Ribbon
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
Search
color contrast
Normal
Black & White
Black & Yellow
font size

เรื่องเล่า…ของชาวหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม กรณีศึกษาชุมชนเชียงคำ จังหวัดพะเยา“เชียงคำเมืองในหุบเขา สู่การยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างยั่งยืน”

20 กรกฎาคม 2569 40

เรื่องเล่า…ของชาวหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม กรณีศึกษาชุมชนเชียงคำ จังหวัดพะเยา“เชียงคำเมืองในหุบเขา สู่การยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างยั่งยืน”

 
จังหวัดพะเยาเป็นจังหวัดที่มีปัญหาความยากจนเรื้อรัง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ที่มีชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ เนื่องจากมีการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคค่อนข้างลำบาก ทำให้ยังมีประชากรจำนวนไม่น้อยที่มีรายได้น้อยกว่าค่าฐานความเป็นอยู่ขั้นต่ำ (อ้างอิง: สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพะเยา) อำเภอเชียงคำเป็นเมืองในหุบเขาหากเดินทางจากตัวเมืองจังหวัดพะเยา จะต้องขับรถข้ามทิวเขาดอยบุษราคัมหรือเส้นทางสายเก่าที่ต้องผ่านภูเขาสลับซับซ้อน ทำให้ตัดขาดจากตัวเมืองหลักในแง่ของภูมิประเทศ การประกอบอาชีพ มีลักษณะพิเศษที่ผสมผสานระหว่างการทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม กับหัตถกรรมและอุตสาหกรรมในครัวเรือน ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เนื่องจากภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะอุดมสมบูรณ์และเป็นลุ่มน้ำ (มีแม่น้ำลาว แม่น้ำแวน และแม่น้ำอิงไหลผ่าน) ทำให้พื้นที่แถบนี้เป็นแหล่งทับถมของดินตะกอนลุ่มน้ำโบราณมานานนับพันปี ดินเหนียวที่นี่จึงมีความละเอียดสูงและมีความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุ นอกจากนี้ เมืองเชียงคำยังมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ จึงมีโอกาสในการนำวัฒนธรรมและอาหารพื้นพื้นถิ่นไทลื้อและอาหารเหนือ เช่น ข้าวแรมฟืน น้ำพริกน้ำปู ข้าวบ่ายแซง แอ่งแถะ เป็นต้น มาพัฒนาต่อยอดได้

ด้วยเหตุนี้ ในปี 2568 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) จึงได้ลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเชียงคำ ภายใต้โครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม เพื่อสนับสนุนการใช้นวัตกรรมมาช่วยแก้ไขปัญหา ยกระดับการผลิตสินค้า และพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน ตัวอย่างเช่น การพัฒนา ผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นด้วยการออกแบบโภชนาการและวิทยาศาสตร์การอาหาร ร่วมกับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทีเค นอร์ทเทิร์น ฟู้ด ที่มาช่วยยกระดับอาหารพื้นถิ่นเชียงคำ จำนวน 5 เมนู ดังต่อไปนี้ คือ ข้าวแรมฟืน น้ำพริกน้ำปู จิ้นซ่ำพริก ข้าวบ่ายแซง และข้าวควบ ด้วยองค์ความรู้ด้านโภชนาการและวิทยาศาสตร์การอาหารอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร เช่น การอบแห้งแบบลมร้อน การอบแห้งแบบแช่เยือกแข็ง ซึ่งใช้กระบวนการระเหิดในการดึงความชื้นออกจากผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาโครงสร้างและสารอาหาร รวมถึงการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน (Retort Sterilization) เพื่อยืดอายุผลิตภัณฑ์และคงคุณค่าทางโภชนาการ ให้สามารถส่งผลิตภัณฑ์อาหารในพื้นที่ออกสู่ตลาดภายนอกพื้นที่ได้
 

 
อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ OTOP ที่มีชื่อเสียงในอำเภอเชียงคำ คือ กะละแมเชียงคำ ตั้งอยู่ที่ตำบลหยวน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เป็นกะละแมโบราณที่มีรสชาติหอมอร่อย แต่ยังมีข้อจำกัดคือการกวนต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและระยะเวลาในกวน อายุการเก็บรักษาสั้น จึงได้นำเทคโนโลยีระบบการผลิต บรรจุ และการยืดอายุกะละแมโบราณ ไปถ่ายทอดให้กับวิสาหกิจชุมชนกะละแมโบราณ โดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบควบคุมอัตโนมัติสำหรับกระบวนการผลิตกะละแมโบราณอย่างเป็นขั้นตอน ทั้งระบบควบคุมอุณหภูมิ ผ่านกระบวนการการใช้เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบควบคุม PLC สำหรับการปรับอุณหภูมิ 120 – 160 °C ที่ช่วยให้ลดเวลาในการกวนและลดการใช้แก๊ส  ทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่ดี และมีสีสม่ำเสมอ ในส่วนการบรรจุกาละแมจะใช้ระบบบรรจุกะละแมโบราณแบบอัตโนมัติ ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบรรจุ และลดการปนเปื้อนจากการสัมผัสกะละแมโบราณโดยตรง เพื่อยืดอายุให้กับกะละแมให้อยู่ได้นานขึ้น ทำให้สามารถเพิ่มยอดขายในพื้นที่ต่างจังหวัดได้


นอกจากนี้ อีกหนึ่งตัวอย่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมกระบวนการผลิต คือ การผลิตข้าวแคบหน้าตาดี ของตำบลเชียงบาน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นข้าวแคบธัญพืช 5 ชนิด ที่ดีต่อสุขภาพ โดยมีการใช้ระบบอบแห้งแบบไฮบริด ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับอินฟราเรดแบบสายพาน ถ่ายทอดให้กับวิสาหกิจชุมชนแปรรูปอาหารบ้านเชียงบาน หมู่ 4 ซึ่งระบบดังกล่าวมีการออกแบบการดึงความร้อนจากโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์มาร่วมกับระบบอบแห้งอินฟาเรด มีระบบเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิและความชื้น พร้อมระบบควบคุมที่สามารถปรับความเร็วสายพานและกำลังอินฟราเรดได้อัตโนมัติ ช่วยให้สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง สามารถเพิ่มกำลังการผลิต และลดระยะเวลาในการอบ ประหยัดพลังงาน และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชน

 
สำหรับตัวอย่างการพัฒนานวัตกรรมในกลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร ยังมีนวัตกรรม เตาเผาอิฐมอญระบบปิดสำหรับชุมชน ตั้งอยู่ที่ ตำบลฝายกวาง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ซึ่งตำบลนี้ เป็นพื้นที่ที่มีดินเหนียวคุณภาพดีที่เป็นวัตถุดิบต้นกำเนิดของ “อุตสาหกรรมเตาเผาอิฐโบราณ” และมีงานหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาอันเป็นเอกลักษณ์ของเชียงคำ ที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหา การเผาอิฐที่เดิมใช้เตาเผาแบบเปิด ซึ่งควบคุมอุณหภูมิได้ยาก ทำให้อิฐสุกไม่สม่ำเสมอ มีอิฐแตกและอิฐดิบสูง แถมยังปล่อยควันไฟและฝุ่นละอองสู่ชุมชนจากการใช้ฟืนจำนวนมากจนเป็นปัญหามลพิษให้กับคนในชุมชน สำหรับการเผาอิฐมอญระบบปิดที่นำมาใช้ทดแทนของเดิมนี้ สามารถควบคุมการไหลเวียนของอากาศและการกระจายความร้อนได้อย่างสม่ำเสมอ มีระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ ด้วยเซ็นเซอร์และ PLC ที่ช่วยให้การเผาไหม้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีการนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานช่วยลดต้นทุนการผลิตลงกว่าร้อยละ 30 และมีระบบบำบัดมลพิษที่ใช้เทคโนโลยีไซโคลนและระบบกรองแบบเปียกเพื่อลดการปล่อยฝุ่นละออง ลดการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศ ด้วยระบบใหม่ที่นำมาใช้นี้ สามารถลดการเผาอิฐมอญจาก 7 วัน เหลือเพียง 3 วัน ขนาดเตาบรรจุ 25,000 – 30,000 ก้อน ซึ่งเป็นต้นแบบเตาเผาอิฐมอญที่ช่วยยกระดับคุณภาพของอิฐให้ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้นได้อีกด้วย

 
ปิดท้ายด้วยการส่งเสริมการท่องเที่ยวป่าชุมชน ในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านปี้ ตั้งอยู่ที่ตำบลเจดีย์คำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา มีพื้นที่จำนวน 945 ไร่ เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ เต็มไปด้วยต้นไม้เล็กใหญ่ สัตว์นานาชนิด ซึ่งเป็นป่าชุมชนที่ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิต (ผ่านโครงการ T-VER ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก.) จึงเกิดการต่อยอดการท่องเที่ยวให้เป็นการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ โดยใช้ บ้านปี้โมเดล: พิมพ์เขียวการบริหารจัดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ที่ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยพะเยา ในการออกแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในระดับชุมชนอย่างเป็นระบบ มีการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยว การเดินทาง รวมถึงการออกแบบการเล่าเรื่อง (Storytelling) เพื่อเล่าเรื่องอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่สอดคล้องกับแนวคิดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในระดับชุมชน ให้นักท่องเที่ยวได้พักสมองจากความเหนื่อยล้ามาปล่อยใจไปกับธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวในรูปแบบ อาบป่า 101 Forest Bathing บ้านปี้ พะเยา
 

จากความเข้มแข็งของชุมชนในการเปิดรับนวัตกรรมพร้อมใช้มาช่วยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาของชุมชนได้อย่างตรงจุด ทำให้การดำเนินงานโครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม ณ ชุมชนเชียงคำ จังหวัดพะเยา มีผู้ได้รับประโยชน์จำนวน 6,280 คน คิดเป็นร้อยละ 8.14 ของประชากรทั้งหมดในพื้นที่ เกิดการการยกระดับผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นจากภูมิปัญญาของชุมชน เกิดการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ และเกิดการนำร่องอุตสาหกรรมเตาเผาอิฐโบราณชุมชน ส่งผลให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ในพื้นที่ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชุมชนนี้จะเป็นพื้นที่นำร่องที่เกิดการขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมในระดับชุมชนอย่างเป็นระบบและเกิดความยั่งยืนต่อไป
 
เรียบเรียงบทความโดย
วรรนิภา พงษ์ไทยสงค์ (โม)
นักพัฒนานวัตกรรมอาวุโส ส่วนงานนวัตกรรมเพื่อสังคม ฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรมรายพื้นที่
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)