homekeyboard_arrow_rightอิสราเอล : Startup Nation ชาติแห่งสตาร์ทอัพ

อิสราเอล : Startup Nation ชาติแห่งสตาร์ทอัพ


หากพูดถึงธุรกิจสตาร์ทอัพหลายคนคงนึกถึงคนธรรมดาที่ลงทุนเปิดกิจการของตัวเอง สร้างสรรค์สินค้าและบริการใหม่ ๆ ขึ้นมาตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย แต่เชื่อหรือไม่ว่าธุรกิจสตาร์ทอัพนี้สามารถกลายมาเป็นธุรกิจระดับชาติ สร้างสรรค์นวัตกรรมและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ลงทุนต่างชาติได้ อย่างประเทศอิสราเอลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นชาติแห่งสตาร์ทอัพ


ประเทศอิสราเอลเป็นประเทศที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อราว 70 ปีก่อน สภาพภูมิประเทศอยู่ในแถบทะเลทราย มีขนาดพื้นที่เล็กกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และมีจำนวนประชากรเพียง 8 ล้านกว่าคนเท่านั้น ความพยายามดิ้นรนให้ประเทศสามารถอยู่ได้ด้วยตนเองของประเทศอิสราเอลนี้ผลักดันให้ต้องพัฒนาเครื่องมือสำคัญอย่างการศึกษาและการสร้างนวัตกรรมอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลมียุทธศาสตร์การพัฒนาที่เน้นบุคลากรในประเทศเป็นหลัก ดังนี้


การพัฒนามีรากฐานจากความรู้รัฐบาลจึงกำหนดสัดส่วนการลงทุนด้านงานวิจัยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมอยู่ที่ ร้อยละ 4.3 ของ GDP ประเทศ (ข้อมูลปี ค.ศ. 2016) นับว่ามากกว่าประเทศทางตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา ฟินแลนด์ และเยอรมนี นอกจากนี้ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศจบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศแล้ว เงินลงทุนด้านงานวิจัยนี้ทำให้ประเทศอิสราเอลมีบุคลากรมารองรับการพัฒนาด้านต่าง ๆ อย่างเพียงพอ

Tech Ecosystem

Tech Ecosystem หรือระบบนิเวศด้านเทคโนโลยี ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมีด้วยกันทั้งสิ้น 6 ส่วน ได้แก่

- ภาครัฐ

- ภาคการศึกษา

- สตาร์ทอัพ กับ โครงการบ่มเพาะ

- กองทุนส่วนบุคคล หรือ การร่วมลงทุน

- บริษัทใหญ่ในประเทศ

- บริษัทข้ามชาติ

เห็นได้ว่าสตาร์ทอัพได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพราะชาวอิสราเอลมีความกล้าที่จะเริ่มต้นธุรกิจ สร้างสินค้าออกไปขายทั้งในและต่างประเทศ และรัฐบาลอิสราเอลก็เชื่อมั่นในตัวบุคลากรของประเทศ ดังที่มีคำอธิบายชาวอิสราเอลมี ‘Chutzpah’ (ออกเสียงว่า ฮุซ-พาร์) เป็นภาษาฮิบรูที่แปลว่าความด้านได้อายอด นั่นเป็นเพราะคนอิสราเอลนั้นไร้ขีดจำกัด พวกเขาจะขายสินค้าของตัวเองไปทั่วโลกแบบไม่รอให้โอกาสเดินเข้ามาหาและไม่มีอะไรต้องเสีย สิ่งนี้เองที่ทำให้รัฐบาลประกาศหาสตาร์ทอัพมาร่วมโครงการบ่มเพาะทั้งของรัฐและเอกชนเพื่อมุ่งแก้ปัญหาในสังคม พร้อมกับฝังแนวคิดให้เห็นลูกค้าเป็นสำคัญเพราะสินค้าเครื่องมือการแก้ปัญหาของลูกค้า ผลผลิตที่ได้คือนวัตกรรมที่นอกจากจะใช้แก้ปัญหาในประเทศได้แล้ว ยังสามารถส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ สร้างรายได้กลับมาให้ประเทศอีกด้วย

ชาติแห่งสตาร์ทอัพที่แท้จริง 

เมื่อรัฐบาลเปิดไฟเขียวให้ประชาชนทำธุรกิจสตาร์ทอัพ จำนวนสตาร์ทอัพจึงพุ่งสูงถึง 8,000 ราย เมื่อเทียบกับประชากรกว่า 9 ล้านคนแล้วจึงคิดเป็นสัดส่วนที่เยอะที่สุดในโลก เยอะขนาดที่ในประเทศมีตู้ ATM ที่สามารถกด Bitcoin ได้ รวมถึงร้านค้ากว่าหลายร้อยร้านก็ยินดีรับชำระด้วย Bitcoin ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร อู่ซ่อมรถ ไปจนถึงโรงเรียนอนุบาล มหาวิทยาลัยในอิสราเอลเองก็เป็นแหล่งบุกเบิกเทคโนโลยี Blockchain อีกทั้งมีนักวิจัยด้านนี้โดยตรง เรียกได้ว่ามีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเริ่มธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างมาก

ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจส่งเสริมเศรษฐกิจด้วยธุรกิจสตาร์ทอัพนี่เอง ทำให้เมืองเทลอาวีฟ เมืองชายฝั่งของประเทศอิสราเอล กลายเป็นเมืองหลวงของสตาร์ทอัพ ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐให้เป็นเมืองเศรษฐกิจ มีมหาวิทยาลัยชั้นนำ สถาบันวิจัยและพัฒนาขนาดใหญ่ และมีหน่วยงานอยู่กว่า 300 แห่งจากบริษัทข้ามชาติชื่อดังอย่าง Google, Facebook, Apple, Microsoft และบริษัทอื่น ๆ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจที่ดี ด้วยภูมิประเทศขนาดเล็กและมีจำนวนประชากรน้อยทำให้ผู้คนมีโอกาสได้ระดมความคิดได้ง่าย เช่น ออกไปดื่มกาแฟแล้วอาจได้นั่งโต๊ะข้าง ๆ CEO ของบริษัทใหญ่ ๆ ก็ได้


เมื่อรัฐตระหนักถึงศักยภาพของประชาชน และตระหนักถึงความสำคัญของการลงทุนกับความคิดของประชาชน ประเทศอิสราเอลจึงกล้าลงทุนสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของสตาร์ทอัพด้วยการสร้างเทคโนโลยีล้ำสมัยควบคู่ไปกับการบ่มเพาะบุคลากรที่มีคุณภาพ ทำให้ในปัจจุบัน ประเทศอิสราเอลเป็นประเทศที่มีค่า GDP ต่อหัวสูงเป็นอันดับที่ 20 ของโลก และถูกขนานนามว่าเป็น Startup Nation ชาติแห่งสตาร์ทอัพอย่างทุกวันนี้