สนช.เปิดมุมมองด้านนวัตกรรมรอบด้านแบบ 360 องศา ใน “งาน i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017” วันที่ 5-8 ตุลาคม ไบเทคบางนา

สนช.เปิดมุมมองด้านนวัตกรรมรอบด้านแบบ 360 องศา  ใน “งาน  i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017” วันที่ 5-8 ตุลาคม  ไบเทคบางนา

        สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ขานรับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ขับเคลื่อนประเทศด้วยและนวัตกรรม จัดงาน  i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017  ภายใต้แนวคิด  “i-NNOVATION 360”  งานนวัตกรรมครั้งแรกของประเทศ ที่ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับประสบการณ์และมุมมองนวัตกรรมรอบด้านแบบ 360 องศา  พบกับ 9 รางวัลสุดยอดนวัตกรรมของประเทศ เทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 9 พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย 60 องค์กรผู้ให้บริการปรึกษาเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างครบวงจร และกว่า 120 วิทยากรในเวทีต่างๆ ตลอดทั้งงาน ที่จะมาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์การสร้างสรรค์นวัตกรรมจากทั้งในประเทศและต่างเทศ โดยงานดังกล่าวจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 ตุลาคม 2560 ณ ภิรัชฮอลล์ ไบเทค  ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่  www.innovationTH.com ติดตามรายละเอียดข้อมูลของงานได้ที่  www.facebook.com/NIAThailand

      ดร.พันธุ์อาจ  ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สนช. เปิดเผยว่า จาก นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ที่ได้เน้นย้ำเสมอว่า หลักการทำงานของภาครัฐขอให้ยึดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็มีบทบาทสำคัญอย่างมาก เพราะไทยแลนด์ 4.0 จะเน้นการปฏิรูปประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ  พัฒนาผู้ประกอบการ ทั้งในภาคเกษตรกรรม  ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ดังนั้น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการเสริมสร้างระบบนวัตกรรมแห่งชาติเพื่อเพิ่มคุณค่าที่ยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นหน่วยงานที่สร้างโอกาสในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรม รวมไปถึงการยกระดับทักษะและความสามารถทางนวัตกรรมของกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย จึงได้จัดงาน  i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017  ภายใต้แนวคิด  “i-NNOVATION 360” ซึ่งจะเป็นงานนวัตกรรมครั้งแรกของประเทศ ที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับประสบการณ์และมุมมองนวัตกรรมรอบด้านแบบ 360 องศา ครบ “ทุกมุมมองการสร้างสรรค์นวัตกรรม” จากทั่วประเทศ

สำหรับงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 ตุลาคม 2560 ณ ภิรัชฮอลล์ ไบเทคบางนา  โดยในวันที่ 5 ตุลาคม 2560 ได้รับเกียรติจาก ดร.อรรชกา  สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมมอบนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนประเทศสู่ ไทยแลนด์ 4.0 พร้อมกำหนดกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเปลี่ยนผ่านสังคมไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในทุกภาคส่วน  สำหรับในพิธีมอบรางวัลชนะเลิศสุดยอดนวัตกรรมต่างๆ ในวันที่ 5 ตุลาคม เวลา 18.00 น.นั้น ได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ประจิน  จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานและมอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศในสาขาต่าง ๆ และที่พลาดไม่ได้ก็คือในการประชุมระดับนานาชาติ SITE CONNECT 2017 ภายในงาน i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017 ยัง ได้รับเกียรติจาก ดร.สุวิทย์  เมษินทรีย์  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่จะมากล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "From Science to Innovation Toward Thailand 4.0
วันศุกร์ที่ 6 ต.ค. 60 เวลา 10.30 น. ณ ภิรัช ฮอลล์ 3 ไบเทคบางนา อีกด้วย

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย 4 โซนนวัตกรรม ได้แก่

โซนที่ 1 i-SHOWCASE เป็นโซนจัดแสดงนวัตกรรมที่โดดเด่นและศักยภาพของผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา สังคม ในทุกระดับตั้งแต่เล็กถึงใหญ่ ซึ่งมีความหลากหลายของนวัตกรรมทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์ การออกแบบ นวัตกรรมเชิงสังคม สตาร์ทอัพ บุคคลผู้สร้างแรงบันดาลใจ องค์กรนวัตกรรม ภายในนิทรรศการ “9 รางวัลสุดยอดนวัตกรรมของประเทศ เทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 9 พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” ได้แก่

  1. ด้านนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และสังคมไทย ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ
  2. ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรม ได้แก่ รางวัลการออกแบบเชิงนวัตกรรม
  3. ด้านนวัตกรผู้สร้างแรงบันดาลใจ ได้แก่ รางวัล Inspirational Innovator
  4. ด้านนวัตกรรมข้าวไทย ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย
  5. ด้านต้นแบบนวัตกรรมในระดับนักเรียน นักศึกษา ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย
  6. ด้านวิสาหกิจเริ่มต้น ได้แก่ รางวัล Prime Minister Award: National Startup 2017 และ Startup Thailand Award 2017
  7. ด้านองค์กรนวัตกรรม ได้แก่ รางวัล รางวัลองค์กรนวัตกรรมยอดเยี่ยม
  8. ด้านนวัตกรรมอากาศยานไร้คนขับ ได้แก่ รางวัล UAV Startup
  9. ด้านนวัตกรรมเพื่อสังคม ได้แก่ รางวัลแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม

โซนที่ 2 i-SCENARIO  เป็นโซน นำเสนอ THE BIG INNOVATIONS เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มอนาคตที่ส่งผลต่อประเทศไทย ใน 4 ภาพอนาคตนวัตกรรม ได้แก่ นวัตกรรมฐานชีวภาพ (Bio-Innovation) นวัตกรรมอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม (Industrial & Green Innovation) นวัตกรรมการแบ่งปันและบริการ (Sharing & Service Innovation) นวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) โดยวิทยากรผู้มีประสบการณ์ ในแต่ละกลุ่มจะมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง แนวโน้มและทิศทางนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแบบรอบด้าน เพื่อจับกระแสแนวโน้มนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นในทุกภาคส่วน ซึ่งจะทำให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้สอดคล้องกับทิศทางนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้น

โซนที่ 3 i-SOLUTION พบกับ 60 องค์กรผู้ให้บริการปรึกษาเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างครบวงจร ซึ่งโซนนี้จะเป็นโซนที่น่าสนใจมาก เพราะเปรียบเหมือนเป็นตลาดนัดบริการนวัตกรรม โดยผู้เข้าร่วมงาน จะได้พบกับบริการให้คำปรึกษาด้านต่างๆ  การเข้าปรึกษาเสนอโครงการรับเงินทุนพัฒนานวัตกรรมจาก สนช.   การจับคู่เจรจาต่อยอดธุรกิจนวัตกรรม เช่น จะทำอย่างไร ถึงจะทำให้ธุรกิจเป็นจริงได้ และการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมร่วมกับภาครัฐ  เอกชน  สถาบันการศึกษา เพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมตลอดห่วงโซ่ธุรกิจนวัตกรรม ในหลากหลายรูปแบบทั้งด้านการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม บุคลากรนวัตกรรม  องค์กรนวัตกรรม ซึ่งภายในงานมีบริการให้คำปรึกษาในหลากหลายด้าน ได้แก่ i-Finance แหล่งเงินสนับสนุนนวัตกรรมจากธนาคาร,  i-Market การส่งเสริมนวัตกรรมออกสู่ตลาด เครื่องมือที่ดีจะทำให้การตลาดไปได้ไกล , i-Lab การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมตลอดกระบวน Innovation process รวมถึงการทดสอบและมาตรฐานนวัตกรรม,  i-Production กระบวนการผลิตในยุค 4.0 ด้วยระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ i-Service นำนวัตกรรมไปใช้ทุกกระบวนการภายในองค์กรธุรกิจ สร้างประสิทธิภาพและรายได้ใหม่อย่างชัดเจน ซึ่งโซนนี้จะทำให้ผู้เข้าร่วมงานที่มีความคิด ไอเดีย สามารถที่จะต่อยอดธุรกิจ หรือสามารถทำธุรกิจได้ทันที

โซนที่ 4  i-SHARE เป็นเวทีถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์การสร้างสรรค์นวัตกรรมจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการนำความรู้สร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นในหลากหลายด้าน จากเวทีสัมมนาต่างๆ ภายในงาน ได้แก่ งานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ “การเชื่อมต่อนวัตกรรมฐานวิทยาศาสตร์และธุรกิจเทคโนโลยี 2017”(International Conference on Science-based Innovation and Technopreneurship Connect 2017, SITE CONNECT 2017)" โดยได้กำหนดแนวคิดหลัก “Agtech: From Science to Innovation” แบ่งเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจนวัตกรรมเกษตร (AgTech Innovation: Biorefinery, Agricultural Robotics and Automation, Big data and Decision management, Agricultural service, New Farming Model, Postharvest Management) และธุรกิจนวัตกรรมอาหาร (FoodTech Innovation: Food Trend Foresight, Functional & Medical Food, Urban Food, Novel Food, FoodTech Service และ Food business intelligence) นอกจากนั้นยังมีงานเสวนาที่น่าสนใจ อาทิ งานเสวนา “องค์กรนวัตกรรม…สู่ความยั่งยืนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ในวันที่ 6 ตุลาคม  งานเสวนา “Media Innovation…นวัตกรรมสื่อ” โดยผู้อยู่ในแวดวงสื่อสาร ในวันที่ 7 ตุลาคม และ งานสัมมนา “INNOVATION 101” ให้นิยามนวัตกรรมและแนวทางขอรับทุน สนช. ในวันที่ 8 ตุลาคม

      ศาสตราจารย์ ดร.ศุภวรรณ  ตันตยานนท์ จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานร่วมจัดงานการประชุมวิชาการและการแสดงนิทรรศการระดับนานาชาติการเชื่อมต่อนวัตกรรมฐานวิทยาศาสตร์และธุรกิจเทคโนโลยี 2017 หรือ (SITE CONNECT 2017) กล่าวว่า “ในงาน i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017 ครั้งนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้จัดให้มี งานประชุมวิชาการและการแสดงนิทรรศการระดับนานาชาติการเชื่อมต่อนวัตกรรมฐานวิทยาศาสตร์แและธุรกิจเทคโนโลยี 2017 หรือ (International Conference and Exhibition on Science-Based Innovation and Technopreneurship Connect 2017; SITE CONNECT 2017) ระหว่างวันที่ 6 – 8 ตุลาคม 2560 ซึ่งคณะวิทยาศาสตร์ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพร่วม เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ครบรอบ 100 ปีของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ด้วย นอกจากนี้แล้ว คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ยังเป็นผู้นำในการก่อตั้งหลักสูตรสหสาขาวิชาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม ของจุฬาฯ เมื่อปี พศ 2550 เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างสรรค์นวัตกรรม การดำเนินการของหลักสูตรดังกล่าว จนถึงปัจจุบัน ครบรอบ 10 ปี พอดี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดงาน SITE CONNECT 2017 ครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อร่วมกันผลักดันและส่งเสริมศักยภาพธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมโดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนภาคการเกษตรไทยจาก “เกษตรแบบดั้งเดิม”ไปสู่ “เกษตรอุตสาหกรรม” และก้าวไปสู่ “เกษตรบริการหรือธุรกิจเกษตร” ที่มีการใช้นวัตกรรมฐานวิทยาศาสตร์เป็นหลักในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย ในงาน SITE CONNECT 2017 ได้จัดออกเป็น 7 สาขาธุรกิจ ได้แก่ 1) สาขาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ 2) สาขาธุรกิจเกษตรดิจิทัล 3) สาขาธุรกิจเครื่องจักรกลเกษตร หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 4) สาขาธุรกิจการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและการขนส่ง 5) สาขาธุรกิจไบโอรีไฟเนอรี่ 6) สาขาธุรกิจการบริการทางธุรกิจเกษตร และ 7) สาขาธุรกิจรูปแบบการจัดการฟาร์มแบบใหม่  แนวคิดหลักของงานครั้งนี้คือ "การขับเคลื่อนพลวัตของการเติบโตทางธุรกิจเกษตรด้วยวิทยาศาสตร์สู่นวัตกรรม “Agtech: From Science to Innovation” โดยแบ่งเป็น 2 ด้านใหญ่ ได้แก่ ธุรกิจนวัตกรรมเกษตร และธุรกิจนวัตกรรมอาหาร ซึ่งผู้เข้าร่วมการประชุมวิชาการและการแสดงนิทรรศการระดับนานาชาติในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับความรู้ และมุมมองใหม่ๆ จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในเอเชียและส่วนอื่นๆ ของโลก แล้ว ยังจะสามารถนำประสบการณ์จากการชมนิทรรศการต่างๆ ไปต่อยอดในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกได้”

ดร.พันธุ์อาจกล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับการจัดงาน  i-NNOVATION THAILAND WEEK 2017  ในครั้งนี้จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 ตุลาคม 2560 ณ ภิรัชฮอลล์ ไบเทค  ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่  www.innovationTH.com และสามารถติดตามรายละเอียดข้อมูลของงานได้ที่  www.facebook.com/NIAThailand/ อีกด้วย”

สนช. ร่วมกับ อีจีเอ จัด MEGA 2017 สร้างเศรษฐกิจเชิงข้อมูล ดันสตาร์ทอัพไทยใช้ข้อมูลภาครัฐสร้างแอปบริการประชาชน

สนช. ร่วมกับ อีจีเอ ผลัก MEGA 2017 สร้างเศรษฐกิจเชิงข้อมูล ดันสตาร์ทอัพไทยใช้ข้อมูลภาครัฐสร้างแอปบริการประชาชน พร้อมอัดเงินก้อนใหญ่นำแนวคิดไปสู่เชิงพาณิชย์ให้ได้

โครงการประกวดผลงานนวัตกรรมการพัฒนาโมบายโซลูชันภาครัฐ ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2560” (Mobile Enterprise d-Government Award 2017 : MEGA 2017) ในปีนี้ถือเป็นปีแรกที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรืออีจีเอ จัดร่วมกันด้วยแนวคิดหรือ Theme หลักคือ Data Economy ที่เป็นการจัดสรรระบบข้อมูลภาครัฐเพื่อพัฒนาเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ ที่จะขับเคลื่อนทั้งภาครัฐและเอกชนไปด้วยกัน

โครงการนี้จึงถือเป็นอีกโครงการหนึ่งที่ สนช. ตั้งเป้าหมายที่จะสร้าง Data Economy ร่วมกับ อีจีเอ และคาดหวังให้เกิดผลผลิตในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างผลงานชนะเลิศการประกวดเท่านั้น ยังเป็นโครงการที่สอดคล้องและนำไปต่อยอดกับโครงการย่านนวัตกรรม (Innovation District) ในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of innovation : EECi) ที่ จะร่วมมือกันขับเคลื่อนย่านมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรม วิสาหกิจเริ่มต้น ภายในย่านนวัตกรรม  โดยกำหนดวางผังย่านและจัดทำแผนพัฒนาในปีงบประมาณ 2560

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สนช. เปิดเผยว่า สนช. ได้สนับสนุนการสร้างนวัตกรรมในหลายสาขาธุรกิจ เน้นหนักไปทางผู้ประกอบการในกลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) แม้ว่าในกลุ่ม Data Economy ที่เน้นการสร้างนวัตกรรมจากข้อมูลภาครัฐยังมีความตื่นตัวในวงจำกัด โครงการนี้ถือเป็นโอกาสใหม่อันดีในการรังสรรค์นวัตกรรมและผลักดันโซลูชันกลุ่มนี้ให้มีมากขึ้นในเชิงพาณิชย์ต่อไป

การประกวดครั้งนี้ สนช. จะมีส่วนร่วมในการเข้ามาสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้เข้าประกวดต้องนำเสนอความคิดและไอเดียสู่ความเป็นนวัตกรรมที่มีรูปแบบของแผนธุรกิจที่สามารถนำไปสู่การประยุกต์ใช้ที่แท้จริง โดยครอบคลุมประเด็นทางเทคโนโลยี การเงิน การตลาด และความสามารถของทีม ซึ่งอาจเป็นโครงการที่พัฒนามาแล้วในระดับห้องปฏิบัติการวิจัยให้มาสู่การปฏิบัติการระดับอุตสาหกรรมในเชิงพาณิชย์ หรืออาจอยู่ในขั้นตอนของการทำต้นแบบ (Prototype) รูปแบบทดลอง (Experimental units) การทดสอบในระดับนำร่อง (Pilot Scale) เพื่อยืนยันความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีก่อนจะนำไปสู่การผลิตจริง โรงงานนำร่อง (Pilot Plant) การปฏิบัติการก่อนเป็นเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ (Pre-Commercial) ตลอดจนการทดสอบในกระบวนการผลิตจริง (Full Scale Trial) เมื่อผ่านเข้ารอบจึงพัฒนาเป็น Prototype และ Demo/MVP ที่สามารถนำไปสร้าง Business Model ได้จริงต่อไป และนำมาแสดงต่อคณะกรรมการในรูปแบบของ Demo/MVP ที่พร้อมต่อการพัฒนาต่อยอด

ส่วนหัวข้อการประกวดของผู้ประกอบการจะแบ่งเป็น 3 หมวดหลักที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of innovation : EECi) ได้แก่ การขนส่งและการเดินทาง (Logistic / Transport), เมืองน่าอยู่ (Waste / Safety / Urban / Security / Sanitary), การเข้าถึงบริการภาครัฐ (Public Service Accessibility / Health Tech) โดยในส่วนการเข้าถึงบริการภาครัฐ จะมีอีก 2 หมวดย่อยพิเศษ คือ Chatbot และ Traffic / Queue / Resource Management เป็นต้น

ส่วนของรางวัลสำหรับผู้ประกอบการ นอกจากโอกาสการต่อยอดทางธุรกิจกับหน่วยงานภาครัฐ และโอกาสในการเรียนรู้เสริมสร้างทักษะและความรู้ในด้านต่างๆ รวมถึงเงินรางวัลหลักทั้ง 8 รายการของโครงการแล้ว สำหรับทีมที่ผ่านเข้ารอบในรอบ Prototype จะได้รับเงินทุนสนับสนุนเพื่อพัฒนาต้นแบบ จาก สนช. สูงสุด 1,000,000 บาทต่อทีม โดยเงื่อนไขเงินทุนสนับสนุนเพื่อพัฒนาต้นแบบจะอยู่ในรูปแบบของเงินสนับสนุน ไม่มีข้อผูกมัดในเรื่องการเข้าถือหุ้น ถือเป็นเงิน Seed Money ที่ทำให้ต้นแบบเป็นเชิงพาณิชย์และเข้าสู่รอบ Seed Round หรือ Pre Series A ต่อไป

โดยผู้ผ่านเข้ารอบตามกติกามีสิทธิได้รับการสนับสนุนจะต้องลงทุนในโครงการในรูปของเม็ดเงิน (In-Cash) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ของค่าใช้จ่ายโครงการ ขณะที่ สนช. จะสนับสนุนเงินอุดหนุนในรูปแบบของเงินสนับสนุนไม่เกินร้อยละ 75 ของค่าใช้จ่ายโครงการ ในวงเงินไม่เกินหนึ่งล้านบาทต่อโครงการ โดยคงระยะเวลาการสนับสนุนไม่เกิน 6 เดือน

ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ อีจีเอ เปิดเผยว่า โครงการนี้ต้องการเน้นสิ่งที่ภาครัฐมี คือฐานข้อมูลที่เข้าถึงการบริการประชาชนทั้งประเทศในทุกภาคส่วน ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนเองสามารถคิดค้นแอปพลิเคชันใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยคาดหวังว่าจะดึงภาคเอกชนฝีมือดีเข้ามาพัฒนาต่อยอดและสร้างหน่ออ่อนจากนักศึกษาที่กำลังจบจากมหาวิทยาลัยให้มีความคุ้นชินกับเรื่องรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์และเข้ามาพัฒนางานร่วมกัน ดังนั้น การเร่งผลักดัน Open Data ของภาครัฐต่อเนื่องด้วยการสร้าง KDI หรือชุดซอฟต์แวร์ที่ทำให้สามารถดึงข้อมูลภาครัฐไปใช้ได้อย่างอัตโนมัติจึงจำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ถือเป็นปีเริ่มต้นที่เริ่มเปิด KDI และจะเป็นปีทดลองที่มีนัยสำคัญต่อการพัฒนาอย่างมาก

การทำให้ผลงานหรือแนวคิดที่เกิดจากโครงการ MEGA 2017 สามารถต่อยอดและเติบโต ยิ่งถ้านำไปสู่การเป็น Tech Start-Up ได้ จะถือเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งยวด ซึ่งโครงการในปีนี้ได้สร้างกระบวนการเช่นเดียวกับที่ Tech Start-Up จะต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นการ Pitch Idea การสร้างที่ปรึกษา หรือ Mentor และการนำเสนอผลงานต่อนักลงทุนจริงๆ ซึ่งเป็น Ecosystem ที่ผู้ประกวดต้องประสบ ดังนั้น มาตรฐานในกระบวนการประกวดจะสูงขึ้น และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมจริงของบริษัท Start-up” ดร.ศักดิ์ฯ กล่าว

โครงการ MEGA 2017 จัดประเภทการประกวดเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทนักศึกษา (Idea Student) และประเภทผู้ประกอบการ (Accelerator) สำหรับผู้ประกอบการจะเป็นการนำเสนอผลงาน หรือนวัตกรรม ที่กำลังพัฒนา หรือพัฒนาสำเร็จแล้ว และนำมาแสดงต่อคณะกรรมการในรูปแบบของ Prototype/MVP ที่สามารถนำไปสร้าง Business Model ได้จริง

นอกจากนี้ ทั้ง 2 ประเภท ผู้ประกวดสามารถนำชุดข้อมูลในรูปแบบของ Open Government Data ใน data.go.th มาพัฒนาเป็นผลงานในการประกวดได้ และสำหรับปีนี้ทาง EGA จะเตรียมข้อมูล Open Data ของภาครัฐในรูปแบบ KDI ไว้ให้ใช้งานสำหรับในบางหมวดด้วย ซึ่งจะให้ใช้เฉพาะกลุ่มผู้เข้าประกวดระดับผู้ประกอบการก่อน เนื่องจากยังถือเป็นเรื่องใหม่ในวงการซอฟต์แวร์ภาครัฐ

นอกจากการประกวดแล้ว MEGA2017 ยังมีกิจกรรม “แคมป์บ่มเพาะ” (Incubation) ให้แก่รุ่นนักศึกษา โดยมีการบ่มเพาะรวมทั้งหมด 3 ครั้งสำหรับผู้เข้าประกวดที่ผ่านการคัดเลือกแต่ละรอบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและดึงศักยภาพสูงสุดในตัวผู้เข้าประกวดและทีมงาน ตลอดจนเสริมสร้างความรู้เรื่องเทคโนโลยี เครื่องมือการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สำคัญ รวมทั้งสารประโยชน์ แนวโน้มเทคโนโลยีใหม่ๆ ของโลก และเรื่องสำคัญอื่นๆ อีกมากมายเพื่อเป็นการบ่มเพาะเพิ่มทักษะทางธุรกิจ เพื่อก้าวสู่กลุ่ม Start-up  นอกจากนั้น ผู้เข้ารอบยังมีโอกาสได้พบกับเจ้าของหน่วยงานภาครัฐที่เลือกพัฒนาแอปพลิเคชัน เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะโดยตรง อีกทั้งอาจเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจต่อไปหลังจบโครงการ

สำหรับรางวัลของการประกวดประกอบด้วย โอกาสการต่อยอดทางธุรกิจ (Business Opportunity) กับหน่วยงานภาครัฐในทุกผลงาน รางวัลหลัก 8 รางวัล แบ่งเป็นประเภทนักศึกษา รางวัลชนะเลิศ ถ้วยรางวัลพระราชทาน โล่เกียรติคุณ เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมูลค่า 100,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โล่เกียรติคุณ เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมูลค่า 70,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โล่เกียรติคุณ เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมูลค่า 50,000 บาท รางวัลชมเชย เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุน เป็นจำนวนมูลค่า รางวัลละ 20,000 บาท

ประเภทผู้ประกอบการ รางวัลชนะเลิศ ถ้วยรางวัลพระราชทาน โล่เกียรติคุณ เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมูลค่า 100,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โล่เกียรติคุณ เกียรติบัตร พร้อมทุนสนับสนุนเป็นจำนวนมูลค่า 70,000 บาท

ข่าวเผยแพร่ในสื่อ

สนช. จับมือ อีจีเอ. ลงนาม ผลัก MEGA 2017 สร้างแอปพลิเคชั่น บริการประชาชน (ThaiPR)

ความร่วมมือ สนช. และ อีจีเอ. (โพสต์ทูเดย์)

 

Startup Thailand 2017 เปิดตัวครั้งแรก “Eastern Rise@ชลบุรี” นำร่องพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก

 

งาน “Startup Thailand 2017 ” เปิดตัวขึ้นครั้งแรกยิ่งใหญ่แล้วที่ชลบุรี ระหว่างวันที่ 26-27 พฤษภาคม 2560 เป็นการเปิดตัวจัดงานขึ้นครั้งแรกในระดับภูมิภาค และเป็นการจัดขึ้นในภาคตะวันออก ภายใต้แนวคิดและบริบท“Eastern Rise @ ชลบุรี” เพื่อพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก Eastern Economic Corridor of innovation หรือ EECi เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน รวมถึงยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมเดิมให้มีการนำเทคโนโลยีมาสร้างนวัตกรรมที่เพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน ตลอดจนสร้างให้เกิดอุตสาหกรรมฐานนวัตกรรมใหม่ขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ
 

ดร. อรรชกา  สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้กล่าวในโอกาสที่เดินทางมาเป็นประธานในการเปิดงาน Startup Thailand 2017 ว่า การจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดตัวสำหรับการจัดงาน Startup Thailand 2017 ขึ้นครั้งแรกในระดับภูมิภาค และถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นในภูมิภาคตะวันออก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่มีความสำคัญและมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน ซึ่งภาครัฐได้มีโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ถือเป็น New Engine of Growth ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต

ดร.อรรชกาฯ กล่าวต่อไปว่า ในการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยเทคโนโลยี และการพัฒนานวัตกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญ จึงได้มีการพิจารณาและกำหนดแผนการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of innovation : EECi) ขึ้น ให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนในโครงการฯ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับพันธมิตรจากหน่วยงานภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ

“สำหรับ EECi  ถือเป็นอีกหนึ่งในโครงการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการต่อยอดการวิจัยเพื่อพัฒนาสู่การสร้างนวัตกรรม และเพื่อพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ เพื่อให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่มีความเข้มแข็งและมีความพร้อมในการพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมเดิมให้มีการนำเทคโนโลยีมาสร้างนวัตกรรมที่เพิ่มมูลค่า ช่วยลดต้นทุน ตลอดจนสร้างให้เกิดอุตสาหกรรมฐานนวัตกรรมใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนการเติบโตให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ”

งาน STARTUP Thailand ถือเป็นอีกกลไกหนึ่งของภาครัฐ ในการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ ผ่านการสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้นหรือ STARTUP โดยเฉพาะในกลุ่ม TECH Startup ในสาขาต่างๆ

ภาครัฐมุ่งหวังให้กลุ่ม Startup เหล่านี้ สามารถเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืนได้แล้ว ยังมุ่งหวังให้ Startup เหล่านี้ มีศักยภาพ และเป็นกำลังสำคัญที่สามารถสนับสนุนการพัฒนายกระดับกลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสาขาต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมหลักของประเทศด้วย ซึ่งจะส่งผลโดยรวมต่อการยกระดับอุตสาหกรรมของไทยทั้งระบบ และส่งเสริมการสร้างรายได้ และการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ดี การพัฒนา Startup จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ และการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเติบโตของ Startup หรือ Startup Ecosystem 

งาน Startup Thailand ที่จัดขึ้น จึงไม่ได้มุ่งเน้นแต่เพียงการเติบโตของ Startup กลุ่มเดียว แต่เพื่อมุ่งส่งเสริม Startup และพัฒนา Startup Ecosystem ทั้งระบบ ให้สามารถส่งเสริมการพัฒนา และเอื้อประโยชน์ระหว่างกัน     

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่าดังนั้นกลไกของภาครัฐ จึงจำเป็นจะต้องเชื่อมโยงการพัฒนา Startup ทั้ง Ecosystem และรวมไปถึงการพัฒนาเครือข่ายมหาวิทยาลัย การสนับสนุนกลุ่มนักลงทุน การสร้างเครือข่ายการพัฒนาระหว่างประเทศ และการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับ startup อีกด้วย  

งาน STARTUP Thailand เป็นเวทีกลางที่เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อการสนับสนุนการพัฒนาและเติบโตของ Startup ทั้งระบบ ในมิติต่างๆ ซึ่งแนวคิดการจัดงานในภูมิภาคตะวันออกครั้งนี้ Eastern Rise ได้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจและจุดประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้เป็นอย่างดี ถึงความมุ่งหวังและต้องการยกระดับการเติบโตของทั้งภูมิภาคไปพร้อมๆกัน เพราะทุกคน ทุกธุรกิจ ถือเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาที่มั่นคงอย่างยั่งยืน ที่จะยกระดับและพัฒนาผู้ประกอบการ Startup ของไทย ให้เข้มแข็งและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ด้าน รศ.ดร.สมเจตน์ ทิณพงษ์ ประธานกรรมการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ และประธานกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ ได้กล่าวในการเปิดงานครั้งนี้ว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะผู้จัดงาน STARTUP Thailand 2017 ซึ่งถือเป็นหน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลในการจัดโครงการ National Campaign Startup Thailand ขึ้น เพื่อสนับสนุนนโยบายการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศ ที่มุ่งเน้นการพัฒนา STARTUP เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการกำหนดให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่สามารถใช้ทรัพยากรของประเทศในการผลิตสินค้าและบริการมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงานในท้องถิ่น และการกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ซึ่งถือเป็นกลไกในการขับเคลื่อนประเทศ

“โดยหน้าที่หลักของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ก็คือ การสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ รวมถึงการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจ เพราะเทคโนโลยีและนวัตกรรมจะเป็นเครื่องมือและกลไกสำคัญที่สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจ”

รศ.ดร.สมเจตน์ฯ กล่าวต่อไปว่าการจัดงาน STARTUP Thailand ถือเป็นอีกกลไกหนึ่ง ที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของ STARTUP และการส่งเสริมความสมบูรณ์ของ STARTUP Ecosystem ในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งจากความสำเร็จของการจัดงาน STARTUP Thailand ในปีที่ผ่านมามา ได้เกิดกระแสตอบรับและการพัฒนากลไกสนับสนุน  STARTUP ในวงกว้าง กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงได้กำหนดจัดงาน STARTUP Thailand 2017 ขึ้นอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนการต่อยอดทางธุรกิจ และการต่อยอดในการพัฒนาขับเคลื่อน STARTUP ของประเทศไทย โดยการจัดงานในครั้งนี้ กำหนดเดินสายทั่วทุกภูมิภาค ได้แก่ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคเหนือและภาคกลาง โดยแนวคิด และบริบทของแต่ละภาคจะแตกต่างกันออกไป 

สำหรับการจัดงาน STARTUP Thailand 2017 ในปีนี้ เพื่อแสดงจุดยืนและความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้วยการส่งเสริม สนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจแก่สตาร์ทอัพที่มีศักยภาพในการขยายธุรกิจและสร้างตลาดใหม่ ให้สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยโครงการ และบริการต่างๆ ที่จะช่วยสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 

สำหรับกิจกรรมสำคัญที่น่าสนใจและจะเกิดขึ้นภายในงาน ตลอด 2 วันในหัวข้อต่างๆ นั้นได้แก่

  • International Conference & Seminar : พบกูรูและผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ STARTUP จากทั่วโลก มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์  แลกเปลี่ยนความรู้   
  • Startup Showcase : การรวมตัวของเหล่าสตาร์ทอัพจากทั้งในและต่างประเทศ มานำเสนอผลงานนวัตกรรม แนวคิด และการบริการที่สร้างสรรค์  
  • Startup Ecosystem Showcase : นิทรรศการที่รวบรวมกลุ่มผู้สนับสนุนทางธุรกิจภาคเอกชน  นักลงทุน มหาวิทยาลัย และหน่วยสนับสนุน STARTUP จากทั้งในและต่างประเทศ  
  • Government Services : รวมบริการจากภาครัฐ เพื่อการสนับสนุนและการต่อยอดทางธุรกิจของ STARTUP  
  • Pitching Challenge :  ค้นหาสุดยอด STARTUP จากเวที Startup Thailand

“STARTUP Thailand Pitching Challenge ในรอบคัดเลือกจะคัดผู้ชนะเลิศในแต่ละภาคมา 5 ภาค และมาแข่งขันตัดสินเพื่อหาผู้ชนะเลิศ STARTUP Thailand Grand Pitching Challenge ที่กรุงเทพฯ  ส่วน STARTUP Thailand League สำหรับระดับมหาวิทยาลัยก็จะมีการแข่งขันในรอบคัดเลือกจาก 4 ภาค และมาตัดสินชนะเลิศที่กรุงเทพฯ เช่นเดียวกัน” ดร.สมเจตน์กล่าวในที่สุด

ด้วยความเพียบพร้อมทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข คมนาคม อุตสาหกรรมและความได้เปรียบด้านพื้นที่ที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ทำให้ภาคตะวันออกมีศักยภาพมากพอที่จะเป็นหนึ่งพื้นที่เขตเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ  ทั้งนี้ ความรู้ความเข้าใจด้านสตาร์ทอัพ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จะช่วยให้เกิดแรงกระตุ้นในการยกระดับเศรษฐกิจของภาคตะวันออกสู่สังคมแห่งการเป็นผู้ประกอบการ  โดยในปัจจุบันคาดว่ามีสตาร์ทอัพประมาณ 30 รายในจังหวัดชลบุรี ซึงส่วนใหญ่อยู่ในศรีราชา บางแสนและพัทยา และอีก 50-80 รายในภาคตะวันออกทั้งหมด

สนช. จับมือจิสด้า ใช้ วทน. สร้างนวัตกรรมของภาคการผลิตและบริการให้แก่ประเทศ

สนช. จับมือจิสด้า ใช้ วทน. สร้างนวัตกรรมของภาคการผลิตและบริการให้ประเทศ เพื่อส่งเสริมโอกาศแก่น้องๆมหาวิทยาลัยและพี่ๆรุ่นใหญ่ รังสรรค์ความเป็นเลิศของนวัตกรรม


ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) เป็นประธานร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพของกลุ่มผู้ประกอบการโดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่การดำเนินการเชิงพาณิชย์ ร่วมผลักดันให้เกิดการลงทุนด้านนวัตกรรมของภาคการผลิตและบริการ

เพื่อสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มที่สูงจากการดำเนินธุรกิจนวัตกรรม โดยอาศัยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการสร้างระบบนวัตกรรมของประเทศ ผ่านการขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมจากผู้ประกอบการไทย รวมไปถึงการวางแผนเชิงพื้นที่ในอนาคต การช่วยการตัดสินใจ และการสร้างคุณค่าทางด้านนวัตกรรม เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 ณ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

โครงการนี้มีเป้าหมายดังนี้

  • พัฒนาระบบการวิเคราะห์ผลกระทบและแบบจำลองการแสดงผล (Impact Analysis and Simulation Platform) จากสถานการณ์ต่างๆ เช่น การใช้พื้นที่ในภาคอุตสาหกรรม การลงทุน เป็นต้น
  • ก่อให้เกิดการบริหารจัดการเชิงนโยบายของพื้นที่ Southern Economic Corridor: SEC และ Eastern Economic Corridor : EEC อย่างมีประสิทธิภาพ ใน 3 ระดับ
    • ระดับเมือง
    • ระดับ EEC
    • ระดับประเทศ

วท. แถลงความพร้อมการจัดงาน Startup Thailand 2017 ใน 5 จังหวัดทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

กระทรวงวิทย์ฯ แถลงความพร้อมการจัดงาน “Startup Thailand 2017”
เตรียมจัดอย่างกระหึ่มยิ่งใหญ่ขึ้นใน 5 จังหวัดทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ฤกษ์จุดพลุเปิดงาน “Startup Thailand 2017” ขึ้นอย่างกระหึ่มปีนี้แล้ว โดยวางเป้าจัดงานขึ้นตามหัวเมืองภาคต่างๆ 5 จังหวัดทั่วประเทศ เริ่มที่ ชลบุรี เป็นจังหวัดแรกในวันที่ 26-27 พ.ค. ศกนี้และจะจัดหมุนเวียนไปตามลำดับทั้งที่ สงขลา ขอนแก่น เชียงใหม่ และปิดท้ายที่กรุงเทพมหานคร


ดร. อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องการจัดงาน “Startup Thailand 2017” ในครั้งนี้ว่า การจัดงานดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศและเป็นไปตามวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้น เป็นนักรบทางเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Warrior: NEW) โดยกำหนดให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่เปิดสำหรับการเติบโตของอาเซียน ทั้งนี้เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นให้เป็นนักรบทางเศรษฐกิจที่สามารถใช้ทรัพยากรของประเทศในการผลิตสินค้าและบริการ รวมไปถึงเรื่องมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงานในท้องถิ่น และการกระจายรายได้สู่ภูมิภาค รวมทั้งก่อให้เกิดอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้นจึงได้มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดทำโครงการ .National Campaign Startup Thailand” เพื่อเป็นการระดมผู้ประกอบการรายใหม่ของประเทศให้มารวมตัวกัน พัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ตลอดจนพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในการสร้างความตระหนักและความตื่นตัว จิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ สู่กระบวนการบ่มเพาะและการพัฒนาผู้ประกอบการ เพื่อเร่งรัดธุรกิจสู่ตลาดสากล

“กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นหนึ่งในกระทรวงหลักที่มีภารกิจในการผลักดันระบบเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการส่งเสริมให้มีการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้เป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ ให้สอดคล้องกับ “ประเทศไทย 4.0” ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ไปสู่ “Value-Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” โดยคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่อไป” ดร.อรรชกา กล่าว

การจัดงานครัั้งนี้ยังเป็นการต่อยอดเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ อย่างแท้จริงและทันเหตุการณ์ อีกทั้งเป็นการแสดงความพร้อมของประเทศไทยที่จะเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้น และความพร้อมของภูมิภาคอาเซียน ในการเป็นภูมิภาคชั้นนำในการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นฯ ชี้ให้เห็นถึงจุดยืนและความมุ่งมั่นของประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมส่งเสริม สนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเพื่อการขยายธุรกิจ

ในปี 2559 ที่ผ่านมา กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน ได้แก่ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และเครือข่ายภาคเอกชน จัดงาน Startup Thailand 2016 ขึ้นที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ซึ่งการจัดงานครั้งนั้น ก่อให้เกิดการเป็นที่รู้จักในเชิงบวก จึงเกิดการรวมตัวของกลุ่มวิสาหกิจเบื้องต้นเป็นครั้งแรกโดยการนำเสนอมาตรการส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้นในรูปแบบบูรณาการจากรัฐบาล มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 36,000 คน มากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้มีการจัดงาน Startup Thailand & Digital Thailand 2016 ระดับภูมิภาคต่อเนื่องที่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดภูเก็ต เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ภูมิภาคได้รับรู้และมีโอกาสในการเข้าร่วมกระบวนการพัฒนาการดังกล่าวตั้งแต่เริ่มต้น 

เพื่อเป็นการสร้างความต่อเนื่องของกิจกรรมดังกล่าวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติอย่างแท้จริงและทันเหตุการณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงกำหนดจัดงาน Startup Thailand 2017 ขึ้นระหว่างวันที่ 6 - 9 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความพร้อมของประเทศไทยที่จะเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นในอาเซียน และความพร้อมของภูมิภาคอาเซียน ในการเป็นภูมิภาคชั้นนำในการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นฯ แสดงจุดยืนและความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมส่งเสริม สนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในการขยายธุรกิจและสร้างตลาดใหม่(Scalable) สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด (High growth) โดยการระดมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่(Technology Startup) ของประเทศให้มารวมตัวกันเพื่อสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีรายใหม่ (Technology Startup) ในประเทศไทย โดยเปิดโอกาสให้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติและสร้างความตระหนักรับรู้ให้กับทุกคนในสังคม ในการเป็นผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ อาทิเช่น นักเรียน นักศึกษา นักเรียนอาชีวะช่วยผลักดันให้เกิดสังคมแห่งผู้ประกอบการขึ้นในประเทศไทยและส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การจัดงาน “Startup Thailand 2017” ปีนี้ มีกิจกรรมหลักภายในงาน เช่น ปาฐกถาวิทยากร
ระดับนานาชาติ เสวนาจากผู้เชี่ยวชาญ นิทรรศการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับ Startup พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเพื่อบริการข้อมูลความรู้จากหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และหน่วยงานจากต่างประเทศ เวทีการแข่งขัน (Startup Pitching) และนิทรรศการ Startup Showcase จัดให้มีพื้นที่สำหรับ Startup โดยมีเป้าหมายในการรวบรวมกิจการ Startup ในประเทศไทยทั้งหมด และจัดแบ่งพื้นที่นิทรรศการออกตามประเภทของ Startup 9 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่

  1. ด้านเกษตรและอาหาร (AgriTech/Food Startup)
  2. ด้านการแพทย์และสาธารณสุข (HealthTech)
  3. ด้านการเงินและการธนาคาร (FinTech)
  4. ด้านอุตสาหกรรมการศึกษา (IndustryTech)
  5. ด้านการท่องเที่ยว (TravelTech)
  6. ด้านไลฟ์สไตล์ (LifeStyle)
  7. ด้านพาณิชยกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce)
  8. ด้านภาครัฐ/การศึกษา (GovTech/EdTech) 
  9. ด้านอสังหาริมทรัพย์ (PropertyTech)

สำหรับการจัดงาน STARTUP Thailand 2017 เพื่อเป็นการต่อยอดการพัฒนาขับเคลื่อน STARTUP ของประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับพันธมิตร จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคมเพื่อยกระดับ STARTUP Thailand 2017 สู่การเป็น Platform ใหม่ในการเชื่อมโยงและส่งเสริมการเติบโตของ STARTUP ในภูมิภาค ภายใต้แนวคิด "STARTUP THAILAND, SCALE UP ASIA" โดยมีธีม (Theme) งานในจัดขึ้นในแต่ละจังหวัดที่จัดงานแตกต่างกันออกไป

  • ชลบุรี “Eastern Rise @ ชลบุรี 26-27 พ.ค. 60”
  • สงขลา “Sea of Opportunities @ สงขลา 2-3 มิย 60”
  • ขอนแก่น “Mekong Connect @ ขอนแก่น 9-10 มิย 60”
  • เชียงใหม่ “Creative Valley @ เชียงใหม่ 23-24 มิย 60”
  • กรุงเทพฯ “Scale up ASIA @ กรุงเทพฯ 6-9 ก.ค. 60” 

ภายในงานยังมีกิจกรรมและไฮไลท์ต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายดังนี้

  1. International Conference & Seminar 
    พบ กูรู และผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ STARTUP จากทั่วโลก มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ แลกเปลี่ยนความรู้
  2. Startup Showcase
    การรวมตัวของเหล่าสตาร์ทอัพ จากทั้งในและต่างประเทศ มานำเสนอผลงานนวัตกรรม แนวคิด และการบริการที่สร้างสรรค์
  3. Startup District
    พบ Startup Ecosystem ที่รวบรวมกลุ่มผู้สนับสนุนทางธุรกิจภาคเอกชน นักลงทุน มหาวิทยาลัย และหน่วยสนับสนุน STARTUP จากทั้งในและต่างประเทศ
  4. Government Service
    รวมบริการจากภาครัฐ เพื่อการสนับสนุนและการต่อยอดทางธุรกิจของ STARTUP
  5. Pitching Challenge
    ร่วมค้นหาสุดยอด STARTUP จากเวที Startup Thailand Grand Pitching Challenge U-league Challenge 
  6. Startup Hack
    กิจกรรมบ่มเพาะ STARTUP โดยกูรูและผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ

Startup ตลอดจนผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 02-017-5555  เว็บไซต์ http://www.thailandstartup.org หรือ Facebook: Startup Thailand

สนช. จับมือ มศว. เปิดโครงการประกวดแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม

สนช. จับมือ มศว. เปิดโครงการประกวดแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 2 แสนบาท ตั้งเป้ากระตุ้นคนรุ่นใหม่ใช้นวัตกรรมนำธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าทั้งเศรษฐกิจและสังคม

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการประกวดแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม (SOCIAL INNOVATION BUSINESS PLAN CONTEST 2017)” เพื่อส่งเสริมให้สังคมตระหนักถึงการนำนวัตกรรมเข้าไปใช้แก้ปัญหาทางสังคมโดยใช้หลักธุรกิจเพื่อสังคมที่จะต้องคำนึงถึงการประสบความสำเร็จทั้งในรูปแบบทางการเงินและคุณค่าทางสังคมเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์นวัตกรรมเพื่อสังคมของ สนช. ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสอดคล้องกับการพัฒนาในมิติด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สนช. กล่าวว่า "นวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) มีความหมายครอบคลุมถึงสิ่งใหม่ที่สร้างขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการ ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือรูปแบบการพัฒนาที่เป็นที่ยอมรับ เพื่อแก้ไขและตอบสนองต่อปัญหาทางสังคม และต้องสามารถแพร่กระจายไปยังสังคมอื่นๆ รวมถึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคม ที่ผ่านมา สนช. ได้สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมและให้ทุนแก่ผู้ประกอบการนวัตกรรมปีละกว่า 100 ธุรกิจใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “นวัตกรรมเชิงธุรกิจ” ที่มุ่งสร้างผลกำไรสู่องค์กรเป็นหลัก แต่ปัจจุบันการสร้างสรรค์นวัตกรรมไม่ได้จำกัดเพียงการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่สามารถแข่งขันได้เท่านั้น แต่ยังต้องสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมและตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมเพิ่มมากขึ้น รวมถึงกระแสโลกที่ประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญกับการมุ่งสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมไปถึงประเด็นด้านสังคมอื่นๆ เช่น การใช้แรงงาน สวัสดิการสังคม

ในปี 2560 ถือเป็นปีแรกที่ สนช. กำหนดยุทธศาสตร์นวัตกรรมเพื่อสังคมขึ้น เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามสหประชาชาติใน 17 ด้าน และแบ่งโจทย์ด้านสังคมเป็น 9 กลุ่ม ได้แก่ 1) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
2) ความเชื่อมโยงระหว่าง อาหาร น้ำ และพลังงาน
3) การศึกษา
4) การเงิน การจ้างงาน และสวัสดิการสังคม
5) เกษตรกรรมยั่งยืน
6) ความเป็นเมือง
7) สุขภาพ
8) การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม
9) การจัดการภัยพิบัติ
โดยขับเคลื่อนผ่านการสนับสนุนและขยายผลการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม และเกิดการแพร่กระจายของการนำนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง มากกว่าการมุ่งสร้างผลกำไรในเชิงธุรกิจเพียงอย่างเดียว เป็นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม แต่ด้วยบริบทที่ต่างออกไปจากด้านเศรษฐกิจ สนช. จึงพัฒนากลไกใหม่สำหรับนวัตกรรมเชิงสังคม ตั้งแต่ต้นน้ำ (Co-funding และ Social innovation Lab) กลางน้ำ (Innovation Diffusion) และปลายน้ำ (Award)

สำหรับความร่วมมือในการประกวดแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมนี้ นับเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ สนช. มุ่งหวังให้เป็นเวทีสำคัญในการเชิดชูความคิดในเชิงนวัตกรรมเพื่อสังคมที่โดดเด่น ซึ่งทั้ง สนช. และ มศว. จะช่วยกันบ่มเพาะ ปลูกฝังความรู้ และแนวคิดตามหลักการของธุรกิจเพื่อสังคม รวมถึงสนับสนุนให้สามารถนำนวัตกรรมไปใช้แก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงความสำเร็จทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม กลั่นออกมาและตกผลึกออกมาเป็นรูปธรรมที่ สนช. หวังว่าจะสามารถเติบโตสู่ธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่างยั่งยืนได้ต่อไป”

รองศาสตราจารย์สุพาดา สิริกุตตา ผู้แทนคณะบดี คณะสังคมศาสตร์ มศว. เปิดเผยว่า “มศว. กำหนดเป้าหมายขององค์กรอย่างชัดเจนในการเป็น “มหาวิทยาลัยรับใช้สังคม” ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเป็นเลิศทางด้านวิชาการ ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยฯ จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าวไว้ในแผนยุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงบุคลากรทุกระดับ ตลอดจนนิสิตให้ตระหนักในความสำคัญของการมีจิตอาสาและการนำความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการและการวิจัยออกไปสู่สังคมภายนอกรั้วมหาวิทยาลัยเสมอมา ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยฯ ได้ริเริ่มการจัดกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โครงการประกวดแผนธุรกิจ Swu SE Contest การจัดหลักสูตรรอบรมผู้ประกอบการทางสังคมระยะกลางและระยะสั้น การเปิดหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจเพื่อสังคมในระดับปริญญาตรีเป็นหลักสูตรภาคภาษาไทยหลักสูตรแรกในประเทศ รวมถึง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตัวแบบและแนวปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคมร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ การจัดงานแถลงข่าวในครั้งนี้ จึงเป็นภาพสะท้อนแห่งความสำเร็จของการนำองค์ความรู้และประสบการณ์ในการส่งเสริมแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคมมาบูรณาการสู่โครงการประกวดแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม เพื่อเป็นเวทีสำหรับคนรุ่นใหม่ได้นำเสนอความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมที่มีแรงบันดาลใจในการก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่มีศักยภาพและมีองค์ความรู้ในการประกอบธุรกิจได้อย่างเป็นมืออาชีพแต่ขณะเดียวกัน ยังคงไว้ซึ่งจิตสำนึกสาธารณะในการนำธุรกิจไปใช้แก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างยั่งยืน”

ดร.สันติ เติมประเสริฐสกุล รักษาการหัวหน้าภาควิชาบริหารธุรกิจ คณะสังคมศาสตร์ มศว. กล่าวถึงรายละเอียดการโครงการประกวดแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมครั้งนี้ว่า “กิจกรรมดังกล่าวนี้มีเป้าหมายในการส่งเสริมและสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่คิดค้น พัฒนาแนวคิด สิ่งประดิษฐ์ หรือกระบวนการใหม่ทางสังคม โดยการจัดทำเป็นแผนธุรกิจภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ซึ่งเป็นแผนที่สามารถดำเนินการให้เกิดขึ้นได้จริงต่อไป โดยผู้เข้าร่วมโครงการเป็นกลุ่มบุคคลทั่วไป ไม่จำกัดว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการเพื่อสังคม หรือผู้ที่มีแนวคิดจะริเริ่มธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม แต่จะต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป รวมทีมไม่เกิน 5 คน โดยต้องสามารถปลุกปั้นแผนธุรกิจให้เกิดขึ้นได้จริงอย่างต่อเนื่องในระยะเวลากว่า 4 เดือน และแผนนั้นต้องเป็นข้อมูลที่ผู้เข้าประกวดสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง มิได้ทำซ้ำ คัดลอก เลียนแบบ และดัดแปลงของผู้อื่น โดยมีความยาวฉบับย่อ ไม่เกิน 15 หน้า (ไม่รวมภาคผนวก font Angsana new ขนาด 16) เพื่อส่งให้คณะกรรมการภายในพิจารณาในรอบคัดเลือก

ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถดาวโหลดใบสมัครที่ https://form.jotform.me/71251851684459 ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2560 ซึ่งกรรมการจะมีการคัดเลือกให้เหลือ 10 ทีม โดยจะได้รับประกาศนียบัตรพร้อมเข้ากิจกรรมเวิร์คช็อปการพัฒนาแผนธุรกิจนวัตกรรมทางสังคม โดยจะมีโค้ชหรือที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำตลอดการทำโครงการ ทั้งนี้ จะประกาศผลและมอบรางวัลในวันที่ 5 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็น “วันนวัตกรรมแห่งชาติ” สำหรับทีมที่ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัลมูลค่าสูงสุด จำนวน 100,000 บาท รองชนะเลิศลำดับที่ 1 จำนวน 50,000 บาท รองชนะเลิศลำดับที่ 2 จำนวน 30,000 บาท และรางวัลชมเชย 2 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท นอกจากนี้ โครงการต่างๆ ที่เข้าร่วมประกวดมีสิทธิที่จะได้เข้ารับการพิจารณาสนับสนุนเงินในกลไกลของ สนช. ได้อีกทางหนึ่งด้วย”

ข่าวเผยแพร่ในสื่อต่างๆ

สนช. ปั้นแผนธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม (กรุงเทพธุรกิจ)

สนช. ขับเคลื่อน "นวัตกรรมเพื่อสังคม" (ไทยโพสต์)

นวัตกรรมเพื่อสังคม (มติชน)

รมว.วท. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนธุรกิจสตาร์ทอัพ จังหวัดชายแดนใต้


จังหวัดปัตตานี - ดร. อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนธุรกิจสตาร์ทอัพในจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเป็นโครงการร่วมมือของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ในจังหวัดชายแดนใต้ (YES) และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงาน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการขับเคลื่อนธุรกิจสตาร์ทอัพร่วมกับคนในพื้นที่ และเยี่ยมชม Co-working space ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับให้กลุ่มสตาร์ทอัพเข้ามาใช้บริการ ทั้งการนั่งทำงาน สืบค้นข้อมูล และแลกเปลี่ยนความคิดใหม่ๆ ในการทำธุรกิจของชายแดนใต้ระหว่างกันเอง

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นหนึ่งในกระทรวงหลักที่มีภารกิจในการผลักดันระบบเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการส่งเสริมให้มีการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้เป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ สอดคล้องกับ “ประเทศไทย 4.0”

พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญที่จะต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อเป็นกลไกหลักในการพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ให้ดีขึ้น สำหรับ “โครงการ “การส่งเสริมการสร้างผู้ประกอบการใหม่และวิสาหกิจเริ่มต้นในภูมิภาคชายแดนใต้” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการทำธุรกิจสูง แต่ยังขาดการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ที่จะนำมาซึ่งการสร้างเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งผลการประชุมร่วมกันกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถสรุปแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคชายแดนใต้ใน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มการเกษตรและอาหาร 2) กลุ่มธุรกิจภาครัฐและการศึกษา และ 3) กลุ่มไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และสื่อ”

รัฐบาลมีนโยบายมุ่งเน้นพัฒนาสตาร์ทอัพให้เป็นนักรบทางเศรษฐกิจที่สามารถใช้ทรัพยากรของประเทศในการผลิตสินค้าและบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นการกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ซึ่งขณะนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กำลังเดินหน้าในการพัฒนาและส่งเสริมเทคสตาร์ทอัพ เริ่มต้นด้วยการสร้างแรงบันดาลใจ เสริมสร้างความรู้ ส่งเสริมให้เกิดแนวคิดธุรกิจใหม่ วางแผนการดำเนินธุรกิจ และสุดท้ายต้องเร่งการเติบโตของธุรกิจโดยการขยายตลาด และเพิ่มรายได้ด้วยกลยุทธ์การตลาดผ่านกิจกรรมต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้จะดำเนินการในรูปแบบของ 8 กิจกรรม ดังนี้

กิจกรรมที่ 1 สร้างความตระหนักและความเข้าใจแก่สาธารณชน
กิจกรรมที่ 2 พัฒนาระบบนิเวศสำหรับการเป็นผู้ประกอบการ
กิจกรรมที่ 3 การพัฒนาระบบนิเวศและกลุ่มอุตสาหกรรม
กิจกรรมที่ 4 สตาร์ทอัพภูมิภาค
กิจกรรมที่ 5 STARTUP THAILAND CONNECT
กิจกรรมที่ 6 ย่านนวัตกรรม
กิจกรรมที่ 7 ฐานข้อมูลสตาร์ทอัพและการประเมินผลกระทบ
กิจกรรมที่ 8 ความง่ายในการดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้นำเสนอการจัดทำแผนในการพัฒนา 3 ส่วน ได้แก่ 1) โครงการสนับสนุนสตาร์ทอัพในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ภายใต้วงเงินสนับสนุนไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อทีม จำนวน 10 ทีมต่อปี 2) โครงการคูปองนวัตกรรมเพื่อยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยไปสู่ประชาคมอาเซียน ในกรอบวงเงิน 500 ล้านบาท โดยร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างและกระจายเทคโนโลยีที่พัฒนาได้จากหน่วยงานต่างๆแก่ผู้ประกอบการไทยสนับสนุนต่อมาตราการส่งเสริมพัฒนาแนวคิดด้านนวัตกรรมให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้พัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันได้ในอนาคตครอบคลุมวงเงินสนับสนุนไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี และ 3) การสนับสนุนโอท็อปซึ่งจะร่วมกับ 5 หน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเครือข่ายดำเนินงาน “คูปองวิทย์เพื่อ OTOP” เพื่อผลักดันการยกระดับสินค้าโอทอปด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตั้งแต่ระดับการทำโครงการต้นแบบ การทดสอบระดับนำร่อง จนถึง การผลิตในเชิงพาณิชย์ ด้วยวงเงินสนับสนุน 1 ล้านบาทต่อโครงการ