Ribbon
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
Search
color contrast
Normal
Black & White
Black & Yellow
font size

NIA เดินหน้าปั้นแบรนด์ท้องถิ่นผ่าน “นิลมังกร รุ่น 4” หนุนสร้างนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น

News 24 เมษายน 2569 689

NIA เดินหน้าปั้นแบรนด์ท้องถิ่นผ่าน “นิลมังกร รุ่น 4” หนุนสร้างนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศ เปิดตัวโครงการสุดยอดธุรกิจนวัตกรรมระดับภูมิภาค “นิลมังกร รุ่นที่ 4” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและยกระดับผู้ประกอบการนวัตกรรมในระดับภูมิภาค พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น และลดอัตราการไหลออกของคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในพื้นที่ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ผศ.ดร.เกษมศักดิ์ อุทัยชนะ รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ.คำรณ พิทักษ์
ผู้อำนวยการอุทยาบวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยสงผลานครินทร์ ดร.ทนงศักดิ์ เทพสนธิ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยบูรพา และ อาจารย์ ดร.วัชรพงษ์ ปะตังทะโล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 แถลงข่าวเปิดตัวโครงการร่วมกัน ต่อด้วยการเสวนาเจาะลึกผลสำเร็จของธุรกิจนวัตกรรมหลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการสุดยอดธุรกิจนวัตกรรมประเทศไทย ระดับประเทศ โดย ผู้เข้าแข่งขัน "นิลมังกร เดอะ เรียลลิตี้" รุ่นที่ 3 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ
 
การดำเนินงานตลอด 6 ปีที่ผ่านมา “นิลมังกร รุ่นที่ 1-3” สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นให้กับทั้ง 60 แบรนด์นวัตกรรมไทยเฉลี่ยแล้วกว่า 3.4 เท่าหรือกว่า 760 ล้านบาทภายใน 1 ปีที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงต่อยอดการสร้างแบรนด์ให้กับผู้ประกอบการจากการคว้ารางวัลในเวทีต่างๆ และบางส่วนได้รับต่อยอดการลงทุนจากกลุ่มนักลงทุนแล้ว โดยแชมป์ปีล่าสุดคือ เจ้าของธุรกิจ PetGeneX: ธนาคาร Stem cells สำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งสามารถเติบโตมากกว่า 7 เท่า
 
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กล่าวว่า “ปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า ยุคแห่งความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ของโลก ซึ่งไม่ได้ส่งผลเฉพาะในเชิงภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมมาถึงโครงสร้างเศรษฐกิจและภาคธุรกิจในระดับลึก โดยเฉพาะมิติ “พลังงาน” ที่มีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันผลกระทบจากความไม่มั่นคงในภูมิภาคยังส่งผลต่อ “การเคลื่อนย้ายแรงงาน” โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในหลายอุตสาหกรรมของไทย ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต ก่อสร้าง หรือเกษตรกรรม ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะ “ขาดแคลนแรงงาน” ควบคู่ไปกับ “ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น” สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความท้าทายชั่วคราว แต่คือ ภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต ที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ”
 
ทั้งนี้ NIA มองว่าหัวใจสำคัญของการอยู่รอดและเติบโตท่ามกลางวิกฤต คือธุรกิจต้องมีการปรับตัว โดยเน้น 3 แนวทาง ได้แก่ 1) สร้างความยืดหยุ่นของธุรกิจด้วยนวัตกรรม: ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็น “ธุรกิจฐานนวัตกรรม” ซึ่งจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอย่างจริงจัง เพื่อบริหารต้นทุนและคาดการณ์ความเสี่ยง รวมถึงการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ให้พึ่งพาแรงงานน้อยลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถ “ล้มยาก และ ลุกไว” มากขึ้น 2) การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว: วิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นแรงกดดันเชิงนโยบายและการค้าในระดับโลก ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการ “ออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่” ที่ลดการพึ่งพาทรัพยากรและลดความเสี่ยงจากต้นทุนผันผวน ผู้ประกอบการที่ปรับตัวสู่ ESG หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน แต่ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดการพึ่งพาแรงงานในบางกระบวนการ และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และ 3) สร้างเครือข่ายเพื่อสนับสนุนธุรกิจ: ในโลกที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น วิกฤตด้านพลังงาน แรงงาน และซัพพลายเชน สามารถส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งระบบได้อย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการจึงไม่สามารถอยู่ลำพังได้ NIA จึงมุ่งเน้นการสร้าง “ระบบนิเวศนวัตกรรมภูมิภาค” ที่เชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโซลูชันใหม่ๆ เช่น การพัฒนาแรงงานทักษะสูง (Upskill/Reskill) การเข้าถึงเทคโนโลยีทดแทนแรงงาน และความร่วมมือด้านนวัตกรรม ที่สามารถรับมือกับวิกฤตได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที วิกฤตที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ทั้งพลังงาน แรงงาน และเทคโนโลยี กำลังทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่ง” ที่สำคัญที่สุดของการสร้างนวัตกรรม NIA พร้อมที่จะเป็นสะพานเชื่อมและเป็นพี่เลี้ยงที่เคียงข้างผู้ประกอบการไทย เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนเหล่านี้ให้กลายเป็นโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งกว่าเดิม
 
“นิลมังกร” ถือเป็นเครื่องมือในการยกระดับธุรกิจนวัตกรรมของผู้ประกอบการในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย ที่มีการนำอัตลักษณ์ วัตถุดิบในท้องถิ่น หรือความได้เปรียบในพื้นที่มาเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการใน 4 ด้านได้แก่ 1) การใช้นวัตกรรมเพิ่มจุดเด่น-สร้างจุดขาย 2) การวางแผนรูปแบบธุรกิจ 3) การพัฒนาเทคนิคการตลาดแบบใหม่ 4) การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับ ซึ่งเป้าหมายของโครงการคือให้เกิดรายได้จากสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3 เท่า “นิลมังกร” จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่การประกวด แต่เป็นแพลตฟอร์มสนามฝึกซ้อมเพื่อความอยู่รอดในโลกจริงให้กับผู้ประกอบการไทย ที่จะเป็นตัวอย่างในการสร้างแรงบันดาลใจ หรือใช้กลยุทธ์ในการสร้างยอดขายให้กับผู้ประกอบการธุรกิจอื่นๆ ได้อีกด้วย โดยมีจุดเด่น 3 เรื่อง คือ 1) เน้นเรื่องการเปลี่ยนวิธีคิด (Mindset) มากกว่าแค่เรื่องเงินรางวัล เพื่อให้ผู้ประกอบการเติบโตอย่างยั่งยืน 2) ใช้เครื่องมือในการ "เจียระไน" ธุรกิจ เพื่อรีดศักยภาพการเติบโตของธุรกิจออกมาในรูปแบบการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ และ 3) การสร้างยอดขายที่เกิดขึ้นได้จริง ทุกธุรกิจที่ผ่านการคัดเลือกจะสร้างยอดขายที่สามารถเติบโตได้อย่างแน่นอน
 
ผู้ประกอบการไทยจากทั่วทุกภูมิภาคที่สนใจเข้าร่วมโครงการการแข่งขันสุดยอดธุรกิจนวัตกรรมประเทศไทย หรือ “นิลมังกร แคมเปญ” รุ่นที่ 4 สามารถสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 29 พฤษภาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ https://thailandinnobiz.nia.or.th/ มาร่วมกันพิสูจน์ให้เห็นว่า นวัตกรรมไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก และวิกฤตจะเป็นเพียงแค่บันไดให้เราก้าวสู่ความสำเร็จที่สูงกว่าเดิม