Ribbon
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
Search
color contrast
Normal
Black & White
Black & Yellow
font size

ปลดล็อกสตาร์ตอัปไทยสู่เวทีโลก ถอดบทเรียนการส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมของ 6 ประเทศผู้นำ

19 กรกฎาคม 2569 130

ปลดล็อกสตาร์ตอัปไทยสู่เวทีโลก ถอดบทเรียนการส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมของ 6 ประเทศผู้นำ

🌍 โลกกำลังก้าวเข้าสู่การแข่งขันครั้งใหม่ ที่ “ศักยภาพของคน” และ “นวัตกรรม” กลายเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

🤝 อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในยุคนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการพัฒนาเพียงลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือและการเชื่อมโยงเครือข่ายระดับโลก ในเวทีเสวนา “Innovation Diplomacy for Global Impact” ภายในงาน SITE 2026 จึงได้เชิญผู้แทนทางการทูตและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายนวัตกรรมจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ฟินแลนด์ นอร์เวย์ ชิลี สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และลักเซมเบิร์ก มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ในการใช้นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นเครื่องมือสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ยกระดับระบบนิเวศสตาร์ตอัป และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

Innovation Diplomacy จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่คือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย นักลงทุน และผู้ประกอบการ เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายระดับโลก ทั้งด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านพลังงาน ระบบสาธารณสุข และเศรษฐกิจดิจิทัล


ฟินแลนด์: ประเทศที่เริ่มต้นจากการลงทุนใน “ทุนมนุษย์” เป็นแกนหลักของนวัตกรรม โดยพัฒนาระบบการศึกษาที่บ่มเพาะทักษะผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเชื่อมโยงงานวิจัยในระดับมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การวิจัยสามารถต่อยอดเป็นธุรกิจจริง หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ ICEYE สตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีดาวเทียมที่เริ่มจากงานวิจัยในมหาวิทยาลัย ก่อนเติบโตสู่ธุรกิจระดับโลกภายในเวลาไม่ถึง 10 ปีเท่านั้น



นอร์เวย์: ประเทศที่ใช้นวัตกรรมในการยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิม ควบคู่กับการแสวงหาโอกาสใหม่จากนวัตกรรมที่โลกต้องการ โดยตัวอย่างความสำเร็จของการต่อยอดเห็นได้จากการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับโครงสร้างภาคประมง ตั้งแต่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การจัดการโรค ไปจนถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันยังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซไปสู่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะ Offshore Wind Platform ซึ่งสะท้อนการใช้พลังงานอนาคตเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมผ่านระบบการศึกษาที่เปิดกว้าง และการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวด้วยเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและนวัตกรรมด้านการเกษตร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาขาที่มีศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือกับประเทศไทย



ชิลี: ประเทศที่ใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นโครงสร้างหลักของระบบนิเวศนวัตกรรม ผ่าน Public Incubator ที่เปิดรับผู้ประกอบการจากทั่วโลกเข้ามาพัฒนาและขยายธุรกิจร่วมกัน หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ Latam-GPT โครงการพัฒนาโมเดล AI บนบริบทของลาตินอเมริกา ซึ่งเป็นความร่วมมือจากหลายประเทศ เพื่อพัฒนาทิศทางใหม่ของ AI ที่ไม่ได้เป็นโมเดลเดียวของโลก แต่เป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบให้สอดคล้องกับความหลากหลายของแต่ละภูมิภาค พร้อมผลักดันบทบาทของไทยและชิลีในฐานะประตูเชื่อมโยงความร่วมมือและโอกาสทางธุรกิจระหว่างอาเซียนและลาตินอเมริกา



สวิตเซอร์แลนด์: ประเทศที่รักษาความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ผ่านบทบาทของภาครัฐที่ไม่ได้สั่งการ แต่ออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต พร้อมสนับสนุนการวิจัยขั้นพื้นฐานอย่างเปิดกว้าง เพื่อให้มหาวิทยาลัย นักวิจัย และภาคธุรกิจทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในตัวอย่างคือ Climeworks สตาร์ตอัปด้าน Climate Tech จากงานวิจัยมหาวิทยาลัย ที่พัฒนาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศ ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของโลกในการรับมือกับวิกฤตปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ



ลักเซมเบิร์ก: ประเทศขนาดเล็กแต่สามารถสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจอวกาศจนเป็นผู้นำของโลกได้ โดยกลไกสำคัญของการส่งเสริมคือการสนับสนุนให้เกิดการ Scale-up เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตเข้าสู่ตลาดใหม่ และมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการวิจัย โครงสร้างพื้นฐาน และการดึงดูดบุคลากร จนสามารถสร้างระบบนิเวศด้านอวกาศที่มีบริษัทมากกว่า 80 แห่งที่สร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจของประเทศ



สหราชอาณาจักร: ประเทศที่ส่งเสริมนวัตกรรมผ่านการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย งานวิจัย และการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ Talent, Trust และ Scale ควบคู่กับการสนับสนุนทั้งเงินทุน ที่ปรึกษา และการสร้างพันธมิตรผ่าน Innovate UK โดยมีตัวอย่างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคือ Oxford Nanopore Technologies ที่เกิดจากการ Spin-off ของมหาวิทยาลัย ซึ่งได้พัฒนาเทคโนโลยีอ่านรหัสพันธุกรรมแบบพกพาที่สามารถนำไปใช้ตรวจโรคและวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ ที่สำคัญเทคโนโลยีนี้ยังเชื่อมโยงมายังประเทศไทยผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดลในการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้าน Genomics แห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อยกระดับการวิจัยด้านจีโนมและสุขภาพในภูมิภาค

🔎 แม้ทั้ง 6 ประเทศจะเลือกพัฒนาอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน แต่กลับมีจุดร่วมสำคัญ คือการออกแบบ “ระบบนิเวศนวัตกรรม” ที่เชื่อมโยงบุคลากร งานวิจัย เงินทุน ตลาด และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ 

แนวคิดเดียวกันนี้ คือสิ่งที่ประเทศไทย และ NIA ผลักดันอย่างต่อเนื่อง ผ่านกลไกและความร่วมมือในหลายมิติ โดยเฉพาะงาน SITE 2026 ที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรม แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้คน ความคิด และโอกาส เปิดพื้นที่ให้สตาร์ตอัป นักลงทุน นักวิจัย และพันธมิตรจากทั่วโลกได้พบปะ แลกเปลี่ยน และสร้างความร่วมมือ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมและผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลกอย่างแท้จริง

รับชมเสวนาประเด็นมุมมองของการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมจากแต่ละประเทศเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/NIAThailand/videos/946462658438930