Ribbon
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
Search
color contrast
Normal
Black & White
Black & Yellow
font size

เรื่องเล่า…ของชาวหมู่บ้านนวัตกรรม กรณีศึกษาชุมชนหนองหาร จังหวัดสกลนคร “สกลนคร มหานครแห่งพฤกษเวช: จากดินสู่ยาสมุนไพร เรื่องราวการพลิกฟื้นและพัฒนาวิถีสมุนไพรอย่างครบวงจร ที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าจากภูมิปัญญาท้องถิ่น”

19 กรกฎาคม 2569 142

เรื่องเล่า…ของชาวหมู่บ้านนวัตกรรม กรณีศึกษาชุมชนหนองหาร จังหวัดสกลนคร “สกลนคร มหานครแห่งพฤกษเวช: จากดินสู่ยาสมุนไพร เรื่องราวการพลิกฟื้นและพัฒนาวิถีสมุนไพรอย่างครบวงจร ที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าจากภูมิปัญญาท้องถิ่น”

จังหวัดสกลนคร ดินแดนแห่งอารยธรรมท่ามกลางเทือกเขาภูพานและลุ่มน้ำหนองหาร ไม่เพียงแต่เป็นเมืองที่ร่ำรวยด้วยวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชนที่เรียบง่าย แต่ยังได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดต้นแบบ “เมืองสมุนไพร” (Herbal City) ของประเทศไทย ด้วยความหลากหลายทางธรรมชาติอันเป็นทุนเดิม ผนวกกับภูมิปัญญาพื้นบ้านในการใช้พืชสมุนไพรมารักษาโรค ที่ใช้งานสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน แต่ในยุคที่โลกหมุนไปพร้อมกับการเข้ามามีบทบาทสำคัญของเทคโนโลยี การที่จะยกระดับพืชสมุนไพรท้องถิ่นให้ข้ามจากวิถีพื้นบ้านดั้งเดิม ไปสู่การเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้นั้น จำเป็นต้องมีนวัตกรรมเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านนวัตกรรมในจังหวัดสกลนคร เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่จังหวัดสกลนคร ที่มีส่วนร่วมผลักดันและนำเอา “ผลงานนวัตกรรมพร้อมใช้” เข้ามาขยายผลและปรับใช้ประโยชน์ในพื้นที่นำร่องอย่าง อำเภอวานรนิวาส และ อำเภอเมืองสกลนคร ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการให้ทุนสนับสนุนเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานและการจัดการระบบนิเวศนวัตกรรมสมุนไพรในพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยร้อยเรียงเรื่องราวตั้งแต่ “ต้นน้ำ” อันเป็นรากฐานการผลิต สู่ “กลางน้ำ” ซึ่งเป็นกระบวนการเพาะปลูกเพิ่มผลผลิตและการจัดการน้ำที่แม่นยำ ไปจนถึง “ปลายน้ำ” ที่เป็นการแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสุขภาพที่ได้มาตรฐาน และสามารถจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน


ต้นน้ำ: การพลิกฟื้นของผืนดิน สู่รากฐานแห่งพฤกษเวชที่ยั่งยืน


จากการที่ได้ลงพื้นที่ติดตามปัญหาจริงของคนในชุมชนซึ่งบอกเล่าไว้ว่า “ดินดีปลูกอะไรก็เป็นยา สมุนไพรบ้านเราจะเติบโตได้ก็ต้องพึ่งพาแม่ธรณี” แต่พอหันมาดูแปลงเกษตรของชุมชนทุกวันนี้ ปัญหาใหญ่ในพื้นที่คือความเสื่อมโทรมของดิน ดินลูกรังที่มีความกระด้าง ขาดแร่ธาตุ และดินที่เสื่อมสภาพจากการใช้ปุ๋ยเคมีมาอย่างยาวนาน จนตอนนี้ดินแข็ง ดินตาย และสูญเสียธาตุอาหารสำคัญในดิน ดังนั้นสมุนไพรและแปลงเกษตรก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ หรือถ้าโตได้ ก็ขาดสารสำคัญทางยาที่มีคุณภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ NIA จึงได้สนับสนุนโครงการ ดินมีชีวิต: นวัตกรรมการปรับปรุงดินเสื่อมสภาพจากการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งมุ่งเน้นการใช้วัตถุดิบ หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ทะลายปาล์ม เหง้ามันสำปะหลัง และฟางข้าว ที่เคยถูกทิ้งหรือเผาทำลายจนก่อให้เกิดมลพิษ นำมาผลิตถ่านกัมมันต์ ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการมีรูพรุนสูง สามารถกักเก็บความชื้นและสารอาหารได้ดี พร้อมผสมกับจุลินทรีย์ท้องถิ่นคู่แฝดจากจาวปลวกและหน่อกล้วย จุลินทรีย์คู่นี้จะทำหน้าที่เร่งการย่อยสลายอินทรียวัตถุ ปลดปล่อยธาตุอาหารที่ตรึงอยู่ในดิน และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในชั้นดินอย่างรวดเร็ว จากการใช้งานแล้วพบว่า นวัตกรรมนี้สามารถพลิกฟื้นและปรับสภาพดินที่แห้งแล้งและตายซากให้กลายเป็น “ดินร่วนสมบูรณ์” ที่อุดมไปด้วยธาตุอาหารภายในเวลาเพียง 1 ถึง 2 เดือนเท่านั้น และปัจจุบันได้ยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ภายใต้ชื่อ “ดินมีชีวิต” สำหรับขยายผลการใช้งานสู่เกษตรกรรายอื่น ๆ ที่สนใจ


กลางน้ำ: นวัตกรรมกระบวนการเพาะปลูกสมุนไพร และการบริหารจัดการแม่นยำสูง


เมื่อพลิกฟื้นผืนดินกลับมามีชีวิตแล้ว การบริหารจัดการในขั้นตอนการเพาะปลูกหรือ “กลางน้ำ” จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อควบคุมคุณภาพให้สมุนไพรและพืชเศรษฐกิจในพื้นที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ สามารถผลิตสารสำคัญได้ตามความต้องการของตลาด เพราะก่อนหน้านี้เกษตรกรต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน การให้น้ำหรือปุ๋ยที่ไม่ตรงตามความต้องการของพืช ทำให้ผลผลิตเสียหายหรือได้สารสำคัญต่ำ NIA จึงได้เข้ามาสนับสนุนนวัตกรรมเพื่อขจัดความไม่แน่นอนเหล่านี้ออกด้วยนวัตกรรมกลางน้ำ 2 โครงการหลัก โครงการแรกคือ นวัตกรรมกระบวนการปลูกไพลและขมิ้นที่มีสารเคอร์คูมินสูง ซึ่งปกติแล้ว ทั้งไพลและขมิ้นชันเป็นสมุนไพรหลักของไทยที่มีความต้องการในตลาดสูงมาก โดยเฉพาะสารเคอร์คูมิน (Curcumin) ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ โครงการนี้จึงได้นำเอากระบวนการปลูกอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีสารสำคัญสูง การปรับสภาพดินให้เหมาะสมด้วยอินทรีย์วัตถุ และได้นำเอาผลิตภัณฑ์ดินมีชีวิตมาใช้ในกระบวนปลูก พร้อมทั้งนำเอาเทคโนโลยี IoT เข้ามาติดตั้งในแปลงปลูก โดยมีเซ็นเซอร์อัจฉริยะคอยตรวจวัดระดับความชื้นในดินและในอากาศแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบการแจ้งเตือนและประมวลผลข้อมูลระยะเวลาการให้น้ำและการเก็บเกี่ยวที่แม่นยำผ่านแอปพลิเคชัน เทคโนโลยีนี้ช่วยทำให้เกษตรกรทราบถึงช่วงเวลาที่สมุนไพรมีความสมบูรณ์สูงสุดในการสะสมสารเคอร์คูมิน ลดความเสี่ยงจากการเก็บเกี่ยวก่อนหรือหลังเวลาที่ควร ซึ่งมักทำให้สารสำคัญเจือจาง ทำให้ผลผลิตไพลและขมิ้น จากสกลนครมีมาตรฐานสูงเป็นที่ยอมรับในระดับอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอาง



โครงการที่สองในกลุ่มกลางน้ำ คือ FarmConnect: ระบบบริหารจัดการน้ำแบบเกษตรแม่นยำสำหรับผักเศรษฐกิจชุมชนหนองหาร โดยในพื้นที่ที่มีการปลูกพืชผัก มักเจอกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ ระบบ FarmConnect ได้เข้ามาแก้โจทย์นี้ด้วยเทคโนโลยี Smart Controller ที่ช่วยบริหารจัดการน้ำและปุ๋ยได้อย่างแม่นยำ เกษตรกรสามารถควบคุมและสั่งการการให้ปุ๋ยไปพร้อมกับระบบน้ำ หรือที่เรียกว่า Fertigation ระบบนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ปริมาณผลผลิตและลดระยะเวลาการทำงาน ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลจากเซ็นเซอร์ที่กระจายอยู่ตามแปลงเกษตรจะถูกนำมาวิเคราะห์แนวโน้มสภาพอากาศ ทำให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนแผนการให้น้ำได้ทันท่วงทีต่อเหตุการณ์ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ป้องกันความเสียหายของพืชเศรษฐกิจได้อย่างมาก


ปลายน้ำ: การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร สู่การสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์


เป้าหมายสูงสุดของ “สกลนครมหานครแห่งพฤกษเวช” คือการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพเหล่านั้นให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่ตอบโจทย์ทางด้านสุขภาพ และสามารถเข้าสู่ช่องทางการตลาดเชิงพาณิชย์ ด้วยเหตุนี้ NIA จึงได้สนับสนุนโครงการนวัตกรรมปลายน้ำ 2 โครงการที่เปลี่ยนพืชในท้องถิ่นให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โครงการแรกคือ นวัตกรรมกระบวนการปลูกดอกดาวเรืองที่มีสารลูทีนสูงสำหรับการแปรรูปเป็นลูทีนสกัดบรรจุซอฟต์เจล ดอกดาวเรืองที่หลายคนคุ้นเคย ใช้ร้อยมาลัยบ้าง ถวายบูชาพระบ้าง แท้จริงแล้วเป็นดอกไม้ทางยาที่อุดมไปด้วยสารลูทีน (Lutein) ซึ่งมีสรรพคุณทางวิทยาศาสตร์ในการบำรุงสายตาและปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้า โครงการนี้เริ่มจากการส่งเสริมให้ชุมชนในพื้นที่ อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร หันมาปลูกดอกดาวเรืองสายพันธุ์เฉพาะที่มีการบริหารจัดการแปลงที่ดี จนสามารถควบคุมให้มีปริมาณสารลูทีนเข้มข้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 โดยน้ำหนัก (weight/weight) เมื่อได้วัตถุดิบดาวเรืองคุณภาพสูงแล้ว จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการสกัดสารลูทีนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และแปรรูปให้อยู่ในรูปแบบของซอฟต์เจล (Softgel) ที่ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) การเปลี่ยนจากดอกไม้สดราคาหลักร้อยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซอฟต์เจลบำบัดสายตาราคาหลักพัน เป็นโครงการที่ชัดเจนของการเชื่อมโยงภาคการเกษตรดั้งเดิมสู่โลกการผลิตเชิงพาณิชย์สมัยใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของผู้รักสุขภาพได้อย่างตรงจุด



โครงการที่สองก็สำคัญไม่แพ้กันในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ คือ Mouth spray: สมุนไพรโปร่งฟ้าต้านนิโคติน ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่แก้ปัญหาสังคมและสุขภาพไปพร้อมกัน โดยมุ่งเน้นการนำต้นโปร่งฟ้า สมุนไพรพื้นถิ่นที่มีสรรพคุณแก้ไอ ขับเสมหะ และมีรสซ่าจากใบหมี่ ที่ช่วยลดความอยากบุหรี่ มาร้อยเรียงตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำอย่างสมบูรณ์ ชุมชนได้รับการส่งเสริมให้ปลูกและคัดเลือกสายพันธุ์โปร่งฟ้าที่ให้สารออกฤทธิ์สูงสุด นำมาผ่านกระบวนการสกัดด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อรักษาคุณค่าของสารสำคัญร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ ได้แก่ รางจืด (ขับสารพิษ) ผักบุ้งแดง และ ย่านางแดง (ล้างลำไส้และปรับสมดุล) จากนั้นแต่งกลิ่นด้วยเปปเปอร์มิ้นต์ผสมเมนทอลเพื่อเพิ่มความสดชื่น ผลิตภัณฑ์ถูกพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบของสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปาก (Mouth Spray) ที่พกพาง่าย ใช้งานสะดวก และมีความปลอดภัยสูงเนื่องจากปราศจากสารเคมีสังเคราะห์ สเปรย์โปร่งฟ้านี้เข้าไปทำหน้าที่รบกวนการรับรสของปุ่มรับรสบนลิ้น ทำให้รสชาติของบุหรี่เปลี่ยนไปจนผู้สูบรู้สึกไม่อยากสูบ ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการลด ละ เลิกบุหรี่ และสารเสพติดอย่างปลอดภัยและยั่งยืน นับว่าเป็นการยกระดับสมุนไพรสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพระดับสากล



จากการร้อยเรียงเรื่องราวตั้งแต่ “ต้นน้ำ” ในการพลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรมด้วยดินมีชีวิต มาสู่ “กลางน้ำ” กับระบบการจัดการเกษตรด้วย IoT และการบริหารจัดการน้ำที่แม่นยำ และสุดท้ายที่ “ปลายน้ำ” ในการแปรรูปเป็นลูทีนเข้มข้นบรรจุซอฟต์เจลและเมาท์สเปรย์โปร่งฟ้าต้านนิโคติน ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ว่า ความร่วมมือระหว่าง NIA และจังหวัดสกลนคร ในพื้นที่อำเภอวานรนิวาส และอำเภอเมือง ที่นำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีนวัตกรรม ได้อย่างลงตัว โครงการที่เกิดขึ้นได้เข้าไปยกระดับความเป็นอยู่ของคนในชุมชนสกลนครได้มากกว่า 22,551 ราย เพราะคนในชุมชนมีทักษะเพิ่มขึ้นในการผลิตวัตถุดิบสมุนไพรที่มีสารสำคัญสูงที่มีตลาดรองรับแน่นอน สามารถสร้างมูลค่าและเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าเดิมหลายเท่า นอกจากนี้ในด้านสิ่งแวดล้อม ยังช่วยการลด ละ การใช้สารเคมี และหันมาฟื้นฟูดินด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรทำให้พื้นดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ แหล่งน้ำในชุมชนสะอาดและปลอดภัย และในด้านสังคม ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ ท้ายที่สุดแล้ว “สกลนครมหานครแห่งพฤกษเวช” จะไม่เป็นเพียงแค่วิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดสกลนครหรือชื่อโครงการเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่แห่งความจริงที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อ “ภูมิปัญญา” ได้พบกับ “นวัตกรรม” ชุมชนจะกลับมามั่งคั่ง ยั่งยืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เรียบเรียงบทความโดย
นายณรงค์ธร  เนื้อจันทา
นักพัฒนานวัตกรรม ฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรมรายพื้นที่
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)