Ribbon
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
Search
color contrast
Normal
Black & White
Black & Yellow
font size

NIA เปิดแผน Next Move จาก “ผู้ให้ทุน” สู่ "ผู้ร่วมทุน" เติมเต็มช่องว่างทางการเงิน เสริมโอกาสธุรกิจนวัตกรรม – ดีพเทคไทยสู่เวทีโลก

News 9 กรกฎาคม 2569 33
NIA เปิดแผน Next Move จาก “ผู้ให้ทุน” สู่ "ผู้ร่วมทุน" เติมเต็มช่องว่างทางการเงิน เสริมโอกาสธุรกิจนวัตกรรม – ดีพเทคไทยสู่เวทีโลก
 
 
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เผยก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ในการพลิกโฉมระบบนิเวศสตาร์ตอัปและนวัตกรรมไทย หลังการประกาศใช้ “พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569” ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นการปลดล็อกบทบาทให้ NIA มีเครื่องมือในการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมได้หลากหลายมากขึ้น ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนด โดยเฉพาะการร่วมลงทุน ถือหุ้น หรือเข้าร่วมทุนในกองทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุนได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งปรับเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ให้ทุน” สู่ “ผู้ร่วมลงทุน” ที่พร้อมแบ่งปันความเสี่ยงกับผู้ประกอบการ ผ่านกลไก “NIA Venture” ในลักษณะเงินทุนกระตุ้น (Catalytic Capital) เพื่อดึงดูดเงินทุนเอกชนให้เข้ามาร่วมลงทุนด้วย
 
NIA ได้วางกรอบการจัดสรรเงินลงทุนเบื้องต้นไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่
  1.  PE Trust (ร้อยละ 40) สำหรับร่วมลงทุนผ่านกองทุนทรัสต์ในกิจการของสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในธุรกิจระยะ Series A – IPO เพื่อการเติบโตและเชื่อมต่อตลาดทุน
  2. Holding Company (ร้อยละ 30) ซึ่งจะร่วมลงทุนในกิจการของสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพสูง ผ่านการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ไปยัง Holding Company ของสถาบันการศึกษา/เอกชน หรือสมทบกองทุนอื่น (Fund of Funds, FOF) เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมที่หลากหลาย
  3. Corporate Co – Funding (ร้อยละ 30) สนับสนุนเงินทุนร่วมกับนักลงทุนที่ผ่านการรับรองจาก NIA (Listed investor) ให้กับธุรกิจนวัตกรรมในระยะ Seed – Series A โดยมุ่งเน้นในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรและอาหาร ธุรกิจสุขภาพและสุขภาวะ เศรษฐกิจหมุนเวียน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งภาครัฐไม่ได้มุ่งสร้างผลกำไรจากการถือหุ้น หรือเข้าไปแข่งขันกับนักลงทุน แต่ต้องการใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงให้สตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีในช่วงเริ่มต้น โดยจะเข้าไปเติมเต็มช่องว่างช่วงที่ธุรกิจยังมีความเสี่ยงสูง เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้
 
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า “การยกระดับบทบาทของ NIA ยังช่วยสร้างผลเชิงบวกต่อระบบนิเวศนวัตกรรมไทยในหลายมิติ ทั้งการเพิ่มศักยภาพของสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีไทย การผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมออกจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ การเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบ Venture Capital ของประเทศ และสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนด้านนวัตกรรมมากขึ้น ทั้งนี้ ในระยะยาวยังจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศ สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายสำคัญของการลงทุนด้านนวัตกรรม และเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับแก้มาตราแต่คือการเปิดประตูเศรษฐกิจนวัตกรรมไทยไปสู่อนาคต และยังเปลี่ยนบทบาทของรัฐจากผู้ให้ทุนให้กลายเป็นผู้กระตุ้นตลาดทุนสำหรับธุรกิจนวัตกรรม ซึ่งหากกลไกนี้ขับเคลื่อนได้อย่างเต็มรูปแบบ จะส่งผลให้ประเทศไทยมีสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพสูงขึ้น เกิดการจ้างงานทักษะสูง และทำให้นักลงทุนต่างชาติมองไทยเป็นตลาดสตาร์ทอัปที่จริงจังและน่าลงทุนที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค
“และที่สำคัญที่สุด การดำเนินงานภายใต้บทบาท “ผู้ร่วมลงทุน” ของ NIA จะยึดหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ความโปร่งใส พร้อมมีกลไกการกำกับดูแล การพิจารณาโครงการจากคณะกรรมการทั้งจากภายในและภายนอก และการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การลงทุนของภาครัฐเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และทุกภาคส่วน พร้อมยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมไทยให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืนในระยะยาว”