ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้วยข้อมูลความรู้


สนช. มุ่งประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) ในการดึงเอาความรู้ออกจากข้อมูล วิเคราะห์ความหมายของข้อมูล และใช้ประโยชน์จากข้อมูล เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงปัญญาสำหรับการแข่งขัน (Competitive Intelligence) ที่นำไปสู่การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และการตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานของข้อมูล (Data-driven Decision Making) โดยมีเป้าหมายหลัก คือ

  • สร้างเครื่องมือนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และประเมินระบบนวัตกรรม
  • พัฒนากลไกการสนับสนุนที่ได้รับการพัฒนาให้ครอบคลุมและทันสมัย
  • สร้างความเข้มแข็งและยกรัดับพัฒนากรของระบบนวัตกรรม

ส่งเสริมและกระตุ้นตลาดนวัตกรรม

สนช. สร้างโอกาสในการกระจายตัวของนวัตกรรม (Innovation Diffusion) โดยการส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสามารถเติบโตในตลาดได้อย่างก้าวกระโดด รวมถึงเพิ่มโอกาสของนวัตกรหรือผู้ประกอบการนวัตกรรมในการต่อยอดและขยายฐานผลิตภัณฑ์นวัตกรรม และเกิดการไต่ะดับพัฒนาการทางนวัตกรรม (Innovation Ladder) โดยอาศัยกลไกการส่งเสริมในรูปแบบต่างๆ ได้แก่

  • สร้างช่องทางตลาดรูปแบบใหม่ เพื่อการต่อยอดทางด้านตลาดให้กับโครงการนวัตกรรม
  • พัฒนาเครื่องมือกลไกสนับสนุนที่เร่งให้เกิดการกระจายตัวของนวัตกรรมและขยายฐานผลิตภัณฑ์นวัตกรรม
  • การพัฒนาความร่วมมือและเครือข่ายพันธมิตรกับต่างประเทศ เพื่อการลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี

สร้างเครือข่ายนวัตกรรม

สนช. ดำเนินกิจกรรมด้านเครือข่ายร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ-เอกชน-มหาวิทยาลัย-ชุมชน (Quadruple Helix) เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือ (Cluster) การเชื่อมโยง (Connectivity) และการร่วมสร้างสรรค์ (Co-Creation) ที่ก่อให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ การพัฒนาความสามารถ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด อันจะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศน์นวัตกรรม (Innovation Eco-system) ของประเทศ ในมิติต่างๆ ได้แก่

  • เกิดการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างภาคส่วนต่างๆ ที่นำไปสู่ธุรกิจนวัตกรรม
  • สร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายและการมีส่วนร่วมของสมาชิกเครือข่าย
  • การยกระดับศักยภาพทางนวัตกรรมของเครือข่ายและสมาชิกเครือข่าย

พัฒนาความสามารถทางนวัตกรรม

สนช. มุ่งสร้างความสามารถทางนวัตกรรม (Innovation Capability) ของนวัตกร ผู้ประกอบการนวัตกรรม องค์กรเอกชน องค์กรรัฐและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดการไต่ระดับพัฒนาการทางนวัตกรรม (Innovation Ladder) โดยอาศัยเครื่องมือที่หลากหลายที่ได้รับการออกแบบอย่างเป็นระบบให้เหมาะสมกับความต้องการที่แตกต่างของผู้รับบริการ เริ่มตั้งแต่

  • การประเมินความสามารถทางนวัตกรรมที่จะทำให้ทราบถึงศักยภาพในปัจจุบันขององค์กร
  • การบริหารให้คำปรึกษาที่หลากหลายและเหมาะสมกับความต้องการในสถานะการพัฒนาต่างๆ
  • การยกระดับความสามารถและการพัฒนาศักยภาพทางนวัตกรรมทั้งในระดับองค์กรและบุคคล

สนช. ยังได้ริเริ่มเครื่องมือบริหารจัดการสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่ "การจัดการนวัตกรรมทั้งองค์กร" หรือ Total Innovation Management (TIM) ขึ้น โดยได้ศึกษาและวิเคราะห์ระบบต้นแบบระดับนานาชาติ ได้แก่ Business Excellence Niche Standard Innovation ของหน่วยงาน Standards, Productivity and Innovation for Growth (SPRING) ประเทศสิงคโปร์ The EFQM Framework for Innovation ของ European Foundation for Quality Management (EFQM) ของยุโรป และ The functional innovation system model (The Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit GmbH หรือ GIZ) ของประเทศเยอรมนี ผนวกกับผลการวิเคราะห์องค์กรผู้นำด้านนวัตกรรมของประเทศไทย จนได้เป็น “กรอบการสร้างความเป็นเลิศด้านนวัตกรรม” หรือ Total Innovation Management Framework (TIM Framework) และได้นำมาใช้จัดทำ “คู่มือเกณฑ์ประเมินระบบริหารจัดการนวัตกรรมทั้งองค์กร (TIM Manual)” เพื่อใช้เป็นแนวทางการวัดและประเมินผลการดำเนินงานด้านนวัตกรรมขององค์กรอย่างเป็นระบบ


ในปี 2559 สนช. ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ  จัดกิจกรรมโครงการส่งเสริมความสามารทางนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการในตลาดทุน สามารถเข้าใจศักยภาพของบริษัทเพื่อนำไปสู่การคิดค้น รังสรรค์นวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการลูกค้า ตลอดจนการสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจให้แก่องค์กรที่เข้าร่วม สนช. ซึ่งมีภาระกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรมได้มีการริเริ่มพัฒนาโครงการ “การจัดการนวัตกรรมทั้งองค์กร หรือ Total Innovation Management (TIM)” ขึ้น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนภาคเอกชนให้สามารถพัฒนานวัตกรรมขึ้นในองค์กรได้อย่างต่อเนื่องและมียุทธศาสตร์ ตลอดจนสามารถสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมขึ้นในองค์กรได้อย่างเป็นระบบ และจะนำองค์กรไปสู่ความเป็นเลิศทางนวัตกรรมและยั่งยืน และมีโอกาสพัฒนาศักยภาพเชิงองค์กรทางนวัตกรรมไปสู่ระดับที่สามารถเข้ารับรางวัล “องค์กรนวัตกรรมยอดเยี่ยม” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรกของประเทศไทย

ส่งเสริมนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่มูลค่า

สนช. ส่งเสริมการพัฒนากิจกรรมทางนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าและผลกระทบสูงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ต่อกลุ่มเป้าหมายที่มีระดับความแตกต่างของพัฒนาการทางนวัตกรรม ที่เน้นกลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) กลุ่ม Smart SMEs กลุ่ม SMEs และ OTOP รัฐบาลท้องถิ่นและวิสาหกิจเพื่อชุมชน (Social Enterprise) รวมทั้งเชื่อมโยงกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศและบริษัทข้ามชาติ โดยอาศัยกลไกการส่งเสริมในรูปแบบต่างๆ ได้แก่

  • การยกระดับความสามารถทางนวัตกรรมของอุตสาหกรรมเป้าหมาย
  • กลไกสนับสนุนทางวิชาการและการเงินเพื่อนวัตกรรม
  • กระบวนการจัดการกลุ่มโครงการทางนวัตกรรม (Portfolio Management)
    ที่มีประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่มูลค่า

สนช. ดำเนินการเร่งส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยอาศัยการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อช่วยขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมในภาคการผลิต ภาครัฐและภาคสังคมโดยรวมอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับทิศทางการพัฒนาประเทศของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในระยะ 20 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นการวางรากฐานในเปลี่ยนแปลงการพัฒนาและขับเคลื่อนกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลที่ได้กำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพและสามารถสร้างผลกระทบสูงในการผลักดันการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะสั้นและระยะยาวอย่างยั่งยืนไว้ โดย สนช. มุ่งเน้นการผลักดันการพัฒนานวัตกรรมใน 2 กลุ่มอุตสาหกรรม หรือที่เรียกว่า Double S-Curve  ดังนี้

  • การพัฒนาอุตสาหกรรมเดิม (First S-Curve) จะเป็นการพัฒนานวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้วในประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยผลิต โดยการพัฒนานวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้จะส่งต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะสั้นและระยะปานกลาง ซึ่งประกอบด้วย
    1. อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต (Next-Generation Automotive)
    2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronic)
    3. อุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับคุณภาพ (Affluent, Medical and Wellness Tourism)
    4. อุตสาหกรรมเกษตรเชิงประสิทธิภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ (Agriculture and Biotechnology)
    5. อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Food for the Future)
  • การพัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) เพื่อสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสินค้าและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ซึ่งคาดหวังว่าอุตสาหกรรมใหม่นี้จะเป็นกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Growth engine) ในทศวรรษหน้า ซึ่งอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) 5 กลุ่ม ได้แก่
    1. อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม (Robotics and Automation)
    2. อุตสาหกรรมการขนส่งและการบิน (Aviation)
    3. อุตสาหกรรมชีวภาพ : พลังงานและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals) 4. อุตสาหกรรมดิจจิตอล (Digital)
    5. อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ (Medical Hub)

 

ยกระดับนวัตกรรมเชิงพื้นที่

การพัฒนาเชิงพื้นที่เป็นแนวคิดการพัฒนาที่มุ่งนําเอาทรัพยากรธรรมชาติและศักยภาพทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่นั้นๆ มาใช้เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของพื้นที่ ในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจนั้น กล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมในพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน ทุนมนุษย์ และความก้าวหน้าทางวิทยาการ เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อน โดยทั่วไปแผนการพัฒนาเศรษฐกิจจะมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มการลงทุน โดยยังขาดการเชื่อมโยงกับมิติของการพัฒนาบนพื้นฐานของความก้าวหน้าทางวิทยาการ

สนช. เล็งเห็นถึงความสำคัญของ "การพัฒนานวัตกรรมเชิงพื้นที่" (Area Based Innovation) ซึ่งจะเป็นการนำเสนอรูปแบบการพัฒนาเชิงพื้นที่บนพื้นฐานของปัจจัยการพัฒนาในทุกมิติ โดยในเบื้องต้น สนช. ร่วมหารือกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และจังหวัดระยอง เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนาโครงการ “นวัตกรรมเศรษฐกิจเชิงพื้นที่สู่อาเซียน” โดยได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันในการสนับสนุนข้อมูลทางสถิติ ข้อมูลสารสนเทศภูมิอากาศ และข้อมูลศักยภาพของแหล่งวัตถุดิบเพื่อการผลิต รวมถึงศักยภาพด้านการลงทุนของภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลและวิเคราะห์ในการสนับสนุนนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาล โดยดึงดูดกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมและวิสาหกิจเริ่มต้นรวมเกิดเป็นคลัสเตอร์ มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือและกลไลที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัยและผู้ดำเนินกิจกรรมในย่าน เพื่อเชื่อมต่อผู้คนและไอเดียภายในพื้นที่ (connecting) รวมถึงการมีกลไกที่ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม สร้างสรรค์สิ่งใหม่ร่วมกัน (co-creation) แบ่งปันความรู้แก่กัน  (knowledge sharing) ของชุมชน ธุรกิจ และหน่วยงานในพื้นที่

ในเบื้องต้นของการดำเนินการจะมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่นำร่องในแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจด้านใต้ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (GMS Southern Economic Corridors: EWEC) ซึ่งมีความยาว 1,320 กิโลเมตร เชื่อมต่อประเทศพม่า-ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงสินค้า วัฒนธรรม แหล่งความรู้ ระหว่างทะเลอันดามันและมหาสมุทรแปซิฟิก ดังแสดงในรูปด้านล่าง ทั้งนี้การดำเนินโครงการนี้จะมีการวิเคราะห์ห่วงโซ่มูลค่า (value chain) เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเป็นนวัตกรรมเศรษฐกิจเชิงพื้นที่สู่อาเซียน โดยมีเป้าหมายในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ การท่องเที่ยว การค้า การขนส่ง และการเกษตร

สนช. ดำเนินการยกระดับศักยภาพทางนวัตกรรมในระดับพื้นที่ เพื่อพัฒนาให้เกิดพื้นที่นวัตกรรมทั้งในระดับภูมิภาค ระดับเมือง และระดับย่าน ได้แก่ ระเบียงนวัตกรรม (Innovation Corridor) เมืองนวัตกรรม (Innovation City) และย่านนวัตกรรม (Innovation District) ซึ่งจะมีการพัฒนาใน 3 ส่วน ได้แก่ การส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการรังสรรค์ระบบนิเวศนวัตกรรม การบริหารทรัพยากรเพื่อให้เกิดพื้นที่นวัตกรรม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมีเป้าหมายหลักได้แก่

  • เกิดขั้วความเจริญเติบโตทางนวัตกรรมในระดับภูมิภาค (Regional Growth of Innovation) ในพื้นที่ที่มีศักยภาพ
  • เกิดความร่วมมือ ภาครัฐ-เอกชน-มหาวิทยาลัย-ชุมชน ในท้องที่เป้าหมาย (Local Quadruple Helix, LQH)
  • มีพัฒนาการด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องและเกิดการใช้จริงในพื้นที่