(3) Pennovation เป็นศูนย์บ่มเพาะและสร้างสรรค์นวัตกรรม ที่เน้นการสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินการของผู้ประกอบการใหม่ตั้งแต่เริ่มกระบวนการ Inspiration จนถึง Implementation จัดเป็น Working Space ที่มีเครื่องมืออุปกรณ์และห้องทดลองที่ครบครัน สามารถสนับสนุนการขึ้นต้นแบบชิ้นงานและการทำวิจัยในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องได้จนถึงขั้นของการวิจัยตลาดเพื่อออกสู่เชิงพาณิชย์ นับว่าเป็นรูปแบบการจัดการที่สมบูรณ์และมีความทันสมัย ประเทศไทยสามารถใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อสอดรับกับการสร้างสรรค์ธุรกิจสมัยใหม่ของคนยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี

(4) The Science Center เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่เป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยเชิงนวัตกรรม และการใช้เทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ ให้การช่วยเหลือและให้บริการด้านเครื่องมือเทคโนโลยี ห้องปฏิบัติการทดลองวิจัย และให้คำปรึกษาพร้อมจัดหาแหล่งเงินทุนแก่นวัตกร ผู้ประกอบการ และ Startup มีความร่วมมือกับศูนย์วิจัย ห้องปฏิบัติการทดลอง และสถาบันการศึกษา มากกว่า 31 แห่ง มีโปรแกรมการพัฒนานักวิจัยและผู้ประกอบการตั้งแต่การบ่มเพาะเรื่อง STEAM สำหรับเยาวชน ไปจนถึงการสร้างความสามารถของผู้ประกอบการซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนเพื่อแสวงหาแนวทางในการพัฒนานวัตกรของไทยต่อไป

NIA ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมงาน BIO world Congress on Industrial Biotechnology สหรัฐอเมริกา

NIA ร่วมมือกับกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ในโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยด้านเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) นำภาคเอกชนเยือนสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 15-23 ก.ค. เพื่อเข้าร่วมงาน BIO world Congress on Industrial Biotechnology ที่นครฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย และพบหารือกับหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศนวัตกรรมของสหรัฐอเมริกา

งาน BIO world Congress on Industrial Biotechnology เป็นงานแสดงนิทรรศการความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจฐานชีวภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต และเป็นเวทีสร้างเครือข่ายส่าหรับบริษัทและบุคลากรในแวดวงเศรษฐกิจฐานชีวภาพ จัดโดยองค์กร Biotechnology Innovation Organization หรือ BIO ซึ่งเป็นตัวแทนอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ ก่อตั้งมาแล้ว 25 ปี มีเครือข่ายกว่า 1,000 ราย ทั้งที่เป็น บริษัท สถาบันการศึกษา ตลอดจน องค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งคณะผู้แทนจาก สนช. และกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้เข้าพบหารือด้วย โดยการนำของท่านอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน นางภัทราวรรณ เวชชศาสตร์ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของไทยและกลุ่มสมาชิกที่เป็นองค์กรชั้นนำของโลกด้านเทคโนโลยีชีวภาพ

 

ในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ สนช. ได้นำผู้ประกอบการไทยจัดแสดงผลงาน จำนวน 4 ราย คือ บริษัท กรีน อินโนเวทีฟ ไบโอเทคโนโลยี จำกัด บริษัท เดนทัลสวีท จ่ากัด ควอลิเทค แลบอราทอรี่ เซอร์วิส จำกัด และบริษัท ไบโอบอร์น จำกัด ซึ่งได้ขึ้นเวทีนำเสนอเทคโนโลยีชีวภาพที่โดดเด่น จำนวน 2 ราย ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจและนักลงทุนที่เข้าร่วมงานจากทุกมุมโลก

การเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ถือเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีชีวภาพของไทย และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวโน้มของโลกในภาคเศรษฐกิจชีวภาพเพื่อการวางแนวทางการสนับสนุนและการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย

NIA ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมประกวดภาพถ่ายย่านนวัตกรรม จ.ขอนแก่น

NIA ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมประกวดภาพถ่ายนวัตกรรม “Innovation Thailand Photo Contest 2018” ในธีม One Shot Knock Out : Innovation District เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวด้านนวัตกรรมขึ้น โดยอาศัยการถ่ายภาพเป็นเครื่องมือในการเปิดมุมมองความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมที่มีอยู่ในย่านนวัตกรรมดังกล่าว

สำหรับกิจกรรมนี้จัดนำร่องใน 7 ย่าน ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธี ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ ย่านนวัตกรรมปทุมวัน ย่านนวัตกรรมพัทยา ย่านนวัตกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ย่านนวัตกรรมในจังหวัดภูเก็ต และย่านนวัตกรรมในจังหวัดขอนแก่น โดยมีเป้าหมายกระตุ้นให้ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคธุรกิจ รวมถึงประชาชนทั่วไปได้ตระหนักรู้ถึงประโยชน์จากการยกระดับแต่ละพื้นที่ให้เป็นย่านนวัตกรรม และเป็นส่วนหนึ่งในการนำปัญหาหรือสิ่งรอบตัวมาพัฒนารูปแบบธุรกิจและโซลูชั่นใหม่ๆ ที่จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม นอกจากนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์บรรยากาศด้านนวัตกรรมใหม่ๆให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะต่อเนื่องถึงการช่วยให้แต่ละพื้นที่มีความน่าอยู่อาศัยมากขึ้น ชิงเงินรางวัลทั้ง 7 ย่านนวัตกรรม ทั้งสิ้น 280,000 บาท
รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 15,000 บาท และ Voucher มูลค่า 10,000 บาท สนับสนุนโดย Shriro Marketing (Thailand) Ltd.
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 เงินรางวัล 10,000 บาท
รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 เงินรางวัล 5,000 บาท
รางวัลชมเชย 5 รางวัล เงินรางวัลละ 2,000 บาท
การประกวดภาพถ่ายนวัตกรรม ครั้งที่ 3 นี้ เป็นการประกวดภาพถ่ายย่านนวัตกรรมในจังหวัดขอนแก่น จัดขึ้น ณ เซ็นทรัลพลาซาขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ในวันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม 2561

โดย คุณกนช รัติวานิช ผู้จัดการส่งเสริมนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมด้วย คุณดาว วาสิกศิริ นายกสมาคมภาพถ่ายแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคุณชาญณรงค์ บุริสตระกูล ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด ให้เกียรติมาร่วมเป็นกรรมการตัดสินการประกวด
สำหรับการประกวดแนวคิดการประกวดในครั้งนี้คือ ย่านนวัตกรรมในจังหวัดขอนแก่น (Innovation District in Khon Kean) พื้นที่ส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมการขนส่ง (Logistic Tech) และศูนย์กลางการศึกษา (Education tech) ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากช่างภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 90 คน
สำหรับผลการประกวดมีดังนี้
รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นายณฐวัฒน์ ตีรวัฒนประภา


รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ นายยุทธพงษ์ ฤทธิชัย


รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ นายปรีดา พันธฤทธิ์


รางวัลชมเชย ได้แก่ นายอดิศร์ สมบุญสา นายสุรเชษฐ อินอัญชัน นายชาติชาย พรมพิราษฎร์ นายโกวิทย์ ทับบุญ และนายประยนต์ ช่างเกวียน


และทาง NIA ขอแสดงความยินดีกับทุกท่าน
ผู้ที่สนใจรายละเอียดที่จะเข้าร่วมการประกวดในครั้งต่อไป วันที่ 3 สิงหาคม 2561 ณ ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th , www.rpst.or.th หรือ facebook.com/niathailand

NIA ร่วมกับม. แม่โจ้ พัฒนา FarmLab ภาคเหนือ

NIA โดยศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร หรือ ABC center ร่วมกับม.แม่โจ้ จัดสัมมนา “AgTech Innovation Forum@แม่โจ้” เป็นจุดเริ่มต้นในการจุดประกายให้กับนักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย วิสาหกิจเริ่ม วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ เข้าใจมุมมองในการสร้างธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรใน 7 สาขาที่สำคัญ ได้แก่ 1) ธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ 2) ธุรกิจเกษตรดิจิทัล 3) ธุรกิจเครื่องจักรกลเกษตร หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 4) ธุรกิจการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการขนส่ง 5) ธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ 6) ธุรกิจการบริการทางธุรกิจเกษตร และ 7) ธุรกิจรูปแบบการจัดการฟาร์มแบบใหม่

“AgTech Transformation” การพลิกโฉมวงการเกษตรไทย ให้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของไทย สู่การเป็นผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรในภูมิภาค “โครงการ FarmLab” เป็นการบ่มเพาะและสร้างนวัตกรการเกษตรโดยมีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นแหล่งที่สร้างให้เกิดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีแก่นักศึกษา บัณฑิต ผู้ประกอบการ ที่จะนำเทคโนโลยีไปแก้ไขปัญหาทางการเกษตรอย่างถูกต้องและแม่นยำ โดยมีร่วมมือกับภาคเอกชน มหาวิทยาลัยเครือข่าย เพื่อแสวงหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีความเหมาะสมบนพื้นที่ทำงานที่มีลักษณะเป็นแบบ co-farming spaceประกอบด้วยพื้นที่สำหรับการออกแบบและสร้างต้นแบบเบื้องต้น นำไปทดสอบแนวคิดบนพื้นที่ใช้งานจริงภายในมหาวิทยาลัยหรือพื้นที่เครือข่ายภาคเอกชน เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ด้านเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์แนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเกษตรได้อย่างถูกต้อง

การนำเสนองานวิจัยที่มีผลงานที่โดดเด่นพร้อมต่อยอดสู่นวัตกรรมการเกษตร จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในการ pitching นำเสนอจุดเด่นทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม และรูปแบบธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร ที่จะส่งผ่านไปยังผู้ประกอบการที่สนใจ ที่จะมาร่วมกันรังสรรค์การต่อยอดผลงานวิจัยด้านเกษตรที่มีศักยภาพผ่านกระบวนการ FarmLab สู่การผลิตเชิงพาณิชย์ และขยายผลในวงกว้างต่อไป

พิธีเปิดนิทรรศการ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม” (100 Faces of Thailand’s Innovation Inspirers) ณ.เซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น

นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม” (100 Faces of Thailand’s Innovation Inspirers) ซึ่งจัดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA

กิจกรรมนี้จัดขึ้น ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 เซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น ซึ่งได้รวบรวมแนวคิด ผลงาน ความสำเร็จของผู้นำการเปลี่ยนแปลงจากหลากหลายอาชีพในประเทศไทย เพื่อปลุกกระแสให้คนไทยเกิดความตื่นตัว กล้าที่จะคิดนอกกรอบ ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ โดยมี นายสุภาพ อัจฉริยะศรีพงศ์ กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ให้การต้อนรับ พร้อมกิจกรรมเสวนาความสำเร็จของบุคคลต้นแบบ ผู้สร้างแรงบันดาลใจและสร้างการเปลี่ยนแปลงโดย สุรศักดิ์ ป้องศร ผู้จุดกระแส “หนังไทบ้าน” และ นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ผู้พิทักษ์สัตว์ป่า

สนใจรายละเอียดเข้าร่วมฟังเสวนาในครั้งต่อไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์  http://www.nia.or.th ,https://facebook.com/NIA100FACES/หรือ http://facebook.com/niathailand

NIA ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมประกวดภาพถ่ายย่านนวัตกรรมโยธี

NIA ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมประกวดภาพถ่ายนวัตกรรม “Innovation Thailand Photo Contest 2018” ในธีม One Shot Knock Out : Innovation District เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวด้านนวัตกรรมขึ้น โดยอาศัยการถ่ายภาพเป็นเครื่องมือในการเปิดมุมมองความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมที่มีอยู่ในย่านนวัตกรรมดังกล่าว

สำหรับกิจกรรมนี้จัดนำร่องใน 7 ย่าน ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธี ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ ย่านนวัตกรรมปทุมวัน ย่านนวัตกรรมพัทยา ย่านนวัตกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ย่านนวัตกรรมในจังหวัดภูเก็ต และย่านนวัตกรรมในจังหวัดขอนแก่น โดยมีเป้าหมายกระตุ้นให้ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคธุรกิจ รวมถึงประชาชนทั่วไปได้ตระหนักรู้ถึงประโยชน์จากการยกระดับแต่ละพื้นที่ให้เป็นย่านนวัตกรรม และเป็นส่วนหนึ่งในการนำปัญหาหรือสิ่งรอบตัวมาพัฒนารูปแบบธุรกิจและโซลูชั่นใหม่ๆ ที่จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม นอกจากนี้ยัง ยังเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์บรรยากาศด้านนวัตกรรมใหม่ๆให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะต่อเนื่องถึงการช่วยให้ แต่ละพื้นที่มีความน่าอยู่อาศัยมากขึ้น ชิงเงินรางวัลทั้ง 7 ย่านนวัตกรรม ทั้งสิ้น 280,000 บาท

รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 15,000 บาท และ Voucher มูลค่า 10,000 บาท สนับสนุนโดย Shriro Marketing (Thailand) Ltd.

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 เงินรางวัล 10,000 บาท

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 เงินรางวัล 5,000 บาท

รางวัลชมเชย 5 รางวัล เงินรางวัลละ 2,000 บาท

การประกวดภาพถ่ายนวัตกรรม ครั้งที่2 นี้ เป็นการประกวดภาพถ่ายย่านนวัตกรรมโยธี จัดขึ้น ณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ โดย ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน และ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ให้เกียรติมาเป็นกำลังใจกับผู้เข้าประกวด เมื่อวันเสาร์ที่7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

สำหรับการประกวดในครั้งนี้คือ ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี (Yothi Medical Innovation District) ภาพถ่ายเข้าประกวดจึงเน้นความเป็นศูนย์กลางการบริการนวัตกรรมทางการแพทย์ การวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ และการบริการสาธารณสุขของประเทศ จากการมีการกระจุกตัวของโรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ กระทรวงและหน่วยงานสำคัญต่างๆ ของรัฐ อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งในการเชื่อมต่อการเดินทางรูปแบบต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร

ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากช่างภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 90 คน

สำหรับผลการประกวดมีดังนี้

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นาย วชิรวิทย์ เอี่ยมฤกษ์ชัย

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ นาย สุกฤษฏิ์ หิรัญสารพงศ์

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ นาย จิตริน วิโรจสายลี

รางวัลชมเชย ได้แก่ นาย ชวาล ศิรินนาทร,นาย สรยุทธ รุ่งเรือง,น.ส.รณิดา ประขวัญครบุรี,นาย สมชาย อิ่มชู,น.ส.สิรินันท์ ด่านค้ามาก

ทาง NIA ขอแสดงความยินดีกับทุกท่าน ผู้ที่สนใจรายละเอียดที่จะเข้าร่วมการประกวดในครั้งต่อไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ http://www.nia.or.th ,http://www.rpst.or.th หรือ http://facebook.com/niathailand

พิธีเปิดนิทรรศการ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม” (100 Faces of Thailand’s Innovation Inspirers) ณ สนช.

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ด้านระบบนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม” (100 Faces of Thailand’s Innovation Inspirers)

ซึ่งรวบรวมบุคคลต้นแบบมาร่วมแชร์มุมมอง ประสบการณ์ และจุดเปลี่ยนในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทย ให้กล้าที่จะก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ พร้อมกิจกรรมเสวนาบุคคลต้นแบบ โดย คุณณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ น้องธันย์ ชีวิตบันดาลใจและคุณชัยสิทธิ์ จุนเจือ ช่างภาพระดับโลกสัญชาติไทย

ณ ชั้น 1 อาคารอุทยานนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

NIA ร่วมกับ บิสเนส ฟรานซ์

NIA ร่วมกับ บิสเนส ฟรานซ์  2 ก.ค 61

NIA ร่วมกับ บิสเนส ฟรานซ์ (ฝ่ายการค้าและพาณิชย์) สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย จัดงาน THAI-FRENCH SMART CITY FORUM เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ระหว่างสองประเทศ รวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศ (eco-system) เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาย่านนวัตกรรม

การจัดงาน THAI-FRENCH SMART CITY FORUM ในครั้งนี้ เป็นการรวมตัวของผู้แทนหน่วยงานด้านเมืองอัจฉริยะประเทศไทย ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ วิศวกร ผู้ประกอบการ นักวิชาการ ที่ปรึกษา รวมถึงหน่วยงานภาครัฐด้านการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและเมืองอัจฉริยะ เช่น NIA สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยภายในงานเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากประเทศไทยได้พบปะกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านเมืองอัจฉริยะจากประเทศฝรั่งเศส ได้แก่ ACOEM, ARTELIA, BOUYGUES-THAI, DASSAULT SYSTEMS, DEXTRA, EDF INTERNATIONAL NETWORKS, EGIS, ENGIE, MICHELIN, PLATT NERA-SIGFOX, SCHNEIDER ELECTRIC, SAINT-GOBAIN, SUEZ และ VEOLIA จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้แทนจากประเทศไทยและประเทศฝรั่งเศสในการหารือทางเทคนิคเกี่ยวกับโครงการเมืองอัจฉริยะและย่านนวัตกรรมที่กำลังดำเนินการพัฒนาอยู่ในประเทศไทย

นอกจากนี้ จะมีการบรรยายพิเศษจากกลุ่มบริษัทเอกชน Frasers – TCC และ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เพื่อนำเสนอโครงการ One Bangkok และโครงการเมืองแห่งใหม่ในเขตอุตสาหกรรมของจังหวัดชลบุรี ตามลำดับ และผู้แทนจากบริษัทเทคโนโลยีประเทศฝรั่งเศส ได้แก่ Dassault Systèmes, Engie, Saint-Gobain และ Schneider Electric นำเสนอโซลูชั่นเมืองอัจฉริยะและตัวอย่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ในการยกระดับนวัตกรรมเชิงพื้นที่ ที่ NIA ดำเนินการอยู่นั้น มุ่งเน้นให้เกิดการยกระดับศักยภาพทางนวัตกรรมในระดับพื้นที่ เพื่อพัฒนาให้เกิดพื้นที่นวัตกรรมทั้งระดับภูมิภาค เมือง และย่าน โดยจะพัฒนาใน 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้าพื้นฐานที่เอื้อต่อการังสรรค์ระบบนิเวศนวัตกรรม การบริหารทรัพยากรเพื่อให้เกิดพื้นที่นวัตกรรม และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งในปัจจุบัน NIA ได้วางเป้าหมายในการพัฒนา “ย่านนวัตกรรม” ทั้งกรุงเทพฯ และภูมิภาครวม 15 ย่าน แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 8 ย่าน ได้แก่ โยธี คลองสาน ปทุมวัน กล้วยน้ำไท ลาดกระบัง ปุณวิถี บางซื่อ และรัตนโกสินทร์ ส่วนในภูมิภาค 7 ย่าน ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น บางแสน ศรีราชา พัทยา อู่ตะเภา-บ้านฉาง ภูเก็ต โดยมีเป้าหมายหลักในการเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของย่าน และการแพร่กระจายนวัตกรรม (Diffusion) ดึงดูดทุนมนุษย์ทางนวัตกรรมทั้งที่เป็นสตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี และนวัตกร ให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สินค้า บริการรูปแบบใหม่ที่มีศักยภาพสูง รวมทั้งการสร้างงานแห่งอนาคต ซึ่งในแต่ละย่านจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน

ประกวดภาพถ่ายย่านนวัตกรรม

ประกวดภาพถ่ายย่านนวัตกรรม 1 ก.ค 61

ผลงานผู้ชนะโครงการประกวดภาพถ่ายย่านนวัตกรรม “Innovation Thailand Photo Contest 2018” ในธีม One Shot Knock Out : Innovation District แมตช์แรกที่ภูเก็ต

ส่วนอีกย่านนำร่องที่เหลือที่เตรียมจัดประกวด ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธี ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ ย่านนวัตกรรมปทุมวัน ย่านนวัตกรรมพัทยา ย่านนวัตกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ และย่านนวัตกรรมในจังหวัดขอนแก่น

สนใจรายละเอียดที่จะเข้าร่วมการประกวดในครั้งต่อไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th , www.rpst.or.th หรือ facebook.com/niathailand

ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม

ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม  29 มิ.ย 61

NIA จัดพิธีเปิดนิทรรศการ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม” (100 Faces of Thailand’s Innovation Inspirers) โดยได้รับเกียรติจาก นายสนิท ศรีวิหค รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสาคร ชนะไพฑูรย์ ที่ปรึกษา สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ให้การต้อนรับ โดยนิทรรศการดังกล่าวได้รวบรวมแนวคิด ผลงาน ความสำเร็จของผู้นำการเปลี่ยนแปลงจากหลากหลายอาชีพในประเทศไทย เพื่อปลุกกระแสให้คนไทยเกิดความตื่นตัว กล้าที่จะคิดนอกกรอบ ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเป็นแรงผลักดันประเทศก้าวสู่ยุค“ไทยแลนด์ 4.0”

ตั้งแต่วันนี้ ถึง 2 กรกฎาคม ศกนี้  ณ ลานโปรโมชั่น แกรนด์ ฮอลล์ ชั้น 1 เซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต

 

STEAM4INNOVATOR โครงการประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 18

STEAM4INNOVATOR โครงการประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 18 (TIA2018)

ผ่านไปอย่างเข้มข้นกับกิจกรรมค่ายนวัตกรรุ่นเยาว์ TIA2018

การอบรมเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ ผ่านโปรแกรม STEAM4INNOVATOR

กระบวนการพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้ประกอบการให้กับเยาวชน

ได้รับการตอบรับอย่างดีจากน้องๆ เยาวชนในค่ายว่ากิจกรรมสนุกสนาน ได้รับความรู้ มุมมองชีวิตเปลี่ยน

จากที่ก้าวเข้ามาวันแรกด้วยพลังอันเต็มเปี่ยมในการสร้างสรรค์นวัตกรรม แต่ขาดมุมมองในส่วนของธุรกิจ

การมาค่ายนี้ทำให้น้องๆ เข้าใจมากขึ้นว่านวัตกรรมคืออะไรและต้องพัฒนาเรื่องอะไรอีกเพื่อให้งานของตัวเองเป็นนวัตกรรมได้จริงๆ

น้องๆ ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่

ทั้งเข้มข้นกับการเรียน

เข้มข้นกับการให้คำแนะนำจากพี่ๆ NIA ที่ให้คำแนะนำ

จนวินาทีสุดท้ายก่อนที่น้องๆ จะนำเสนอต่อกรรมการ

ความรู้และประสบการณ์จากค่ายจะช่วยให้น้องๆพัฒนาผลงานออกมาได้อย่างดีแน่นอน

เส้นทางการก้าวสู่การเป็นนวัตกรยังไม่จบเพียงหลังค่าย 4 วันนี้

น้องๆ ยังต้องพบกับประสบการณ์ท้าทายและกิจกรรมต่างๆเพื่อพัฒนาศักยภาพให้เก่งขึ้นไปอีก

สามารถติดตามเส้นทางประสบการณ์ของน้องๆ ค่ายนวัตกรรุ่นเยาว์

จากเยาวชนช่างคิด สู่การติดอาวุธเตรียมความพร้อมเป็นนักธุรกิจนวัตกรรมได้ทาง

Home

https://web.facebook.com/ThailandInnovationAwards/

 

NIA นำผู้ประกอบการไทยคว้ารางวัล International Grand Prix INTARG 2018 ณ สาธารณรัฐโปแลนด์

NIA นำคณะผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมกิจกรรม “การประกวดผลงานนวัตกรรมและการจับคู่ธุรกิจ International Invention and Innovation Show INTARG 2018” ขึ้น ณ เมืองคาโตวิค สาธารณรัฐโปแลนด์ วันที่ 20-21 มิถุนายน 2561

งานในครั้งนี้ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA ได้รับเกียรติให้เป็น International Vice President of Jury ในการตัดสินรางวัลระดับนานาชาติดังกล่าว ซึ่งงานนี้ผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยคว้ารางวัลต่างๆ มาครองกันยกทีม รวมถึงรางวัลสุดยอดผลงาน Grand Prix INTARG 2018 ซึ่งได้แก่ โครงการนวัตกรรม Sookjai จากบริษัท อาตาปี จำกัด

สำหรับรางวัลอื่นๆ จะมีผู้ประกอบการรายใดได้รางวัลอะไรบ้าง สามารถติดตามได้เลยค่ะ

รางวัล International Grand Prix INTARG 2018 และ Platinum Award
บริษัท อาตาปี จำกัด

รางวัล Gold Medal Award
บริษัท อินโนวา นาโนเทค(ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท อินโนฟาร์ม จำกัด
บริษัท ยู้ฟิชบอล จำกัด
บริษัท แฮชแท็ค อินโนเวชั่น จำกัด

รางวัล Silver Medal Award
บริษัท เบอรรี่เทค จำกัด
บริษัท ไพฑูรย์สะพลี จำกัด
บริษัท เอซีไอ ซอฟต์แวร์ จำกัด
บริษัท เทคฟาร์ม จำกัด
บริษัท คิวคิว(ประเทศไทย) จำกัด

การจัดกิจกรรมดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อสร้างการยอมรับให้แก่ผลงานนวัตกรรมของไทยในระดับสากล รวมทั้งเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมของไทยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการสนับสนุนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ต่อไป

NIA– จุฬาฯ หนุนนโยบายจัดตั้งนิคมฯ ไบโอรีไฟเนอรี่

18 มิถุนายน 2561 – สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร (Agro Business Creative Center: ABC Center) ร่วมกับวิทยาลัยปิโตรเลียม และปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศความร่วมมือการพัฒนาอุตสาหกรรมไบโอรีไฟเนอรี่ สู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานด้านการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศจากการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง

ดร. สุภาพ อัจฉริยศรีพงศ์ กรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า “NIA ได้มุ่งพัฒนานวัตกรรมในภาคเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งสร้างและยกระดับความสามารถด้านนวัตกรรมของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรที่สร้างสรรค์และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดระบบนิเวศของการสร้างธุรกิจนวัตกรรมเกษตร โดย “ธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่” ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรที่มีโอกาสเติบโตและหลายภาคส่วนให้ความสนใจ โดยเป็นการแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตรหรือของเหลือทิ้งจากการเกษตรด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพโดยใช้ จุลินทรีย์ แบคทีเรีย ยีสต์ เอ็นไซม์ หรืออื่นๆ ให้ทำหน้าที่เสมือนโรงงาน (cell factory) ให้ได้เป็นผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น เชื้อเพลิงและพลังงาน ชีวเคมีภัณฑ์ อาหารสัตว์แห่งอนาคต อาหารแห่งอนาคต และชีวเภสัชภัณฑ์”

“ดังนั้น NIA โดย ABC Center จึงได้ร่วมกับวิทยาลัยปิโตรเลียม และปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาความเป็นเป็นไปได้ในการสร้างธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ในอนาคตของประเทศไทย ในพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิด ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ซึ่งหากประเทศไทยสามารถผลักดันและสนับสนุนให้เกิดการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมในรูปแบบของ Biorefinery Industry Complex ในลักษณะคลัสเตอร์อุตสาหกรรม พร้อมทั้งประกาศมาตรการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากภาครัฐ ตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศของการสร้างธุรกิจนวัตกรรมเกษตรสาขาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่อย่างจริงจังได้ จะเกิดผลดีทั้งในการช่วยกระตุ้นการลงทุนขนาดใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปชีวมวล พร้อมขับเคลื่อนให้ไทยเป็นผู้นำของธุรกิจดังกล่าวได้ในภูมิภาค และยังจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรของประเทศได้อีกไม่ต่ำกว่า 10 เท่า โดยเฉพาะมันสำปะหลัง และอ้อย ที่ไทยส่งออกเป็นอันดับที่ 1 และ 2 ของโลก”

ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม NIA กล่าวว่า “การจัดตั้งศูนย์ ABC Center มีเป้าหมายในการปรับเปลี่ยน “เกษตรแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรอุตสาหกรรม” และก้าวไปสู่ “เกษตรบริการหรือธุรกิจเกษตร” ที่มีการใช้นวัตกรรมเป็นหลักในการขับเคลื่อน โดยมุ่งสร้างรูปแบบธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรใน 7 สาขา ได้แก่ 1) ธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ 2) ธุรกิจเกษตรดิจิทัล 3) ธุรกิจเครื่องจักรกลเกษตร หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 4) ธุรกิจการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการขนส่ง 5) ธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ 6) ธุรกิจการบริการทางธุรกิจเกษตร และ 7) ธุรกิจรูปแบบการจัดการฟาร์มแบบใหม่ อย่างไรก็ตาม ในปี 2561 นี้ NIA ยังได้ตั้งเป้าหมายที่จะใช้ ABC center ในการพลิกโฉมด้านการเกษตร (Agriculture Transformation) ของประเทศไทย รวมถึงเพื่อให้ตอบโจทย์กับธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ 5 ด้าน ได้แก่

  • ด้านเทคโนโลยี – เปลี่ยนจากเกษตรที่ใช้แรงงาน พึ่งพาฤดูกาล ไม่สามารถคาดการณ์ผลผลิตได้ เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อควบคุม ตรวจสอบคุณภาพ ปรับปรุงระบบเกษตรให้แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ด้านเศรษฐกิจ – เปลี่ยนจากเกษตรที่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางในการผลิตและการขาย เป็นเกษตรที่เกิดรายได้ในตัวเอง
  • ด้านการวางตำแหน่ง – เปลี่ยนจากการเป็นผู้ตามทางการเกษตร ให้เป็นผู้นำทางการเกษตร โดยอาศัยความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผนวกกับความหลากหลายในด้านการเกษตร
  • ด้านสิ่งแวดล้อม – เปลี่ยนจากการใช้ทรัพยากรที่หลากหลายอย่างฟุ่มเฟือยและไม่คุ้มค่า ให้มีการสร้างรูปแบบธุรกิจการเกษตรสมัยใหม่ที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าขึ้น เช่น การเพาะปลูกในระบบปิดที่ประหยัดน้ำมากกว่าร้อยละ 90
  • ด้านการตลาด – เปลี่ยนจากตลาดการเกษตรแบบเฉพาะกลุ่ม (ทุนขนาดใหญ่) มาสู่ตลาดที่กระจายแบบเท่าเทียมกัน”

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพื้นฐานด้านเกษตรกรรม จึงจำเป็นต้องยกระดับการเกษตรสู่เกษตรสมัยใหม่ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนพัฒนาอุตสาหกรรม วิจัย และนวัตกรรม อันจะนำไปสู่การยกระดับการเกษตร และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ซึ่งเป็นผู้นำทางด้านวิชาการ ความรู้ทางนวัตกรรม และมีประสบการณ์โดยเน้นหนักทางด้านเทคโนโลยีปิโตรเลียม เทคโนโลยีปิโตรเคมี และพอลิเมอร์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว และตระหนักถึงการลดลงของพลังงานฟอสซิลซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของโลกที่มากขึ้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่วิทยาลัยฯ จะมีบูรณาการองค์ความรู้ต่างๆ ที่ผ่านมาเพื่อเปลี่ยนภาพจากโรงกลั่นน้ำมันไปสู่ไบโอรีไฟเนอรี่รวมถึงการการศึกษาแนวโน้ม ทิศทาง และความเป็นไปได้ในการพัฒนาเพื่อการบ่งชี้แนวโน้มและทิศทางการพัฒนาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ในอนาคตของประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องไปสู่เศรษฐกิจฐานชีวภาพอย่างยั่งยืน”

ศาสตราจารย์ ดร. สุวบุญ จิรชาญชัย คณบดีวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “เศรษฐกิจฐานชีวภาพจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งหัวใจหลักคือ กระบวนการการแปรรูปทรัพยากรหมุนเวียนชีวภาพและชีวมวลให้กลายเป็นสารผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายคล้ายกับระบบโรงกลั่นปิโตรเคมี โดยการสกัดเอาองค์ประกอบเคมีทุกชนิดในชีวมวลมาใช้ประโยชน์อย่างครบถ้วนหรือเรียกว่า “ไบโอรีไฟเนอรี่ (biorefinery)” ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้จากไบโอรีไฟเนอรี่ สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1) ชีวเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพ 2) พลังงานชีวภาพ และ 3) ผลิตภัณฑ์พลอยได้สำหรับอาหาร/อาหารสัตว์”

“ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางด้านวัตถุดิบและความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้น เมื่อนำความรู้ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการผลิต จะสามารถสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพที่มากกว่ากว่ามูลค่าจากการส่งออกสินค้าการเกษตรเกือบ 2 เท่า ทั้งนี้ ในการผลักดันธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่จำเป็นต้องมีการลดข้อจำกัดทางด้านกฎหมายและพรบ. การเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษาและอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมรวมถึงการขยายผล การส่งเสริมด้านการตลาดโดยเฉพาะในตลาดโลก เช่น ส่งเสริมให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพในผลิตภัณฑ์ใช้แล้วทิ้ง การกำหนดมาตรฐานพร้อมทั้งรับรองและตรวจสอบผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และการปลูกจิตสำนึกให้ตระหนักถึงความสำคัญของผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพ ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ คือ การบูรณาการและการร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยวิทยาลัยฯ และ NIA จะร่วมกันศึกษาเพื่อกำหนดทิศทาง แนวโน้มในอนาคต และนโยบายการสนับสนุนที่สำคัญของการพัฒนาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ของประเทศไทย พร้อมระบุปัญหาและความท้าทายของพัฒนาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ รวมไปถึงทิศทางการพัฒนาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ให้ตรงกับบริบทของประเทศไทย เพื่อนำไปใช้เป็นแผนที่นำทางในการพัฒนาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ของประเทศต่อไป”

NIA นำโดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ร่วมจัดนิทรรศการ CEBIT 2018 ระหว่างวันที่ 11- 15 มิถุนายน 2561 ณ เมืองฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ นำโดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม ได้รับเชิญเข้าร่วมจัดนิทรรศการในงาน CEBIT 2018 ระหว่างวันที่ 11- 15 มิถุนายน 2561 ณ เมืองฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี เพื่อเผยแพร่บทบาทและสร้างความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมและสตาร์ทอัพของประเทศไทยร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ของเยอรมัน และให้เกียรติร่วมในพิธีเปิด Thailand Pavilion ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน

Thailand Pavilion จัดขึ้นเพื่อแสดงความพร้อมของประเทศที่มีศักยภาพทั้งด้านนวัตกรรม ด้านดิจิทัล และด้านการลงทุนร่วมกับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงสร้างให้เกิดภาพลักษณ์ประเทศที่ดีที่มีความพร้อมในการสร้างความร่วมมือกับนักลงทุน ผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ หน่วยงานภาครัฐในระดับสากล โดย ดร.ธีรวัฒน์ ภูมิจิตร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดคูหาร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งนับเป็นการเข้าร่วมครั้งแรกในงาน CEBIT 2018 และเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่เข้าร่วมงานนี้

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ นำโดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ร่วมงานแถลงข่าว CEBIT ASEAN Thailand 2018

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ นำโดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านระบบนวัตกรรม เข้าร่วมงานแถลงข่าว “CEBIT ASEAN Thailand 2018 : ASEAN’s Business Platform & Festival for Innovation & Digitalization” ที่จัดขึ้นภายในงาน CEBIT 2018 ณ เมืองฮันโนเวอร์ เยอรมนี ซึ่งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ร่วมหนึ่งในเป็นผู้สนับสนุนการจัดงานนี้

งาน CEBIT ASEAN Thailand 2018 จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยโดย อิมแพค ร่วมกับดอชเช่อ เมสเซ่ เอจี (Deutsche Messe AG) ผู้นำด้านการจัดงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศอันดับหนึ่งของโลก ระหว่างวันที่ 18-20 ตุลาคม 2561 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยรูปแบบของงาน CEBIT ASEAN Thailand ออกแบบในลักษณะเดียวกับงาน CEBIT ที่ประเทศเยอรมนีประกอบไปด้วย 4 เวทีหลัก ได้แก่ d!conomy d!tec d!tal d!campus ซึ่งเป็นการผสมผสานงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจ เข้ากับงานสัมมนา พร้อมความสนุกสนานในโซนเฟสติวัล โดยภายในงานจะรวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัลที่น่าสนใจไว้ในงานเดียว เช่น การสื่อสารและเครือข่าย ดิจิทัลโซลูชั่นและการให้คำปรึกษาทางดิจิทัล (Digital Solution and Digital Consultant) โซลูชั่นทางการตลาดและการขาย (Marketing and Sales Solutions) เทเลแมติกส์ (Telematics) และเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่ออุปกรณ์กับเครื่องมือต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน (M2M หรือ IoT) ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) เซิร์ฟเวอร์และที่จัดเก็บข้อมูลการเก็บข้อมูลการขายและข้อมูลการจ่ายเงิน (POS) และระบบแบงค์กิ้งโซลูชั่น(Banking Solution) ข้อมูลขนาดใหญ่ เทคโนโลยีสำหรับการรวบรวมข้อมูล จัดเก็บ วิเคราะห์ และการเข้าถึงข้อมูล (Business Intelligence and Data Analytics) การวิจัยและนวัตกรรม สำนักงานอัจฉริยะ (Digital Office)และอื่นๆ อีกมากมาย โดย CEBIT ASEAN Thailand จะสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมสารสนเทศและดิจิทัลในปัจจุบัน และเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้เป็นอย่างดี

ดร.กริชผกาฯ ได้ให้เกียรติกล่าวถึงมุมมองภาพรวมนวัตกรรมและสตาร์ทอัพของประเทศไทย กลไกที่เอื้อให้ชาวต่างชาติสามารถให้เข้ามาสนับสนุนสตาร์ทอัพไทย รวมถึงความสำคัญของนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data Driven Innovation: DDI) ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยภายในงาน CEBIT ASEAN Thailand 2018 สนช. จะจัดโซนนวัตกรรมที่นำ Startup และผู้ประกอบการทางด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยมาร่วมงาน เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางด้านนวัตกรรมของประเทศอีกด้วย

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติและเมืองฟุกุโอกะบันทึกความร่วมมือการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup)

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน 61 ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และคุณ Soichiro Takashima นายกเทศมนตรีเมืองฟุกุโอกะได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือเรื่องการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของธุรกิจวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ระหว่างสนช. และเมืองฟุกุโอกะ

ซึ่งเป็นก้าวแรกสู่ความร่วมมือระดับเมืองในการสนับสนุนและส่งเสริม Startup และสร้าง Startup ecosystem เพื่อให้ Startup ของทั้ง 2 ประเทศสามารถขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสรรหาความร่วมมือกันทางด้านธุรกิจและการลงทุน

NIA เข้าร่วมกิจกรรม “หัวเว่ย เอเชีย-แปซิฟิก อินโนเวชั่น เดย์ (Huawei Asia-Pacific Innovation Day 2018)”

NIA เข้าร่วมกิจกรรม “หัวเว่ย เอเชีย-แปซิฟิก อินโนเวชั่น เดย์ (Huawei Asia-Pacific Innovation Day 2018)” ครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด “สร้างสรรค์นวัตกรรมนำเอเชียแปซิฟิกก้าวสู่ยุคดิจิทัล เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและ Open Ecosystem ในระดับเอเชียแปซิฟิก โดยระดมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลจากหลากหลายภาคส่วนทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งผู้แทนจากภาครัฐของประเทศต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในอุตสาหกรรม นักวิชาการ ตัวแทนจากวงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ผู้ให้บริการเครือข่าย หน่วยงานเอกชน และผู้บริโภค

ในงานนี้ NIA ร่วมกับ สวทช. และบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อประสานความร่วมมือในการผลักดันประเทศไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมดิจิทัล และช่วยนำนวัตกรรมที่คิดค้นโดยคนไทยหรือในประเทศไทยไปสู่เวทีโลก โดยกรอบความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นภายใต้ข้อตกลงนี้จะครอบคลุมประเด็นต่างๆ ดังนี้
• การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระดับสูงที่มีความซับซ้อน (Deep Technology)
• สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและครบวงจร เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศไทย
• ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน พัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถผ่านหัวเว่ย โอเพ่นแล็บ (OpenLab) และศูนย์นวัตกรรมและการเรียนรู้ CSIC (Customer Solution Innovation & Integration Experience Center)
• ช่วยให้การสื่อสารระหว่างนักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ นวัตกร และนักวิจัยอื่นๆ เป็นไปโดยสะดวกยิ่งขึ้น
• ช่วยปรับเปลี่ยนการวิจัยให้เป็นทฎษฎีทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ใหม่ๆ

NIA โดยดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผสนช. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการประชุม AVPN Conference 2018 at Suntec Singapore (4-7 มิถุนายน)

NIA โดยดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผสนช. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการประชุม AVPN Conference 2018 at Suntec Singapore (4-7 มิถุนายน)

NIA โดยดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผสนช. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการประชุม AVPN Conference 2018 at Suntec Singapore (4-7 มิถุนายน) จัดโดย Asia Venture Philanthropy Network (AVPN) ซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายนักลงทุนและผู้ให้ทุนที่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาและตอบโจทย์สังคมและสิ่งแวดล้อม

การจัดงานครั้งนี้นับเป็นปีที่ 6 ณ ประเทศสิงคโปร์ มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน จาก 46 ประเทศ โดยได้รับเกียรติจาก Miss Grace Fu รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ชุมชน และเยาวชน (Minister for Culture, Community and Youth) กล่าวเปิดงาน โดยสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน (individual) ในฐานะประชาชน (citizen) และมีกลไกสำคัญอย่าง Parnership & Collaboration เป็นตัวขับเคลื่อน และด้วยแนวคิด “Maximising Impact”

นการประชุมปี 2018 นี้จะสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการวางยุทธศาสตร์ การทำงานร่วมกันและการมุ่งเน้นผลลัพธ์ในการลงทุนทางสังคม เพื่อแสดงให้เห็นถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้นในด้านผลกระทบและการลงทุนที่จะสนับสนุนให้เกิดการลงทุนทั้งในด้านการเงิน ทรัพยากรมนุษย์ และทุนทรัพยทางปัญญาไปยังภาคสังคมอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ยังมี การเสวนาในหัวข้อ Sustainable Finance & Impact Investment และ หัวข้อที่น่าสนใจ เช่น Innovative Approaches in Creative Economies / Healthcare and Impact Investment / Unlocking the Potential for Global Philanthropy / Generation Impact / Social Innovation & Developments in Greater China เป็นต้น

 

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จัดแมชชิ่งนักศึกษากับภาคเอกชน ปั้นนวัตกรรุ่นเยาว์ พร้อมชูยุทธศาสตร์ “สตีม ฟอร์ อินโนเวเตอร์” บ่มเพาะเยาวชนสู่โลกยุคใหม่

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จัดแมชชิ่งนักศึกษากับภาคเอกชน ปั้นนวัตกรรุ่นเยาว์ พร้อมชูยุทธศาสตร์ “สตีม ฟอร์ อินโนเวเตอร์” บ่มเพาะเยาวชนสู่โลกยุคใหม่

NIA ร่วมกับองค์กร Career Visa Thailand จัดกิจกรรม “FOUNDER APPRENTICE” กิจกรรมจับคู่นิสิต นักศึกษา และผู้ที่จบการศึกษาใหม่ กับกลุ่มผู้ประกอบการด้านธุรกิจนวัตกรรม 22 แห่ง เพื่อให้ได้ทดลองทำงานจริง ตลอดจนได้ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะนวัตกรรมและสตาร์ทอัพอย่างเข้มข้น โดยโครงการดังกล่าวนี้ เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้ยุทธศาสตร์ “STEAM 4 INNOVATOR”

“STEAM 4 INNOVATOR” หรือ สตีม ฟอร์ อินโนเวเตอร์ เป็นการบ่มเพาะศักยภาพการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม และการนำนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ประกอบอาชีพของแต่ละบุคคลในอนาคต ด้วยการใช้พื้นฐานของ “STEAM” 5 องค์ความรู้ที่สำคัญจากวิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) ศิลปศาสตร์ (Arts) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) ซึ่งเป็นกระบวนการช่วยให้กลุ่มเยาวชนในทุกระดับเติบโตในสายอาชีพด้านนวัตกรรมได้อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น

สำหรับกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการนวัตกรรมให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ “FOUNDER APPRENTICE” นี้เป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มนิสิต – นักศึกษา และผู้ที่จบการศึกษาใหม่ ได้ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะนวัตกรรมร่วมกับสตาร์ทอัพ และกลุ่มผู้ประกอบการด้านธุรกิจนวัตกรรมกว่า 22 แห่ง ซึ่งมีนิสิต-นักศึกษาและผู้ที่จบการศึกษาใหม่สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรม 120 คน แต่สามารถผ่านด่านการสัมภาษณ์เพื่อจับคู่กับผู้ประกอบการจริงจำนวน 30 คน โดยเป็นการจับคู่ที่ทั้งสองฝ่ายได้มีโอกาสเลือกซื่งกันและกัน ถูกใจกันไปทั้งสองฝ่าย

สิ่งที่น้องๆ จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการนี้คือ 1) ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะนวัตกรรมและธุรกิจ 2) ฝึกงานแบบ Project-based Internship แก้โจทย์ทางธุรกิจ ในระยะเวลา 8 สัปดาห์ กับสถานประกอบการที่มีนวัตกรรม ทั้ง Startups, SMEs และ Social Enterprise 3) ประชุมกับผู้ก่อตั้งธุรกิจนวัตกรรม และแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เริ่มต้นธุรกิจ 4) พี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษาเป้าหมายอาชีพ และสุดท้าย 5) Networking โอกาสนำเสนอผลการฝึกงานและสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการนวัตกรรมรุ่นใหม่

เรียกว่านอกจากจะได้เรียนรู้งานจากเจ้าของหรือผู้ก่อตั้งธุรกิจนวัตกรรมตัวจริงเสียงจริงแล้ว ยังมีโอกาสได้ทดลองทำงานจริง ผ่านการรับโจทย์ทางธุรกิจที่ตรงกับแผนพัฒนาทักษะตามความถนัดหรือความสนใจ อาทิ การวางแผนทำตลาด การออกแบบแอปพลิเคขั่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของผู้บริโภค ฯลฯ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ยังจะได้เรียนรู้หลักสูตรและเนื้อหาต่างๆ เกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในโลกปัจจุบันที่หาไม่ได้จากห้องเรียนทั่วไป เช่น เทคนิคการเจรจาต่อรองธุรกิจ การทำแคมเปญการตลาดจากผลิตภัณฑ์จริง กระบวนการคิดเชิงออกแบบ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวนี้ จะเป็นหนึ่งในโซลูชั่นที่จะทำให้กลุ่มเยาวชนไทยมีความพร้อมด้านนวัตกรรม เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างกัน และยังทำให้มีความมั่นใจในการเลือกประกอบอาชีพในอนาคตได้มากขึ้น

ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เกียรติเป็นประธานมอบนโยบายให้กับ NIA

ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เกียรติเป็นประธานมอบนโยบายให้กับ NIA

ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เกียรติเป็นประธานมอบนโยบายให้กับ NIA ในการประชุมคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ (ชุดเดิมแชุดใหม่) โดยเน้นประเด็นหลักๆ ดังนี้

การจัดตั้งกระทรวงใหม่ภายใต้ชื่อ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม ซึ่งจะมี 3 บทบาทหลักคือ future setting, game changing และ innovative capacity building

บทบาทของ NIA ภายใต้กระทรวงใหม่นี้ จะเน้นในเรื่อง innovation และ startup โดย NIA ต้องทำ 4 ประเด็นนี้ให้ชัด 
(1) roadmap and strategy เพื่อนำพาให้ประเทศไปสู่การเป็นสังคมนวัตกรรมอย่างแท้จริง
(2) financial and non-financial architecture โดยทำงานร่วมกับ ก.คลัง, BOI, SET
(3) regulation 3 เรื่อง ได้แก่ Startup Act, Sandbox Act, Bayh-Dole Act โดยทำงานร่วมกับ สทวน. และ สวทช
(4) execution platform

และให้ผลักดัน medical innovation district ในย่านโยธีให้มีความชัดเจนเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ คณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ (ชุดเดิม) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า (1) ที่ผ่านมา NIA มีส่วนในการสร้าง culture และเพิ่ม awareness กับประเทศในเรื่อง innovation (2) หลายๆโครงการของประเทศที่กำลังดำเนินการอยู่ เช่น EEC (3) ปัจจุบันมีหน่วยงานและหลักสูตรต่างๆที่มีคำว่านวัตกรรมแทรกอยู่ในชื่อ ส่วนหนึ่งมาจากการผลักดันด้านนวัตกรรมของ NIA โดยการทำ Innovation platform policy ต้องมีหน่วยงานหลักดูเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อน และควรดูนวัตกรรมด้านบริการด้วย

ในช่วงท้าย ท่าน รมว.วท. ยังให้เกียรติมอบของที่ระลึกให้กับคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ (ชุดเดิม) อีกด้วย

สนช.ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพฯ ชวนประกวดโฟโต้คอนเทสต์ใต้คอนเซ็ป “ย่านนวัตกรรม” พร้อมเสวนาเผยเทรนด์ธุรกิจดาวรุ่ง 3 ย่านนวัตกรรม

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมประกวดภาพถ่ายนวัตกรรม “Innovation Thailand Photo Contest  2018” ในธีม One Shot Knock Out : Innovation District พร้อมเปิดนิทรรศการย่านนวัตกรรม และเผยโอกาสในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมบน 3 ย่านนวัตกรรม ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธี  ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ และย่านนวัตกรรม ปทุมวัน (ราชประสงค์) ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ อาทิ ธุรกิจนวัตกรรมด้านที่อยู่อาศัย ธุรกิจนวัตกรรมและบริการทางการแพทย์ครบวงจร การบริการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่าธุรกิจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าเฉลี่ยปีละกว่า 200,000 ล้านบาท (ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ  (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า “NIA ได้ริเริ่มและดำเนินการในยุทธศาสตร์ “การยกระดับนวัตกรรมเชิงพื้นที่” มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ NIA ได้ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมประกวดภาพถ่ายนวัตกรรม “Innovation Thailand Photo Contest  2018” ในธีม One Shot Knock Out : Innovation District เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวด้านนวัตกรรมขึ้น โดยอาศัยการถ่ายภาพเป็นเครื่องมือในการเปิดมุมมองความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมที่มีอยู่ในย่านนวัตกรมดังกล่าว ซึ่งจะนำร่องจัดกิจกรรมใน 7 ย่าน ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธี ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ ย่านนวัตกรรมปทุมวัน ย่านนวัตกรรมพัทยา  ย่านนวัตกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ย่านนวัตกรรมในจังหวัดภูเก็ต  และย่านนวัตกรรมในจังหวัดขอนแก่น โดยมีเป้าหมายกระตุ้นให้ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคธุรกิจ รวมถึงประชาชนทั่วไปได้ตระหนักรู้ถึงประโยชน์จากการยกระดับแต่ละพื้นที่ให้เป็นย่านนวัตกรรม และเป็นส่วนหนึ่งในการนำปัญหาหรือสิ่งรอบตัวมาพัฒนารูปแบบธุรกิจและโซลูชั่นใหม่ๆ ที่จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม นอกจากนี้ยัง ยังเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์บรรยากาศด้านนวัตกรรมใหม่ๆให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะต่อเนื่องถึงการช่วยให้ แต่ละพื้นที่มีความน่าอยู่อาศัยมากขึ้น”

 

ดร.พันธุ์อาจ กล่าวต่อว่า สำหรับความพร้อมและโอกาสของการเติบโตธุรกิจนวัตกรรมใน ย่านนวัตกรรมโยธี  ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ และย่านนวัตกรรมปทุมวัน (ราชประสงค์)  มีรายละเอียดดังนี้

  • ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ มีโอกาสที่จะเกิดธุรกิจนวัตกรรมประเภทธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ อาทิ การดีไซน์ การออกแบบ สื่อมัลติมีเดีย แฟชั่น เนื่องจากมีมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่เป็นสถาบันชั้นนำ และเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาทักษะด้านศิลปะ รวมถึงธุรกิจนวัตกรรมด้านที่อยู่อาศัย การบริการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ และการพัฒนา Co – Working Space เพื่อเป็นพื้นที่ในการทำกิจกรรม และการรวมตัวทางธุรกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่สำคัญ เช่น ปากคลองตลาด สำเพ็ง พาหุรัด ถนนราชดำเนิน ท่าช้าง ท่ามหาราช บางลำพู
  • ย่านนวัตกรรมโยธี เป็นศูนย์กลางที่สำคัญของธุรกิจนวัตกรรมและบริการทางการแพทย์ครบวงจร สตาร์ทอัพที่จะรองรับระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์จากหน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจเพื่อผู้สูงอายุ ธุรกิจนวัตกรรมด้านสุขภาพ โดยพื้นที่หลักที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจที่พร้อมจะรองรับกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมดังกล่าว คือ กลุ่มพื้นที่รวมหน่วยงานบริการด้านการแพทย์ สุขภาพ สาธารณสุข สถานที่ราชการในกำกับของรัฐ รัฐวิสาหกิจในเขตราชเทวี และพญาไท
  • ย่านนวัตกรรมปทุมวัน (ราชประสงค์) เป็นย่านที่มีความพร้อมและเป็นศูนย์รวมด้านธุรกิจที่หลากหลาย จึงเหมาะและเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาสตาร์ทอัพหรือธุรกิจนวัตกรรมด้านการเงิน บริการด้านการเดินทางและการขนส่งที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมทางการค้า ด้านที่พักอาศัยเพื่อรองรับการท่องเที่ยว ธุรกิจอุตสาหกรรมไมซ์ บริการเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างครบวงจร โดยมีปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุนทั้งสถาบันการศึกษา องค์กรธุรกิจชั้นนำ นักท่องเที่ยว นักลงทุน และยังสามารถปรับย่านดังกล่าวให้เป็นโมเดลสำหรับย่านอื่น เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาในระยะต่อไปได้

นายณภัชป์ รัตนศักดิ์ กรรมการบริหารสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “กิจกรรมสนับสนุนดังกล่าวเป็นแนวทางการพัฒนาวงการถ่ายภาพของประเทศไทยให้ก้าวหน้าในอีกระดับรูปแบบหนึ่ง โดยกลุ่มเป้าหมายในความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมตั้งแต่นักถ่ายภาพมืออาชีพและสมัครเล่น นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป สามารถส่งได้ทั้งภาพที่ถ่ายโดยกล้องดิจิตอลโดยตรง หรือกล้องบรรจุฟิล์ม หรือการบันทึกภาพด้วยเครื่องมือหรือวิธีการอื่น ทั้งนี้ ในการร่วมประกวดจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน – 1 กันยายน 2561 โดยกิจกรรมจะเริ่มที่ ย่านนวัตกรรมในจังหวัดภูเก็ต ย่านนวัตกรรมโยธี ย่านนวัตกรรมในจังหวัดขอนแก่น ย่านนวัตกรรมในเมืองพัทยา ย่านนวัตกรรมรัตนโกสินทร์ ย่านนวัตกรรมปทุมวัน และย่านนวัตกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ตามลำดับ รวมเงินรางวัลทั้ง 7 ย่านนวัตกรรม ทั้งสิ้น 280,000 บาท สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของสมาคมฯ www.rpst.or.th

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 02-0175555 เว็บไซต์ www.nia.or.th , www.rpst.or.th หรือ facebook.com/niathailand

สนช. เปิดตัวหนังสือ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม” พร้อมชมนิทรรศการสร้างแรงบันดาลใจด้านนวัตกรรมจาก 100 คนดัง

สนช. เปิดตัวหนังสือ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม”
พร้อมชมนิทรรศการสร้างแรงบันดาลใจด้านนวัตกรรมจาก 100 คนดัง

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดงานเปิดตัวหนังสือ 

“ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม (100 Faces of Thailand’s Innovation Inspirers)” พร้อมชมนิทรรศการเรื่องราว ผลงาน แนวคิด ความสำเร็จของสุดยอดผู้นำทางด้านนวัตกรรมในหลากหลายสาขาอาชีพ จำนวน 100 คน เพื่อเป็นแรงบันดาลใจกับคนไทยในปัจจุบันไม่หยุดคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมผ่านตัวอย่างจริง บุคคลจริง และความสำเร็จที่แท้จริง รวมถึงการเสวนาประสบการณ์ของตัวแทนบุคคลในหนังสือที่จะผลัดเปลี่ยนกันมาในช่วงเย็นของทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 24-28 มกราคม 2561 ณ ชั้น G เซ็นทรัล เอ็มบาสซี กรุงเทพฯ

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า “วท. ได้รับมอบหมายในการสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในประเทศไทยเพื่อขับเคลื่อนให้เกิด “ไทยแลนด์ 4.0” ขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยแนวทาง
ประชารัฐของรัฐบาลในการดำเนินงาน 3 เรื่อง ได้แก่ 1) การเตรียมคนไทยเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 2) การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
3) การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น วท. จึงมุ่งเน้น “วิทย์สร้างคน วิทย์แก้จน และวิทย์เพิ่มรายได้”
ทั้งนี้ โจทย์สำคัญจึงเป็นการเตรียมคนไทย โดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร และต้องใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมอะไรในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น คนไทยในศตวรรษที่ 21 จะต้องเป็นอย่างไร มีทักษะ
มีความรู้ หรือจะต้องประกอบอาชีพอะไร นี่คือคำถามที่เราทุกคนก็ไม่ทราบคำตอบที่แท้จริง ดังนั้น สิ่งที่เราสามารถทำกันได้
ในวันนี้ก็คือ การค้นหา “ต้นแบบ” ของผู้ที่ประสบความสำเร็จในสาขาอาชีพที่แต่ละคนทำอยู่ แล้วนำมาเป็น “แรงบันดาลใจ” เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดกำลังใจในการเข้ามาช่วยกันคิดพัฒนาโมเดลทางธุรกิจแบบช่วยเหลือเกื้อกูลกันในสังคม
ลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคมให้เติบโตไปด้วยกัน นอกจากนี้ การปลูกฝังการคิดบวกหรือมีทัศนคติที่ดี ความเป็นเหตุเป็นผล มีตรรกะแบบวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กทั้งจากการเลี้ยงดูในครอบครัว โรงเรียนและสังคมรอบด้าน จะช่วยสร้างลูกหลานของเรา
ให้เป็นคนไทยที่มีคุณภาพในศตวรรษที่ 21 ได้ต่อไป และสามารถขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “เมืองแห่งนักพัฒนา”
ที่สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 สู่การพัฒนาที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สนช. กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ค่าครองชีพสูง เศรษฐกิจชะลอตัว รูปแบบสินค้าไม่หลากหลาย การส่งออกสินค้าลดลง ในขณะที่สินค้าและบริการจากต่างประเทศกำลังหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับแนวคิดการค้าเสรี ดังนั้น หากคนไทยยังไม่ปรับตัว และลุกขึ้นมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ด้วยตนเอง ก็อาจจะไม่สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ “นวัตกรรม” จึงเป็นเสมือนเครื่องมือสำคัญที่จะนำประเทศให้ก้าวข้ามปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ซึ่งต้องอาศัยการใช้ความรู้ในหลากหลายสาขาอย่างบูรณาการในการสร้างสรรค์ “สิ่งใหม่” ที่สร้างให้เกิดคุณค่าที่ดีกว่าเดิม เพื่อประโยชน์ทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ และเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ที่ดียิ่งขึ้น ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นสินค้าที่มีเทคโนโลยี นวัตกรรมจึงถือเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศนวัตกรรม (Innovation Thailand) และพร้อมก้าวสู่ประเทศไทย 4.0”

“สำหรับโครงการหนังสือ “ร้อยคนไทยหัวใจนวัตกรรม” จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศ โดยเป็นการรวบรวมแนวคิด ผลงานความสำเร็จของบุคคลผู้สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในประเทศไทยจากหลากหลายสาขาอาชีพ จำนวน 100 ท่าน เพื่อนำเสนอต้นแบบผู้สร้างแรงบันดาลใจที่เป็นผู้ริเริ่มและสามารถสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสาขาอาชีพต่างๆ
ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดการสร้าง “คนไทย 4.0” ที่กล้าคิดนอกกรอบ มีแรงบันดาลใจที่จะสร้างสรรค์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดี หรือพัฒนาสิ่งใหม่ขึ้นในสาขาอาชีพต่างๆ และเป็นการสนับสนุนให้ประเทศสามารถก้าวสู่ “ประเทศไทย 4.0” ตามนโยบายรัฐบาลได้ต่อไป นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการเรื่องราวของบุคคลทั้ง 100 ท่านและซุ้มถ่ายภาพด้วยเทคโนโลยี
โฮโลแกรม ซึ่งผู้เข้าชมจะสามารถถ่ายภาพโฮโลแกรมของบุคคลทั้ง 100 ท่าน หรือจะถ่ายกับโฮโลแกรมของตัวเองก็ได้ รวมถึงการเสวนาเรื่อง “การสร้างการเปลี่ยนแปลง” ของตัวแทนบุคคลในหนังสือที่จะผลัดเปลี่ยนกันมาบอกเล่าประสบการณ์ในช่วงเย็นของทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 24-28 มกราคม 2561 ทั้งนี้  สนช. หวังว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะถ่ายทอดชีวิตและการเดินทางของความคิดสร้างสรรค์ของ “นวัตกรไทย” จากหลากหลายสาขาอาชีพและประสบการณ์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับ “คนไทย” ได้ซึมซับเอาพลังสร้างสรรค์จากบุคคลเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้ลุกขึ้นคิดค้นนวัตกรรมรูปแบบของตัวเอง” ดร. พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติม

สนช. ดึงเอกชนญี่ปุ่น หนุนอุตสาหกรรมการผลิตไทย หวังพัฒนาศักยภาพเอกชนรองรับไทยแลนด์ 4.0

สนช. ดึงเอกชนญี่ปุ่น หนุนอุตสาหกรรมการผลิตไทย หวังพัฒนาศักยภาพเอกชนรองรับไทยแลนด์ 4.0

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สนช. ลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัท เด็นโซ่ อินเตอร์เนชั่นแนล เอเชีย จำกัด (DIAT) โดยนายมะซะโอะ ซึเอะมัทซึ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการและ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ DIAT เรื่อง “ความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไทย” เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในด้านอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศไทยที่มีอยู่กว่า 140,000 แห่ง ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ สนช. จะเป็นผู้ประสานงานให้กับบริษัท เด็นโซ่ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) และบริษัทในเครือ เพื่อให้เกิดความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และ สถาบันการศึกษาในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมภาคผลิตผ่านองค์ความรู้และประสบการณ์จากบริษัท เด็นโซ่ คอร์ปเปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) ซึ่งสอดคล้องกับหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของ สนช. จึงนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการเปิดโอกาสความร่วมมือระหว่าง สนช. และบริษัท เด็นโซ่ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) และยังสามารถขยายผลไปยังอุตสาหกรรมด้านอื่นต่อไปอย่างต่อเนื่องในอนาคต เช่น เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ และเทคโนโลยีเกี่ยวกับด้านโลจิสติกส์

  

ข้อมูลเพิ่มเติม: สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. โทรศัพท์ 02 - 017 5555 ต่อ 604 (อาศยา)

สนช.เปิดมุมมองด้านนวัตกรรมรอบด้านแบบ 360 องศา ใน “งาน i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017” วันที่ 5-8 ตุลาคม ไบเทคบางนา

สนช.เปิดมุมมองด้านนวัตกรรมรอบด้านแบบ 360 องศา  ใน “งาน  i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017” วันที่ 5-8 ตุลาคม  ไบเทคบางนา

        สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ขานรับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ขับเคลื่อนประเทศด้วยและนวัตกรรม จัดงาน  i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017  ภายใต้แนวคิด  “i-NNOVATION 360”  งานนวัตกรรมครั้งแรกของประเทศ ที่ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับประสบการณ์และมุมมองนวัตกรรมรอบด้านแบบ 360 องศา  พบกับ 9 รางวัลสุดยอดนวัตกรรมของประเทศ เทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 9 พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย 60 องค์กรผู้ให้บริการปรึกษาเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างครบวงจร และกว่า 120 วิทยากรในเวทีต่างๆ ตลอดทั้งงาน ที่จะมาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์การสร้างสรรค์นวัตกรรมจากทั้งในประเทศและต่างเทศ โดยงานดังกล่าวจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 ตุลาคม 2560 ณ ภิรัชฮอลล์ ไบเทค  ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่  www.innovationTH.com ติดตามรายละเอียดข้อมูลของงานได้ที่  www.facebook.com/NIAThailand

      ดร.พันธุ์อาจ  ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สนช. เปิดเผยว่า จาก นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ที่ได้เน้นย้ำเสมอว่า หลักการทำงานของภาครัฐขอให้ยึดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็มีบทบาทสำคัญอย่างมาก เพราะไทยแลนด์ 4.0 จะเน้นการปฏิรูปประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ  พัฒนาผู้ประกอบการ ทั้งในภาคเกษตรกรรม  ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ดังนั้น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการเสริมสร้างระบบนวัตกรรมแห่งชาติเพื่อเพิ่มคุณค่าที่ยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นหน่วยงานที่สร้างโอกาสในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรม รวมไปถึงการยกระดับทักษะและความสามารถทางนวัตกรรมของกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย จึงได้จัดงาน  i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017  ภายใต้แนวคิด  “i-NNOVATION 360” ซึ่งจะเป็นงานนวัตกรรมครั้งแรกของประเทศ ที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับประสบการณ์และมุมมองนวัตกรรมรอบด้านแบบ 360 องศา ครบ “ทุกมุมมองการสร้างสรรค์นวัตกรรม” จากทั่วประเทศ

สำหรับงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 ตุลาคม 2560 ณ ภิรัชฮอลล์ ไบเทคบางนา  โดยในวันที่ 5 ตุลาคม 2560 ได้รับเกียรติจาก ดร.อรรชกา  สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมมอบนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนประเทศสู่ ไทยแลนด์ 4.0 พร้อมกำหนดกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเปลี่ยนผ่านสังคมไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในทุกภาคส่วน  สำหรับในพิธีมอบรางวัลชนะเลิศสุดยอดนวัตกรรมต่างๆ ในวันที่ 5 ตุลาคม เวลา 18.00 น.นั้น ได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ประจิน  จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานและมอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศในสาขาต่าง ๆ และที่พลาดไม่ได้ก็คือในการประชุมระดับนานาชาติ SITE CONNECT 2017 ภายในงาน i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017 ยัง ได้รับเกียรติจาก ดร.สุวิทย์  เมษินทรีย์  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่จะมากล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "From Science to Innovation Toward Thailand 4.0
วันศุกร์ที่ 6 ต.ค. 60 เวลา 10.30 น. ณ ภิรัช ฮอลล์ 3 ไบเทคบางนา อีกด้วย

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย 4 โซนนวัตกรรม ได้แก่

โซนที่ 1 i-SHOWCASE เป็นโซนจัดแสดงนวัตกรรมที่โดดเด่นและศักยภาพของผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา สังคม ในทุกระดับตั้งแต่เล็กถึงใหญ่ ซึ่งมีความหลากหลายของนวัตกรรมทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์ การออกแบบ นวัตกรรมเชิงสังคม สตาร์ทอัพ บุคคลผู้สร้างแรงบันดาลใจ องค์กรนวัตกรรม ภายในนิทรรศการ “9 รางวัลสุดยอดนวัตกรรมของประเทศ เทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 9 พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” ได้แก่

  1. ด้านนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และสังคมไทย ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ
  2. ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรม ได้แก่ รางวัลการออกแบบเชิงนวัตกรรม
  3. ด้านนวัตกรผู้สร้างแรงบันดาลใจ ได้แก่ รางวัล Inspirational Innovator
  4. ด้านนวัตกรรมข้าวไทย ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย
  5. ด้านต้นแบบนวัตกรรมในระดับนักเรียน นักศึกษา ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย
  6. ด้านวิสาหกิจเริ่มต้น ได้แก่ รางวัล Prime Minister Award: National Startup 2017 และ Startup Thailand Award 2017
  7. ด้านองค์กรนวัตกรรม ได้แก่ รางวัล รางวัลองค์กรนวัตกรรมยอดเยี่ยม
  8. ด้านนวัตกรรมอากาศยานไร้คนขับ ได้แก่ รางวัล UAV Startup
  9. ด้านนวัตกรรมเพื่อสังคม ได้แก่ รางวัลแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม

โซนที่ 2 i-SCENARIO  เป็นโซน นำเสนอ THE BIG INNOVATIONS เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มอนาคตที่ส่งผลต่อประเทศไทย ใน 4 ภาพอนาคตนวัตกรรม ได้แก่ นวัตกรรมฐานชีวภาพ (Bio-Innovation) นวัตกรรมอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม (Industrial & Green Innovation) นวัตกรรมการแบ่งปันและบริการ (Sharing & Service Innovation) นวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) โดยวิทยากรผู้มีประสบการณ์ ในแต่ละกลุ่มจะมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง แนวโน้มและทิศทางนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแบบรอบด้าน เพื่อจับกระแสแนวโน้มนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นในทุกภาคส่วน ซึ่งจะทำให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้สอดคล้องกับทิศทางนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้น

โซนที่ 3 i-SOLUTION พบกับ 60 องค์กรผู้ให้บริการปรึกษาเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างครบวงจร ซึ่งโซนนี้จะเป็นโซนที่น่าสนใจมาก เพราะเปรียบเหมือนเป็นตลาดนัดบริการนวัตกรรม โดยผู้เข้าร่วมงาน จะได้พบกับบริการให้คำปรึกษาด้านต่างๆ  การเข้าปรึกษาเสนอโครงการรับเงินทุนพัฒนานวัตกรรมจาก สนช.   การจับคู่เจรจาต่อยอดธุรกิจนวัตกรรม เช่น จะทำอย่างไร ถึงจะทำให้ธุรกิจเป็นจริงได้ และการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมร่วมกับภาครัฐ  เอกชน  สถาบันการศึกษา เพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมตลอดห่วงโซ่ธุรกิจนวัตกรรม ในหลากหลายรูปแบบทั้งด้านการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม บุคลากรนวัตกรรม  องค์กรนวัตกรรม ซึ่งภายในงานมีบริการให้คำปรึกษาในหลากหลายด้าน ได้แก่ i-Finance แหล่งเงินสนับสนุนนวัตกรรมจากธนาคาร,  i-Market การส่งเสริมนวัตกรรมออกสู่ตลาด เครื่องมือที่ดีจะทำให้การตลาดไปได้ไกล , i-Lab การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมตลอดกระบวน Innovation process รวมถึงการทดสอบและมาตรฐานนวัตกรรม,  i-Production กระบวนการผลิตในยุค 4.0 ด้วยระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ i-Service นำนวัตกรรมไปใช้ทุกกระบวนการภายในองค์กรธุรกิจ สร้างประสิทธิภาพและรายได้ใหม่อย่างชัดเจน ซึ่งโซนนี้จะทำให้ผู้เข้าร่วมงานที่มีความคิด ไอเดีย สามารถที่จะต่อยอดธุรกิจ หรือสามารถทำธุรกิจได้ทันที

โซนที่ 4  i-SHARE เป็นเวทีถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์การสร้างสรรค์นวัตกรรมจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการนำความรู้สร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นในหลากหลายด้าน จากเวทีสัมมนาต่างๆ ภายในงาน ได้แก่ งานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ “การเชื่อมต่อนวัตกรรมฐานวิทยาศาสตร์และธุรกิจเทคโนโลยี 2017”(International Conference on Science-based Innovation and Technopreneurship Connect 2017, SITE CONNECT 2017)" โดยได้กำหนดแนวคิดหลัก “Agtech: From Science to Innovation” แบ่งเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจนวัตกรรมเกษตร (AgTech Innovation: Biorefinery, Agricultural Robotics and Automation, Big data and Decision management, Agricultural service, New Farming Model, Postharvest Management) และธุรกิจนวัตกรรมอาหาร (FoodTech Innovation: Food Trend Foresight, Functional & Medical Food, Urban Food, Novel Food, FoodTech Service และ Food business intelligence) นอกจากนั้นยังมีงานเสวนาที่น่าสนใจ อาทิ งานเสวนา “องค์กรนวัตกรรม…สู่ความยั่งยืนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ในวันที่ 6 ตุลาคม  งานเสวนา “Media Innovation…นวัตกรรมสื่อ” โดยผู้อยู่ในแวดวงสื่อสาร ในวันที่ 7 ตุลาคม และ งานสัมมนา “INNOVATION 101” ให้นิยามนวัตกรรมและแนวทางขอรับทุน สนช. ในวันที่ 8 ตุลาคม

      ศาสตราจารย์ ดร.ศุภวรรณ  ตันตยานนท์ จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานร่วมจัดงานการประชุมวิชาการและการแสดงนิทรรศการระดับนานาชาติการเชื่อมต่อนวัตกรรมฐานวิทยาศาสตร์และธุรกิจเทคโนโลยี 2017 หรือ (SITE CONNECT 2017) กล่าวว่า “ในงาน i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017 ครั้งนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้จัดให้มี งานประชุมวิชาการและการแสดงนิทรรศการระดับนานาชาติการเชื่อมต่อนวัตกรรมฐานวิทยาศาสตร์แและธุรกิจเทคโนโลยี 2017 หรือ (International Conference and Exhibition on Science-Based Innovation and Technopreneurship Connect 2017; SITE CONNECT 2017) ระหว่างวันที่ 6 – 8 ตุลาคม 2560 ซึ่งคณะวิทยาศาสตร์ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพร่วม เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ครบรอบ 100 ปีของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ด้วย นอกจากนี้แล้ว คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ยังเป็นผู้นำในการก่อตั้งหลักสูตรสหสาขาวิชาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม ของจุฬาฯ เมื่อปี พศ 2550 เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างสรรค์นวัตกรรม การดำเนินการของหลักสูตรดังกล่าว จนถึงปัจจุบัน ครบรอบ 10 ปี พอดี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดงาน SITE CONNECT 2017 ครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อร่วมกันผลักดันและส่งเสริมศักยภาพธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมโดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนภาคการเกษตรไทยจาก “เกษตรแบบดั้งเดิม”ไปสู่ “เกษตรอุตสาหกรรม” และก้าวไปสู่ “เกษตรบริการหรือธุรกิจเกษตร” ที่มีการใช้นวัตกรรมฐานวิทยาศาสตร์เป็นหลักในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย ในงาน SITE CONNECT 2017 ได้จัดออกเป็น 7 สาขาธุรกิจ ได้แก่ 1) สาขาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ 2) สาขาธุรกิจเกษตรดิจิทัล 3) สาขาธุรกิจเครื่องจักรกลเกษตร หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 4) สาขาธุรกิจการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการขนส่ง 5) สาขาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ 6) สาขาธุรกิจการบริการทางธุรกิจเกษตร และ 7) สาขาธุรกิจรูปแบบการจัดการฟาร์มแบบใหม่  แนวคิดหลักของงานครั้งนี้คือ "การขับเคลื่อนพลวัตของการเติบโตทางธุรกิจเกษตรด้วยวิทยาศาสตร์สู่นวัตกรรม “Agtech: From Science to Innovation” โดยแบ่งเป็น 2 ด้านใหญ่ ได้แก่ ธุรกิจนวัตกรรมเกษตร และธุรกิจนวัตกรรมอาหาร ซึ่งผู้เข้าร่วมการประชุมวิชาการและการแสดงนิทรรศการระดับนานาชาติในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับความรู้ และมุมมองใหม่ๆ จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในเอเชียและส่วนอื่นๆ ของโลก แล้ว ยังจะสามารถนำประสบการณ์จากการชมนิทรรศการต่างๆ ไปต่อยอดในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกได้”

ดร.พันธุ์อาจกล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับการจัดงาน  i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017  ในครั้งนี้จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 ตุลาคม 2560 ณ ภิรัชฮอลล์ ไบเทค  ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่  www.innovationTH.com และสามารถติดตามรายละเอียดข้อมูลของงานได้ที่  www.facebook.com/NIAThailand/ อีกด้วย”

สนช. ร่วมกับ อีจีเอ จัด MEGA 2017 สร้างเศรษฐกิจเชิงข้อมูล ดันสตาร์ทอัพไทยใช้ข้อมูลภาครัฐสร้างแอปบริการประชาชน

สนช. ร่วมกับ อีจีเอ ผลัก MEGA 2017 สร้างเศรษฐกิจเชิงข้อมูล ดันสตาร์ทอัพไทยใช้ข้อมูลภาครัฐสร้างแอปบริการประชาชน พร้อมอัดเงินก้อนใหญ่นำแนวคิดไปสู่เชิงพาณิชย์ให้ได้

โครงการประกวดผลงานนวัตกรรมการพัฒนาโมบายโซลูชันภาครัฐ ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2560” (Mobile Enterprise d-Government Award 2017 : MEGA 2017) ในปีนี้ถือเป็นปีแรกที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรืออีจีเอ จัดร่วมกันด้วยแนวคิดหรือ Theme หลักคือ Data Economy ที่เป็นการจัดสรรระบบข้อมูลภาครัฐเพื่อพัฒนาเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ ที่จะขับเคลื่อนทั้งภาครัฐและเอกชนไปด้วยกัน

โครงการนี้จึงถือเป็นอีกโครงการหนึ่งที่ สนช. ตั้งเป้าหมายที่จะสร้าง Data Economy ร่วมกับ อีจีเอ และคาดหวังให้เกิดผลผลิตในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างผลงานชนะเลิศการประกวดเท่านั้น ยังเป็นโครงการที่สอดคล้องและนำไปต่อยอดกับโครงการย่านนวัตกรรม (Innovation District) ในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of innovation : EECi) ที่ จะร่วมมือกันขับเคลื่อนย่านมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรม วิสาหกิจเริ่มต้น ภายในย่านนวัตกรรม  โดยกำหนดวางผังย่านและจัดทำแผนพัฒนาในปีงบประมาณ 2560

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สนช. เปิดเผยว่า สนช. ได้สนับสนุนการสร้างนวัตกรรมในหลายสาขาธุรกิจ เน้นหนักไปทางผู้ประกอบการในกลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) แม้ว่าในกลุ่ม Data Economy ที่เน้นการสร้างนวัตกรรมจากข้อมูลภาครัฐยังมีความตื่นตัวในวงจำกัด โครงการนี้ถือเป็นโอกาสใหม่อันดีในการรังสรรค์นวัตกรรมและผลักดันโซลูชันกลุ่มนี้ให้มีมากขึ้นในเชิงพาณิชย์ต่อไป

การประกวดครั้งนี้ สนช. จะมีส่วนร่วมในการเข้ามาสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้เข้าประกวดต้องนำเสนอความคิดและไอเดียสู่ความเป็นนวัตกรรมที่มีรูปแบบของแผนธุรกิจที่สามารถนำไปสู่การประยุกต์ใช้ที่แท้จริง โดยครอบคลุมประเด็นทางเทคโนโลยี การเงิน การตลาด และความสามารถของทีม ซึ่งอาจเป็นโครงการที่พัฒนามาแล้วในระดับห้องปฏิบัติการวิจัยให้มาสู่การปฏิบัติการระดับอุตสาหกรรมในเชิงพาณิชย์ หรืออาจอยู่ในขั้นตอนของการทำต้นแบบ (Prototype) รูปแบบทดลอง (Experimental units) การทดสอบในระดับนำร่อง (Pilot Scale) เพื่อยืนยันความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีก่อนจะนำไปสู่การผลิตจริง โรงงานนำร่อง (Pilot Plant) การปฏิบัติการก่อนเป็นเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ (Pre-Commercial) ตลอดจนการทดสอบในกระบวนการผลิตจริง (Full Scale Trial) เมื่อผ่านเข้ารอบจึงพัฒนาเป็น Prototype และ Demo/MVP ที่สามารถนำไปสร้าง Business Model ได้จริงต่อไป และนำมาแสดงต่อคณะกรรมการในรูปแบบของ Demo/MVP ที่พร้อมต่อการพัฒนาต่อยอด

ส่วนหัวข้อการประกวดของผู้ประกอบการจะแบ่งเป็น 3 หมวดหลักที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of innovation : EECi) ได้แก่ การขนส่งและการเดินทาง (Logistic / Transport), เมืองน่าอยู่ (Waste / Safety / Urban / Security / Sanitary), การเข้าถึงบริการภาครัฐ (Public Service Accessibility / Health Tech) โดยในส่วนการเข้าถึงบริการภาครัฐ จะมีอีก 2 หมวดย่อยพิเศษ คือ Chatbot และ Traffic / Queue / Resource Management เป็นต้น

ส่วนของรางวัลสำหรับผู้ประกอบการ นอกจากโอกาสการต่อยอดทางธุรกิจกับหน่วยงานภาครัฐ และโอกาสในการเรียนรู้เสริมสร้างทักษะและความรู้ในด้านต่างๆ รวมถึงเงินรางวัลหลักทั้ง 8 รายการของโครงการแล้ว สำหรับทีมที่ผ่านเข้ารอบในรอบ Prototype จะได้รับเงินทุนสนับสนุนเพื่อพัฒนาต้นแบบ จาก สนช. สูงสุด 1,000,000 บาทต่อทีม โดยเงื่อนไขเงินทุนสนับสนุนเพื่อพัฒนาต้นแบบจะอยู่ในรูปแบบของเงินสนับสนุน ไม่มีข้อผูกมัดในเรื่องการเข้าถือหุ้น ถือเป็นเงิน Seed Money ที่ทำให้ต้นแบบเป็นเชิงพาณิชย์และเข้าสู่รอบ Seed Round หรือ Pre Series A ต่อไป

โดยผู้ผ่านเข้ารอบตามกติกามีสิทธิได้รับการสนับสนุนจะต้องลงทุนในโครงการในรูปของเม็ดเงิน (In-Cash) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ของค่าใช้จ่ายโครงการ ขณะที่ สนช. จะสนับสนุนเงินอุดหนุนในรูปแบบของเงินสนับสนุนไม่เกินร้อยละ 75 ของค่าใช้จ่ายโครงการ ในวงเงินไม่เกินหนึ่งล้านบาทต่อโครงการ โดยคงระยะเวลาการสนับสนุนไม่เกิน 6 เดือน

ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ อีจีเอ เปิดเผยว่า โครงการนี้ต้องการเน้นสิ่งที่ภาครัฐมี คือฐานข้อมูลที่เข้าถึงการบริการประชาชนทั้งประเทศในทุกภาคส่วน ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนเองสามารถคิดค้นแอปพลิเคชันใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยคาดหวังว่าจะดึงภาคเอกชนฝีมือดีเข้ามาพัฒนาต่อยอดและสร้างหน่ออ่อนจากนักศึกษาที่กำลังจบจากมหาวิทยาลัยให้มีความคุ้นชินกับเรื่องรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์และเข้ามาพัฒนางานร่วมกัน ดังนั้น การเร่งผลักดัน Open Data ของภาครัฐต่อเนื่องด้วยการสร้าง KDI หรือชุดซอฟต์แวร์ที่ทำให้สามารถดึงข้อมูลภาครัฐไปใช้ได้อย่างอัตโนมัติจึงจำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ถือเป็นปีเริ่มต้นที่เริ่มเปิด KDI และจะเป็นปีทดลองที่มีนัยสำคัญต่อการพัฒนาอย่างมาก

การทำให้ผลงานหรือแนวคิดที่เกิดจากโครงการ MEGA 2017 สามารถต่อยอดและเติบโต ยิ่งถ้านำไปสู่การเป็น Tech Start-Up ได้ จะถือเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งยวด ซึ่งโครงการในปีนี้ได้สร้างกระบวนการเช่นเดียวกับที่ Tech Start-Up จะต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นการ Pitch Idea การสร้างที่ปรึกษา หรือ Mentor และการนำเสนอผลงานต่อนักลงทุนจริงๆ ซึ่งเป็น Ecosystem ที่ผู้ประกวดต้องประสบ ดังนั้น มาตรฐานในกระบวนการประกวดจะสูงขึ้น และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมจริงของบริษัท Start-up” ดร.ศักดิ์ฯ กล่าว

โครงการ MEGA 2017 จัดประเภทการประกวดเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทนักศึกษา (Idea Student) และประเภทผู้ประกอบการ (Accelerator) สำหรับผู้ประกอบการจะเป็นการนำเสนอผลงาน หรือนวัตกรรม ที่กำลังพัฒนา หรือพัฒนาสำเร็จแล้ว และนำมาแสดงต่อคณะกรรมการในรูปแบบของ Prototype/MVP ที่สามารถนำไปสร้าง Business Model ได้จริง

นอกจากนี้ ทั้ง 2 ประเภท ผู้ประกวดสามารถนำชุดข้อมูลในรูปแบบของ Open Government Data ใน data.go.th มาพัฒนาเป็นผลงานในการประกวดได้ และสำหรับปีนี้ทาง EGA จะเตรียมข้อมูล Open Data ของภาครัฐในรูปแบบ KDI ไว้ให้ใช้งานสำหรับในบางหมวดด้วย ซึ่งจะให้ใช้เฉพาะกลุ่มผู้เข้าประกวดระดับผู้ประกอบการก่อน เนื่องจากยังถือเป็นเรื่องใหม่ในวงการซอฟต์แวร์ภาครัฐ

นอกจากการประกวดแล้ว MEGA2017 ยังมีกิจกรรม “แคมป์บ่มเพาะ” (Incubation) ให้แก่รุ่นนักศึกษา โดยมีการบ่มเพาะรวมทั้งหมด 3 ครั้งสำหรับผู้เข้าประกวดที่ผ่านการคัดเลือกแต่ละรอบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและดึงศักยภาพสูงสุดในตัวผู้เข้าประกวดและทีมงาน ตลอดจนเสริมสร้างความรู้เรื่องเทคโนโลยี เครื่องมือการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สำคัญ รวมทั้งสารประโยชน์ แนวโน้มเทคโนโลยีใหม่ๆ ของโลก และเรื่องสำคัญอื่นๆ อีกมากมายเพื่อเป็นการบ่มเพาะเพิ่มทักษะทางธุรกิจ เพื่อก้าวสู่กลุ่ม Start-up  นอกจากนั้น ผู้เข้ารอบยังมีโอกาสได้พบกับเจ้าของหน่วยงานภาครัฐที่เลือกพัฒนาแอปพลิเคชัน เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะโดยตรง อีกทั้งอาจเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจต่อไปหลังจบโครงการ

สำหรับรางวัลของการประกวดประกอบด้วย โอกาสการต่อยอดทางธุรกิจ (Business Opportunity) กับหน่วยงานภาครัฐในทุกผลงาน รางวัลหลัก 8 รางวัล แบ่งเป็นประเภทนักศึกษา รางวัลชนะเลิศ ถ้วยรางวัลพระราชทาน โล่เกียรติคุณ เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมูลค่า 100,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โล่เกียรติคุณ เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมูลค่า 70,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โล่เกียรติคุณ เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมูลค่า 50,000 บาท รางวัลชมเชย เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุน เป็นจำนวนมูลค่า รางวัลละ 20,000 บาท

ประเภทผู้ประกอบการ รางวัลชนะเลิศ ถ้วยรางวัลพระราชทาน โล่เกียรติคุณ เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมูลค่า 100,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โล่เกียรติคุณ เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมูลค่า 70,000 บาท

ข่าวเผยแพร่ในสื่อ

สนช. จับมือ อีจีเอ. ลงนาม ผลัก MEGA 2017 สร้างแอปพลิเคชั่น บริการประชาชน (ThaiPR)

ความร่วมมือ สนช. และ อีจีเอ. (โพสต์ทูเดย์)

 

Startup Thailand 2017 เปิดตัวครั้งแรก “Eastern Rise@ชลบุรี” นำร่องพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก

 

งาน “Startup Thailand 2017 ” เปิดตัวขึ้นครั้งแรกยิ่งใหญ่แล้วที่ชลบุรี ระหว่างวันที่ 26-27 พฤษภาคม 2560 เป็นการเปิดตัวจัดงานขึ้นครั้งแรกในระดับภูมิภาค และเป็นการจัดขึ้นในภาคตะวันออก ภายใต้แนวคิดและบริบท“Eastern Rise @ ชลบุรี” เพื่อพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก Eastern Economic Corridor of innovation หรือ EECi เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน รวมถึงยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมเดิมให้มีการนำเทคโนโลยีมาสร้างนวัตกรรมที่เพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน ตลอดจนสร้างให้เกิดอุตสาหกรรมฐานนวัตกรรมใหม่ขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ
 

ดร. อรรชกา  สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้กล่าวในโอกาสที่เดินทางมาเป็นประธานในการเปิดงาน Startup Thailand 2017 ว่า การจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดตัวสำหรับการจัดงาน Startup Thailand 2017 ขึ้นครั้งแรกในระดับภูมิภาค และถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นในภูมิภาคตะวันออก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่มีความสำคัญและมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน ซึ่งภาครัฐได้มีโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ถือเป็น New Engine of Growth ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต

ดร.อรรชกาฯ กล่าวต่อไปว่า ในการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยเทคโนโลยี และการพัฒนานวัตกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญ จึงได้มีการพิจารณาและกำหนดแผนการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of innovation : EECi) ขึ้น ให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนในโครงการฯ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับพันธมิตรจากหน่วยงานภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ

“สำหรับ EECi  ถือเป็นอีกหนึ่งในโครงการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการต่อยอดการวิจัยเพื่อพัฒนาสู่การสร้างนวัตกรรม และเพื่อพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ เพื่อให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่มีความเข้มแข็งและมีความพร้อมในการพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมเดิมให้มีการนำเทคโนโลยีมาสร้างนวัตกรรมที่เพิ่มมูลค่า ช่วยลดต้นทุน ตลอดจนสร้างให้เกิดอุตสาหกรรมฐานนวัตกรรมใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนการเติบโตให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ”

งาน STARTUP Thailand ถือเป็นอีกกลไกหนึ่งของภาครัฐ ในการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ ผ่านการสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้นหรือ STARTUP โดยเฉพาะในกลุ่ม TECH Startup ในสาขาต่างๆ

ภาครัฐมุ่งหวังให้กลุ่ม Startup เหล่านี้ สามารถเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืนได้แล้ว ยังมุ่งหวังให้ Startup เหล่านี้ มีศักยภาพ และเป็นกำลังสำคัญที่สามารถสนับสนุนการพัฒนายกระดับกลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสาขาต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมหลักของประเทศด้วย ซึ่งจะส่งผลโดยรวมต่อการยกระดับอุตสาหกรรมของไทยทั้งระบบ และส่งเสริมการสร้างรายได้ และการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ดี การพัฒนา Startup จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ และการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเติบโตของ Startup หรือ Startup Ecosystem 

งาน Startup Thailand ที่จัดขึ้น จึงไม่ได้มุ่งเน้นแต่เพียงการเติบโตของ Startup กลุ่มเดียว แต่เพื่อมุ่งส่งเสริม Startup และพัฒนา Startup Ecosystem ทั้งระบบ ให้สามารถส่งเสริมการพัฒนา และเอื้อประโยชน์ระหว่างกัน     

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่าดังนั้นกลไกของภาครัฐ จึงจำเป็นจะต้องเชื่อมโยงการพัฒนา Startup ทั้ง Ecosystem และรวมไปถึงการพัฒนาเครือข่ายมหาวิทยาลัย การสนับสนุนกลุ่มนักลงทุน การสร้างเครือข่ายการพัฒนาระหว่างประเทศ และการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับ startup อีกด้วย  

งาน STARTUP Thailand เป็นเวทีกลางที่เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อการสนับสนุนการพัฒนาและเติบโตของ Startup ทั้งระบบ ในมิติต่างๆ ซึ่งแนวคิดการจัดงานในภูมิภาคตะวันออกครั้งนี้ Eastern Rise ได้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจและจุดประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้เป็นอย่างดี ถึงความมุ่งหวังและต้องการยกระดับการเติบโตของทั้งภูมิภาคไปพร้อมๆกัน เพราะทุกคน ทุกธุรกิจ ถือเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาที่มั่นคงอย่างยั่งยืน ที่จะยกระดับและพัฒนาผู้ประกอบการ Startup ของไทย ให้เข้มแข็งและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ด้าน รศ.ดร.สมเจตน์ ทิณพงษ์ ประธานกรรมการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ และประธานกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ ได้กล่าวในการเปิดงานครั้งนี้ว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะผู้จัดงาน STARTUP Thailand 2017 ซึ่งถือเป็นหน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลในการจัดโครงการ National Campaign Startup Thailand ขึ้น เพื่อสนับสนุนนโยบายการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศ ที่มุ่งเน้นการพัฒนา STARTUP เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการกำหนดให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่สามารถใช้ทรัพยากรของประเทศในการผลิตสินค้าและบริการมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงานในท้องถิ่น และการกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ซึ่งถือเป็นกลไกในการขับเคลื่อนประเทศ

“โดยหน้าที่หลักของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ก็คือ การสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ รวมถึงการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจ เพราะเทคโนโลยีและนวัตกรรมจะเป็นเครื่องมือและกลไกสำคัญที่สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจ”

รศ.ดร.สมเจตน์ฯ กล่าวต่อไปว่าการจัดงาน STARTUP Thailand ถือเป็นอีกกลไกหนึ่ง ที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของ STARTUP และการส่งเสริมความสมบูรณ์ของ STARTUP Ecosystem ในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งจากความสำเร็จของการจัดงาน STARTUP Thailand ในปีที่ผ่านมามา ได้เกิดกระแสตอบรับและการพัฒนากลไกสนับสนุน  STARTUP ในวงกว้าง กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงได้กำหนดจัดงาน STARTUP Thailand 2017 ขึ้นอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนการต่อยอดทางธุรกิจ และการต่อยอดในการพัฒนาขับเคลื่อน STARTUP ของประเทศไทย โดยการจัดงานในครั้งนี้ กำหนดเดินสายทั่วทุกภูมิภาค ได้แก่ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคเหนือและภาคกลาง โดยแนวคิด และบริบทของแต่ละภาคจะแตกต่างกันออกไป 

สำหรับการจัดงาน STARTUP Thailand 2017 ในปีนี้ เพื่อแสดงจุดยืนและความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้วยการส่งเสริม สนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจแก่สตาร์ทอัพที่มีศักยภาพในการขยายธุรกิจและสร้างตลาดใหม่ ให้สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยโครงการ และบริการต่างๆ ที่จะช่วยสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 

สำหรับกิจกรรมสำคัญที่น่าสนใจและจะเกิดขึ้นภายในงาน ตลอด 2 วันในหัวข้อต่างๆ นั้นได้แก่

  • International Conference & Seminar : พบกูรูและผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ STARTUP จากทั่วโลก มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์  แลกเปลี่ยนความรู้   
  • Startup Showcase : การรวมตัวของเหล่าสตาร์ทอัพจากทั้งในและต่างประเทศ มานำเสนอผลงานนวัตกรรม แนวคิด และการบริการที่สร้างสรรค์  
  • Startup Ecosystem Showcase : นิทรรศการที่รวบรวมกลุ่มผู้สนับสนุนทางธุรกิจภาคเอกชน  นักลงทุน มหาวิทยาลัย และหน่วยสนับสนุน STARTUP จากทั้งในและต่างประเทศ  
  • Government Services : รวมบริการจากภาครัฐ เพื่อการสนับสนุนและการต่อยอดทางธุรกิจของ STARTUP  
  • Pitching Challenge :  ค้นหาสุดยอด STARTUP จากเวที Startup Thailand

“STARTUP Thailand Pitching Challenge ในรอบคัดเลือกจะคัดผู้ชนะเลิศในแต่ละภาคมา 5 ภาค และมาแข่งขันตัดสินเพื่อหาผู้ชนะเลิศ STARTUP Thailand Grand Pitching Challenge ที่กรุงเทพฯ  ส่วน STARTUP Thailand League สำหรับระดับมหาวิทยาลัยก็จะมีการแข่งขันในรอบคัดเลือกจาก 4 ภาค และมาตัดสินชนะเลิศที่กรุงเทพฯ เช่นเดียวกัน” ดร.สมเจตน์กล่าวในที่สุด

ด้วยความเพียบพร้อมทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข คมนาคม อุตสาหกรรมและความได้เปรียบด้านพื้นที่ที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ทำให้ภาคตะวันออกมีศักยภาพมากพอที่จะเป็นหนึ่งพื้นที่เขตเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ  ทั้งนี้ ความรู้ความเข้าใจด้านสตาร์ทอัพ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จะช่วยให้เกิดแรงกระตุ้นในการยกระดับเศรษฐกิจของภาคตะวันออกสู่สังคมแห่งการเป็นผู้ประกอบการ  โดยในปัจจุบันคาดว่ามีสตาร์ทอัพประมาณ 30 รายในจังหวัดชลบุรี ซึงส่วนใหญ่อยู่ในศรีราชา บางแสนและพัทยา และอีก 50-80 รายในภาคตะวันออกทั้งหมด

สนช. จับมือจิสด้า ใช้ วทน. สร้างนวัตกรรมของภาคการผลิตและบริการให้แก่ประเทศ

สนช. จับมือจิสด้า ใช้ วทน. สร้างนวัตกรรมของภาคการผลิตและบริการให้ประเทศ เพื่อส่งเสริมโอกาศแก่น้องๆมหาวิทยาลัยและพี่ๆรุ่นใหญ่ รังสรรค์ความเป็นเลิศของนวัตกรรม


ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) เป็นประธานร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพของกลุ่มผู้ประกอบการโดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่การดำเนินการเชิงพาณิชย์ ร่วมผลักดันให้เกิดการลงทุนด้านนวัตกรรมของภาคการผลิตและบริการ

เพื่อสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มที่สูงจากการดำเนินธุรกิจนวัตกรรม โดยอาศัยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการสร้างระบบนวัตกรรมของประเทศ ผ่านการขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมจากผู้ประกอบการไทย รวมไปถึงการวางแผนเชิงพื้นที่ในอนาคต การช่วยการตัดสินใจ และการสร้างคุณค่าทางด้านนวัตกรรม เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 ณ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

โครงการนี้มีเป้าหมายดังนี้

  • พัฒนาระบบการวิเคราะห์ผลกระทบและแบบจำลองการแสดงผล (Impact Analysis and Simulation Platform) จากสถานการณ์ต่างๆ เช่น การใช้พื้นที่ในภาคอุตสาหกรรม การลงทุน เป็นต้น
  • ก่อให้เกิดการบริหารจัดการเชิงนโยบายของพื้นที่ Southern Economic Corridor: SEC และ Eastern Economic Corridor : EEC อย่างมีประสิทธิภาพ ใน 3 ระดับ
    • ระดับเมือง
    • ระดับ EEC
    • ระดับประเทศ

วท. แถลงความพร้อมการจัดงาน Startup Thailand 2017 ใน 5 จังหวัดทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

กระทรวงวิทย์ฯ แถลงความพร้อมการจัดงาน “Startup Thailand 2017”
เตรียมจัดอย่างกระหึ่มยิ่งใหญ่ขึ้นใน 5 จังหวัดทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ฤกษ์จุดพลุเปิดงาน “Startup Thailand 2017” ขึ้นอย่างกระหึ่มปีนี้แล้ว โดยวางเป้าจัดงานขึ้นตามหัวเมืองภาคต่างๆ 5 จังหวัดทั่วประเทศ เริ่มที่ ชลบุรี เป็นจังหวัดแรกในวันที่ 26-27 พ.ค. ศกนี้และจะจัดหมุนเวียนไปตามลำดับทั้งที่ สงขลา ขอนแก่น เชียงใหม่ และปิดท้ายที่กรุงเทพมหานคร


ดร. อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องการจัดงาน “Startup Thailand 2017” ในครั้งนี้ว่า การจัดงานดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศและเป็นไปตามวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้น เป็นนักรบทางเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Warrior: NEW) โดยกำหนดให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่เปิดสำหรับการเติบโตของอาเซียน ทั้งนี้เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นให้เป็นนักรบทางเศรษฐกิจที่สามารถใช้ทรัพยากรของประเทศในการผลิตสินค้าและบริการ รวมไปถึงเรื่องมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงานในท้องถิ่น และการกระจายรายได้สู่ภูมิภาค รวมทั้งก่อให้เกิดอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้นจึงได้มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดทำโครงการ .National Campaign Startup Thailand” เพื่อเป็นการระดมผู้ประกอบการรายใหม่ของประเทศให้มารวมตัวกัน พัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ตลอดจนพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในการสร้างความตระหนักและความตื่นตัว จิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ สู่กระบวนการบ่มเพาะและการพัฒนาผู้ประกอบการ เพื่อเร่งรัดธุรกิจสู่ตลาดสากล

“กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นหนึ่งในกระทรวงหลักที่มีภารกิจในการผลักดันระบบเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการส่งเสริมให้มีการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้เป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ ให้สอดคล้องกับ “ประเทศไทย 4.0” ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ไปสู่ “Value-Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” โดยคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่อไป” ดร.อรรชกา กล่าว

การจัดงานครัั้งนี้ยังเป็นการต่อยอดเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ อย่างแท้จริงและทันเหตุการณ์ อีกทั้งเป็นการแสดงความพร้อมของประเทศไทยที่จะเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้น และความพร้อมของภูมิภาคอาเซียน ในการเป็นภูมิภาคชั้นนำในการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นฯ ชี้ให้เห็นถึงจุดยืนและความมุ่งมั่นของประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมส่งเสริม สนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเพื่อการขยายธุรกิจ

ในปี 2559 ที่ผ่านมา กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ได้แก่ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และเครือข่ายภาคเอกชน จัดงาน Startup Thailand 2016 ขึ้นที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ซึ่งการจัดงานครั้งนั้น ก่อให้เกิดการเป็นที่รู้จักในเชิงบวก จึงเกิดการรวมตัวของกลุ่มวิสาหกิจเบื้องต้นเป็นครั้งแรกโดยการนำเสนอมาตรการส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้นในรูปแบบบูรณาการจากรัฐบาล มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 36,000 คน มากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้มีการจัดงาน Startup Thailand & Digital Thailand 2016 ระดับภูมิภาคต่อเนื่องที่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดภูเก็ต เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ภูมิภาคได้รับรู้และมีโอกาสในการเข้าร่วมกระบวนการพัฒนาการดังกล่าวตั้งแต่เริ่มต้น 

เพื่อเป็นการสร้างความต่อเนื่องของกิจกรรมดังกล่าวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติอย่างแท้จริงและทันเหตุการณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงกำหนดจัดงาน Startup Thailand 2017 ขึ้นระหว่างวันที่ 6 - 9 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความพร้อมของประเทศไทยที่จะเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นในอาเซียน และความพร้อมของภูมิภาคอาเซียน ในการเป็นภูมิภาคชั้นนำในการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นฯ แสดงจุดยืนและความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมส่งเสริม สนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในการขยายธุรกิจและสร้างตลาดใหม่(Scalable) สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด (High growth) โดยการระดมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่(Technology Startup) ของประเทศให้มารวมตัวกันเพื่อสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีรายใหม่ (Technology Startup) ในประเทศไทย โดยเปิดโอกาสให้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติและสร้างความตระหนักรับรู้ให้กับทุกคนในสังคม ในการเป็นผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ อาทิเช่น นักเรียน นักศึกษา นักเรียนอาชีวะช่วยผลักดันให้เกิดสังคมแห่งผู้ประกอบการขึ้นในประเทศไทยและส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การจัดงาน “Startup Thailand 2017” ปีนี้ มีกิจกรรมหลักภายในงาน เช่น ปาฐกถาวิทยากร
ระดับนานาชาติ เสวนาจากผู้เชี่ยวชาญ นิทรรศการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับ Startup พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเพื่อบริการข้อมูลความรู้จากหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และหน่วยงานจากต่างประเทศ เวทีการแข่งขัน (Startup Pitching) และนิทรรศการ Startup Showcase จัดให้มีพื้นที่สำหรับ Startup โดยมีเป้าหมายในการรวบรวมกิจการ Startup ในประเทศไทยทั้งหมด และจัดแบ่งพื้นที่นิทรรศการออกตามประเภทของ Startup 9 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่

  1. ด้านเกษตรและอาหาร (AgriTech/Food Startup)
  2. ด้านการแพทย์และสาธารณสุข (HealthTech)
  3. ด้านการเงินและการธนาคาร (FinTech)
  4. ด้านอุตสาหกรรมการศึกษา (IndustryTech)
  5. ด้านการท่องเที่ยว (TravelTech)
  6. ด้านไลฟ์สไตล์ (LifeStyle)
  7. ด้านพาณิชยกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce)
  8. ด้านภาครัฐ/การศึกษา (GovTech/EdTech) 
  9. ด้านอสังหาริมทรัพย์ (PropertyTech)

สำหรับการจัดงาน STARTUP Thailand 2017 เพื่อเป็นการต่อยอดการพัฒนาขับเคลื่อน STARTUP ของประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับพันธมิตร จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคมเพื่อยกระดับ STARTUP Thailand 2017 สู่การเป็น Platform ใหม่ในการเชื่อมโยงและส่งเสริมการเติบโตของ STARTUP ในภูมิภาค ภายใต้แนวคิด "STARTUP THAILAND, SCALE UP ASIA" โดยมีธีม (Theme) งานในจัดขึ้นในแต่ละจังหวัดที่จัดงานแตกต่างกันออกไป

  • ชลบุรี “Eastern Rise @ ชลบุรี 26-27 พ.ค. 60”
  • สงขลา “Sea of Opportunities @ สงขลา 2-3 มิย 60”
  • ขอนแก่น “Mekong Connect @ ขอนแก่น 9-10 มิย 60”
  • เชียงใหม่ “Creative Valley @ เชียงใหม่ 23-24 มิย 60”
  • กรุงเทพฯ “Scale up ASIA @ กรุงเทพฯ 6-9 ก.ค. 60” 

ภายในงานยังมีกิจกรรมและไฮไลท์ต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายดังนี้

  1. International Conference & Seminar 
    พบ กูรู และผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ STARTUP จากทั่วโลก มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ แลกเปลี่ยนความรู้
  2. Startup Showcase
    การรวมตัวของเหล่าสตาร์ทอัพ จากทั้งในและต่างประเทศ มานำเสนอผลงานนวัตกรรม แนวคิด และการบริการที่สร้างสรรค์
  3. Startup District
    พบ Startup Ecosystem ที่รวบรวมกลุ่มผู้สนับสนุนทางธุรกิจภาคเอกชน นักลงทุน มหาวิทยาลัย และหน่วยสนับสนุน STARTUP จากทั้งในและต่างประเทศ
  4. Government Service
    รวมบริการจากภาครัฐ เพื่อการสนับสนุนและการต่อยอดทางธุรกิจของ STARTUP
  5. Pitching Challenge
    ร่วมค้นหาสุดยอด STARTUP จากเวที Startup Thailand Grand Pitching Challenge U-league Challenge 
  6. Startup Hack
    กิจกรรมบ่มเพาะ STARTUP โดยกูรูและผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ

Startup ตลอดจนผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 02-017-5555  เว็บไซต์ http://www.thailandstartup.org หรือ Facebook: Startup Thailand

สนช. จับมือ มศว. เปิดโครงการประกวดแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม

สนช. จับมือ มศว. เปิดโครงการประกวดแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 2 แสนบาท ตั้งเป้ากระตุ้นคนรุ่นใหม่ใช้นวัตกรรมนำธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าทั้งเศรษฐกิจและสังคม

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการประกวดแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม (SOCIAL INNOVATION BUSINESS PLAN CONTEST 2017)” เพื่อส่งเสริมให้สังคมตระหนักถึงการนำนวัตกรรมเข้าไปใช้แก้ปัญหาทางสังคมโดยใช้หลักธุรกิจเพื่อสังคมที่จะต้องคำนึงถึงการประสบความสำเร็จทั้งในรูปแบบทางการเงินและคุณค่าทางสังคมเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์นวัตกรรมเพื่อสังคมของ สนช. ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสอดคล้องกับการพัฒนาในมิติด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สนช. กล่าวว่า "นวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) มีความหมายครอบคลุมถึงสิ่งใหม่ที่สร้างขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือรูปแบบการพัฒนาที่เป็นที่ยอมรับ เพื่อแก้ไขและตอบสนองต่อปัญหาทางสังคม และต้องสามารถแพร่กระจายไปยังสังคมอื่นๆ รวมถึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคม ที่ผ่านมา สนช. ได้สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมและให้ทุนแก่ผู้ประกอบการนวัตกรรมปีละกว่า 100 ธุรกิจใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “นวัตกรรมเชิงธุรกิจ” ที่มุ่งสร้างผลกำไรสู่องค์กรเป็นหลัก แต่ปัจจุบันการสร้างสรรค์นวัตกรรมไม่ได้จำกัดเพียงการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่สามารถแข่งขันได้เท่านั้น แต่ยังต้องสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมและตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมเพิ่มมากขึ้น รวมถึงกระแสโลกที่ประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญกับการมุ่งสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมไปถึงประเด็นด้านสังคมอื่นๆ เช่น การใช้แรงงาน สวัสดิการสังคม

ในปี 2560 ถือเป็นปีแรกที่ สนช. กำหนดยุทธศาสตร์นวัตกรรมเพื่อสังคมขึ้น เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามสหประชาชาติใน 17 ด้าน และแบ่งโจทย์ด้านสังคมเป็น 9 กลุ่ม ได้แก่ 1) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
2) ความเชื่อมโยงระหว่าง อาหาร น้ำ และพลังงาน
3) การศึกษา
4) การเงิน การจ้างงาน และสวัสดิการสังคม
5) เกษตรกรรมยั่งยืน
6) ความเป็นเมือง
7) สุขภาพ
8) การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม
9) การจัดการภัยพิบัติ
โดยขับเคลื่อนผ่านการสนับสนุนและขยายผลการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม และเกิดการแพร่กระจายของการนำนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง มากกว่าการมุ่งสร้างผลกำไรในเชิงธุรกิจเพียงอย่างเดียว เป็นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม แต่ด้วยบริบทที่ต่างออกไปจากด้านเศรษฐกิจ สนช. จึงพัฒนากลไกใหม่สำหรับนวัตกรรมเชิงสังคม ตั้งแต่ต้นน้ำ (Co-funding และ Social innovation Lab) กลางน้ำ (Innovation Diffusion) และปลายน้ำ (Award)

สำหรับความร่วมมือในการประกวดแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมนี้ นับเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ สนช. มุ่งหวังให้เป็นเวทีสำคัญในการเชิดชูความคิดในเชิงนวัตกรรมเพื่อสังคมที่โดดเด่น ซึ่งทั้ง สนช. และ มศว. จะช่วยกันบ่มเพาะ ปลูกฝังความรู้ และแนวคิดตามหลักการของธุรกิจเพื่อสังคม รวมถึงสนับสนุนให้สามารถนำนวัตกรรมไปใช้แก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงความสำเร็จทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม กลั่นออกมาและตกผลึกออกมาเป็นรูปธรรมที่ สนช. หวังว่าจะสามารถเติบโตสู่ธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่างยั่งยืนได้ต่อไป”

รองศาสตราจารย์สุพาดา สิริกุตตา ผู้แทนคณะบดี คณะสังคมศาสตร์ มศว. เปิดเผยว่า “มศว. กำหนดเป้าหมายขององค์กรอย่างชัดเจนในการเป็น “มหาวิทยาลัยรับใช้สังคม” ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเป็นเลิศทางด้านวิชาการ ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยฯ จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าวไว้ในแผนยุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงบุคลากรทุกระดับ ตลอดจนนิสิตให้ตระหนักในความสำคัญของการมีจิตอาสาและการนำความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการและการวิจัยออกไปสู่สังคมภายนอกรั้วมหาวิทยาลัยเสมอมา ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยฯ ได้ริเริ่มการจัดกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โครงการประกวดแผนธุรกิจ Swu SE Contest การจัดหลักสูตรรอบรมผู้ประกอบการทางสังคมระยะกลางและระยะสั้น การเปิดหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจเพื่อสังคมในระดับปริญญาตรีเป็นหลักสูตรภาคภาษาไทยหลักสูตรแรกในประเทศ รวมถึง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตัวแบบและแนวปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคมร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ การจัดงานแถลงข่าวในครั้งนี้ จึงเป็นภาพสะท้อนแห่งความสำเร็จของการนำองค์ความรู้และประสบการณ์ในการส่งเสริมแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคมมาบูรณาการสู่โครงการประกวดแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม เพื่อเป็นเวทีสำหรับคนรุ่นใหม่ได้นำเสนอความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมที่มีแรงบันดาลใจในการก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่มีศักยภาพและมีองค์ความรู้ในการประกอบธุรกิจได้อย่างเป็นมืออาชีพแต่ขณะเดียวกัน ยังคงไว้ซึ่งจิตสำนึกสาธารณะในการนำธุรกิจไปใช้แก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างยั่งยืน”

ดร.สันติ เติมประเสริฐสกุล รักษาการหัวหน้าภาควิชาบริหารธุรกิจ คณะสังคมศาสตร์ มศว. กล่าวถึงรายละเอียดการโครงการประกวดแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมครั้งนี้ว่า “กิจกรรมดังกล่าวนี้มีเป้าหมายในการส่งเสริมและสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่คิดค้น พัฒนาแนวคิด สิ่งประดิษฐ์ หรือกระบวนการใหม่ทางสังคม โดยการจัดทำเป็นแผนธุรกิจภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ซึ่งเป็นแผนที่สามารถดำเนินการให้เกิดขึ้นได้จริงต่อไป โดยผู้เข้าร่วมโครงการเป็นกลุ่มบุคคลทั่วไป ไม่จำกัดว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการเพื่อสังคม หรือผู้ที่มีแนวคิดจะริเริ่มธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม แต่จะต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป รวมทีมไม่เกิน 5 คน โดยต้องสามารถปลุกปั้นแผนธุรกิจให้เกิดขึ้นได้จริงอย่างต่อเนื่องในระยะเวลากว่า 4 เดือน และแผนนั้นต้องเป็นข้อมูลที่ผู้เข้าประกวดสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง มิได้ทำซ้ำ คัดลอก เลียนแบบ และดัดแปลงของผู้อื่น โดยมีความยาวฉบับย่อ ไม่เกิน 15 หน้า (ไม่รวมภาคผนวก font Angsana new ขนาด 16) เพื่อส่งให้คณะกรรมการภายในพิจารณาในรอบคัดเลือก

ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถดาวโหลดใบสมัครที่ https://form.jotform.me/71251851684459 ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2560 ซึ่งกรรมการจะมีการคัดเลือกให้เหลือ 10 ทีม โดยจะได้รับประกาศนียบัตรพร้อมเข้ากิจกรรมเวิร์คช็อปการพัฒนาแผนธุรกิจนวัตกรรมทางสังคม โดยจะมีโค้ชหรือที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำตลอดการทำโครงการ ทั้งนี้ จะประกาศผลและมอบรางวัลในวันที่ 5 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็น “วันนวัตกรรมแห่งชาติ” สำหรับทีมที่ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัลมูลค่าสูงสุด จำนวน 100,000 บาท รองชนะเลิศลำดับที่ 1 จำนวน 50,000 บาท รองชนะเลิศลำดับที่ 2 จำนวน 30,000 บาท และรางวัลชมเชย 2 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท นอกจากนี้ โครงการต่างๆ ที่เข้าร่วมประกวดมีสิทธิที่จะได้เข้ารับการพิจารณาสนับสนุนเงินในกลไกลของ สนช. ได้อีกทางหนึ่งด้วย”

ข่าวเผยแพร่ในสื่อต่างๆ

สนช. ปั้นแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม (กรุงเทพธุรกิจ)

สนช. ขับเคลื่อน "นวัตกรรมเพื่อสังคม" (ไทยโพสต์)

นวัตกรรมเพื่อสังคม (มติชน)

รมว.วท. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนธุรกิจสตาร์ทอัพ จังหวัดชายแดนใต้


จังหวัดปัตตานี - ดร. อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนธุรกิจสตาร์ทอัพในจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเป็นโครงการร่วมมือของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ในจังหวัดชายแดนใต้ (YES) และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงาน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการขับเคลื่อนธุรกิจสตาร์ทอัพร่วมกับคนในพื้นที่ และเยี่ยมชม Co-working space ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับให้กลุ่มสตาร์ทอัพเข้ามาใช้บริการ ทั้งการนั่งทำงาน สืบค้นข้อมูล และแลกเปลี่ยนความคิดใหม่ๆ ในการทำธุรกิจของชายแดนใต้ระหว่างกันเอง

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นหนึ่งในกระทรวงหลักที่มีภารกิจในการผลักดันระบบเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการส่งเสริมให้มีการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้เป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ สอดคล้องกับ “ประเทศไทย 4.0”

พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญที่จะต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อเป็นกลไกหลักในการพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ให้ดีขึ้น สำหรับ “โครงการ “การส่งเสริมการสร้างผู้ประกอบการใหม่และวิสาหกิจเริ่มต้นในภูมิภาคชายแดนใต้” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการทำธุรกิจสูง แต่ยังขาดการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ที่จะนำมาซึ่งการสร้างเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งผลการประชุมร่วมกันกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถสรุปแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคชายแดนใต้ใน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มการเกษตรและอาหาร 2) กลุ่มธุรกิจภาครัฐและการศึกษา และ 3) กลุ่มไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และสื่อ”

รัฐบาลมีนโยบายมุ่งเน้นพัฒนาสตาร์ทอัพให้เป็นนักรบทางเศรษฐกิจที่สามารถใช้ทรัพยากรของประเทศในการผลิตสินค้าและบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นการกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ซึ่งขณะนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กำลังเดินหน้าในการพัฒนาและส่งเสริมเทคสตาร์ทอัพ เริ่มต้นด้วยการสร้างแรงบันดาลใจ เสริมสร้างความรู้ ส่งเสริมให้เกิดแนวคิดธุรกิจใหม่ วางแผนการดำเนินธุรกิจ และสุดท้ายต้องเร่งการเติบโตของธุรกิจโดยการขยายตลาด และเพิ่มรายได้ด้วยกลยุทธ์การตลาดผ่านกิจกรรมต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้จะดำเนินการในรูปแบบของ 8 กิจกรรม ดังนี้

กิจกรรมที่ 1 สร้างความตระหนักและความเข้าใจแก่สาธารณชน
กิจกรรมที่ 2 พัฒนาระบบนิเวศสำหรับการเป็นผู้ประกอบการ
กิจกรรมที่ 3 การพัฒนาระบบนิเวศและกลุ่มอุตสาหกรรม
กิจกรรมที่ 4 สตาร์ทอัพภูมิภาค
กิจกรรมที่ 5 STARTUP THAILAND CONNECT
กิจกรรมที่ 6 ย่านนวัตกรรม
กิจกรรมที่ 7 ฐานข้อมูลสตาร์ทอัพและการประเมินผลกระทบ
กิจกรรมที่ 8 ความง่ายในการดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้นำเสนอการจัดทำแผนในการพัฒนา 3 ส่วน ได้แก่ 1) โครงการสนับสนุนสตาร์ทอัพในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ภายใต้วงเงินสนับสนุนไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อทีม จำนวน 10 ทีมต่อปี 2) โครงการคูปองนวัตกรรมเพื่อยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยไปสู่ประชาคมอาเซียน ในกรอบวงเงิน 500 ล้านบาท โดยร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างและกระจายเทคโนโลยีที่พัฒนาได้จากหน่วยงานต่างๆแก่ผู้ประกอบการไทยสนับสนุนต่อมาตราการส่งเสริมพัฒนาแนวคิดด้านนวัตกรรมให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้พัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันได้ในอนาคตครอบคลุมวงเงินสนับสนุนไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี และ 3) การสนับสนุนโอท็อปซึ่งจะร่วมกับ 5 หน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเครือข่ายดำเนินงาน “คูปองวิทย์เพื่อ OTOP” เพื่อผลักดันการยกระดับสินค้าโอทอปด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตั้งแต่ระดับการทำโครงการต้นแบบ การทดสอบระดับนำร่อง จนถึง การผลิตในเชิงพาณิชย์ ด้วยวงเงินสนับสนุน 1 ล้านบาทต่อโครงการ