Ribbon
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
Search
color contrast
Normal
Black & White
Black & Yellow
font size

3 SMEs ต้นแบบการจัดการนวัตกรรมที่พร้อมเติบโต

5 มีนาคม 2569 2,469

3 SMEs ต้นแบบการจัดการนวัตกรรมที่พร้อมเติบโต


📊 ภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลักดันให้เทคโนโลยีและนวัตกรรม กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

โดยเฉพาะในกลุ่ม SME ที่ต้องปรับตัวจากรูปแบบธุรกิจดั้งเดิม สู่การเป็น ‘Smart SMEs’ ด้วยระบบการบริหารจัดการที่ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการเพิ่มรายได้ การลดต้นทุน และการเสริมสร้างศักยภาพทางธุรกิจ 

👩‍💻 ด้วยเหตุนี้ NIA จึง ได้ดำเนินโครงการ “INNOProductivity for SMEs – เร่งสปีด SMEs ไทยให้เติบโตด้วยนวัตกรรม” โดยร่วมมือกับสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ และบริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในการออกแบบกระบวนการพัฒนา SMEs ไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่การประเมินศักยภาพ การวางระบบบริหารจัดการ ไปจนถึงการต่อยอดนวัตกรรม เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจนและวัดผลได้

📋 ผลจากการดำเนินโครงการ สามารถยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ไทยทั้ง 3 รายสู่การเป็น “องค์กรนวัตกรรม” ที่มีความโดดเด่นด้านการวางระบบบริหารจัดการนวัตกรรมองค์กรอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับบริบท ขนาด และศักยภาพของธุรกิจ ก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม ทั้งการเพิ่มรายได้ การลดต้นทุน และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว  วันนี้ NIA จึงชวนถอดบทเรียนจากทั้ง 3 องค์กร ที่นำนวัตกรรมไปปรับใช้ ต่อยอด และพัฒนาธุรกิจของตนสู่การเป็น Smart SME ได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต


🔀“Agility หรือ ความคล่องตัว” ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ความรวดเร็วในการทำงานเท่านั้น แต่คือความสามารถในการเรียนรู้ ปรับตัว และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญที่ บริษัท เดฟดี (ไทยแลนด์) จำกัด (Devdee Thailand) ปลูกฝังอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับผู้บริหารไปจนถึงพนักงานทุกคน 

ในฐานะผู้ให้บริการด้านซอฟต์แวร์ องค์กรได้นำแนวคิด Agility มาใช้เป็นกลไกสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน จากเดิมที่การพัฒนาซอฟต์แวร์อาจต้องใช้เวลาเขียนโค้ดนานถึง 3 เดือน บริษัทได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเป็นเครื่องมือเร่งกระบวนการทำงาน ทำให้สามารถพัฒนา “ต้นแบบ” (Prototype) เพื่อทดสอบการใช้งานจริงได้ภายใน 1 สัปดาห์ ก่อนนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงและต่อยอดให้สมบูรณ์ แนวทางดังกล่าวสะท้อนการทำงานในรูปแบบ “ทำทันทีไม่ต้องรอ” ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าและสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ องค์กรยังมีจุดเด่นในการค้นหา Pain Point ในกระบวนการทำงานอย่างรอบด้าน เช่น การประชุมออนไลน์ที่มากจนเกินไป ซึ่งได้มีการพัฒนาเป็นนวัตกรรมภายในองค์กรในรูปแบบ “Smart AI Meeting” ระบบที่สามารถบันทึกเสียง ถอดข้อความ และสรุปประเด็นสำคัญด้วย AI พร้อมส่งอีเมลสรุปผลการประชุมให้ผู้เข้าร่วมประชุมภายใน 5 นาทีหลังเสร็จสิ้นการประชุม โดยนวัตกรรมนี้ยังถูกต่อยอดสู่ระบบการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management – KM) ด้วยการจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดบนเซิร์ฟเวอร์กลาง และเปิดให้พนักงานสามารถสืบค้นข้อมูลย้อนหลังผ่าน AI ได้อย่างสะดวก จึงช่วยลดภาระด้านการสื่อสาร ป้องกันการสูญหายของข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพในการนำข้อมูล/องค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ภายในองค์กรได้อย่างเต็มศักยภาพ


🙋 การกำหนดทิศทางธุรกิจขององค์กร มักเริ่มจากห้องประชุมของกลุ่มผู้บริหารเป็นหลัก แต่สำหรับบริษัท โค้ดฟิน จำกัด (Codefin) เชื่อว่าการวางกลยุทธ์ที่แม่นยำจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลและมุมมองจากพนักงานผู้ปฏิบัติงานหน้างาน ซึ่งเป็นผู้เข้าใจสถานการณ์จริงและสามารถสะท้อนปัญหาและโอกาสทางธุรกิจได้อย่างลึกซึ้งและรอบด้านมากขึ้น

ด้วยแนวคิดดังกล่าว CODEFIN จึงเปิดพื้นที่ให้พนักงานมีบทบาทในการขับเคลื่อนองค์กร ผ่านกิจกรรม ‘Town Hall Meeting’ เวทีนำเสนอไอเดียจากประสบการณ์ตรงในการแก้ปัญหาทางธุรกิจ โดยกลไกนี้ไม่เพียงช่วยสร้างการมีส่วนร่วมหรือสร้างความรู้สึกในความรับผิดชอบต่อองค์กรเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ภายในหน่วยงาน พร้อมทั้งสร้างฐานข้อมูลเชิงลึกสำหรับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการปรับทิศทางธุรกิจได้อย่างเฉียบคมแม่นยำและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

วัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เมื่อ CODEFIN เห็นข้อจำกัดของการแข่งขันในตลาดการลงทุนและเทคโนโลยีฟินเทค (FinTech) ที่มีผู้พัฒนารายใหญ่จำนวนมาก องค์กรจึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเชิงลึกเป็นเครื่องมือในการค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่จนนำไปสู่การมุ่งพัฒนาตลาดเฉพาะกลุ่มใน ‘Wealth Tech’ ซึ่งมีโอกาสต่อยอดการเติบโตของบริษัทและสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างชัดเจน จากแนวทางดังกล่าว องค์กรได้พัฒนาและลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อสร้างโซลูชันที่มีประสิทธิภาพ โดยมี “VAHALLA” แพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management Platform) เป็นผลิตภัณฑ์หลักในการสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ พร้อมทั้งวางตำแหน่งองค์กรในสนามการแข่งขันใหม่ได้อย่างยั่งยืน

🧐 สำหรับธุรกิจระดับ Micro SME การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อาจไม่ใช่แนวทางที่ให้ผลตอบแทนได้อย่างเหมาะสมในระยะเริ่มต้น บริษัท ไบโอเมดอินโนเวชั่น จำกัด (Biomed Innovation) จึงเลือกใช้กลยุทธ์ “การพัฒนางานวิจัยที่พร้อมใช้งาน” และต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อลดระยะเวลา ลดความเสี่ยง และเร่งให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

บทบาทสำคัญของ Biomed Innovation คือการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงองค์ความรู้จากหลากหลายภาคส่วนสู่การใช้ประโยชน์เชิงธุรกิจ เช่น การนำผลงานวิจัยข้าวสายพันธุ์สินเหล็ก จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาผสานกับเทคโนโลยีสารสนเทศ และองค์ความรู้ด้านกระบวนการสกัดสารด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Extraction) เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้บริษัท ยังมุ่งเน้นพัฒนางานวิจัยด้านนวัตกรรมอาหารและอุตสาหกรรมชีวภาพ เช่น สารสกัดสมุนไพร ผลผลิตทางการเกษตรแปรรูป เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคและเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ผลิตต้นน้ำอย่างสินค้าการเกษตรของคนไทย

ความสำเร็จของ Biomed Innovation สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจนวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่สามารถต่อยอดจากองค์ความรู้และ “ความเชี่ยวชาญที่มีอยู่แล้ว” ผ่านการสร้างความร่วมมืออย่างเป็นระบบและการบูรณาการข้ามศาสตร์ เพื่อผลักดันให้เกิดผลงานนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาด

อ้างอิงข้อมูลจาก :
https://www.nia.or.th/INNOProductivity-2025 
https://www.thestorythailand.com/nia-strategies-thai-smes/