Ribbon
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
Search
color contrast
Normal
Black & White
Black & Yellow
font size

Net Zero คือการหยุดไม่ให้สถานการณ์แย่ลง แต่ Nature Positive คือการฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน นี่คือทิศทางใหม่ที่ประเทศไทยต้องเดิน"

14 กรกฎาคม 2569 92

Net Zero คือการหยุดไม่ให้สถานการณ์แย่ลง แต่ Nature Positive คือการฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน นี่คือทิศทางใหม่ที่ประเทศไทยต้องเดิน

📈 คำถามสำคัญในวันนี้ ไม่ใช่ว่าประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เพียงใด แต่คือเราพร้อมแล้วหรือยังที่จะเปลี่ยนความได้เปรียบนั้นให้กลายเป็น New Growth Engine ของเศรษฐกิจไทย

ปัจจุบัน หลายประเทศกำลังแข่งขันกันสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็น AI พลังงานสะอาด หรือเทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่ท่ามกลางการแข่งขันเหล่านี้ ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น นั่นคือ การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity เพราะธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

📃 นี่จึงเป็นที่มาของการจัดงานสัมมนาวิชาการ NATURE POSITIVE THAILAND: When Nature Becomes the Solutions ภายในงาน Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) ในหัวข้อ “แนวนโยบายระดับประเทศ ในการยกระดับเป้าหมายของการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนธรรมชาติเชิงบวก (Nature Positive as Thailand’s Next Growth Engine)” โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อชวนมองอนาคตของประเทศด้านความหลากหลายทางชีวภาพว่าไม่ได้เป็นเพียงโจทย์ด้านการอนุรักษ์ แต่กำลังกลายเป็นโอกาสใหม่ในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย


ประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความได้เปรียบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งผืนป่า แม่น้ำ และท้องทะเล โดยหากสามารถนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้ามาช่วยฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้นทุนทางธรรมชาติที่มีอยู่ ก็จะต่อยอดเป็นแต้มต่อทางเศรษฐกิจของประเทศได้

🌍 อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ได้เป็นทางเลือกที่เข้ามาทดแทนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมอื่น แต่เป็นภารกิจที่ต้องเดินควบคู่กัน หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ การลดการปล่อยคาร์บอน เปรียบเสมือนการประคองอาการของผู้ป่วยไม่ให้ทรุดหนัก ขณะที่การฟื้นฟูธรรมชาติ คือการทำให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ทั้ง 2 แนวทางจึงมีความสำคัญและต้องดำเนินไปพร้อมกัน 

ดังนั้น สิ่งสำคัญต่อจากนี้ คือการเปิดโอกาสให้เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มศักยภาพในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อนำไปสู่การสร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ให้กับประเทศไทย จากทุนทางธรรมชาติ สู่ สินทรัพย์ทางนวัตกรรม ซึ่งสามารถแบ่ง Nature Tech ออกมาได้ 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ 


1. Nature Intelligence: AI + Satellite, Drone, Biodiversity & Forest Data ใช้ดาวเทียมและข้อมูลระยะไกลเพื่อติดตามและประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ
2. Precision Restoration: Digital Twin Ecosystem ใช้ AI และแบบจำลองดิจิทัลในการวางแผนและฟื้นฟูอย่างแม่นยำ
3. Blue Economy: Marine Tech เทคโนโลยีและหุ่นยนต์เพื่อฟื้นฟูทะเล ปะการัง ชายฝั่ง รวมถึงการจัดการ Blue Carbon
4. AgriNature Tech: Soil Tech & Microbiome, Carbon Farming เทคโนโลยีเพื่อการจัดการและฟื้นฟูดิน จุลินทรีย์ การทำเกษตรเพื่อกักเก็บคาร์บอน
5. Water Tech ระบบบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง
6. Biodiversity Informatics การสร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อระบุพื้นที่และชนิดพันธุ์ที่ต้องได้รับการฟื้นฟู
7. Bio-based Materials การพัฒนาวัสดุฐานชีวภาพเพื่อลดการพึ่งพาทรัพยากรแบบเดิม

🤝 การผลักดัน Nature Tech ให้เกิดขึ้นตามมุมมองนี้ จึงจำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็น Living Lab หรือพื้นที่ทดลองนวัตกรรม ที่เปิดโอกาสให้ชุมชน เมือง ผืนป่า และท้องทะเล กลายเป็นพื้นที่สำหรับทดสอบและต่อยอดเทคโนโลยีจริง เปิดประตูสู่กลไกการดึงดูดนักลงทุน นักวิจัย และนักอนุรักษ์จากทั้งในและต่างประเทศให้เข้ามาร่วมฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ 

การสร้าง Living Lab ให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน ทั้งมหาวิทยาลัยที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และงานวิจัย ภาครัฐที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงาน ผลักดันนโยบาย และสร้างกลไกทางการเงินที่เอื้อต่อการเติบโตของนวัตกรรม เพื่อให้ผลงานวิจัยต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง  และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมในระดับประเทศ

🌱 ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกสะท้อนให้เห็นว่า ความมั่งคั่งของแต่ละยุคสมัยล้วนขับเคลื่อนด้วยทรัพยากรและเทคโนโลยีที่โลกให้คุณค่า จากยุคที่น้ำมันเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง สู่ยุคที่เทคโนโลยีและ AI กลายเป็นหัวใจของการแข่งขัน แต่ในอนาคต ความได้เปรียบของแต่ละประเทศอาจไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่า หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาฟื้นฟูและต่อยอด "ความหลากหลายทางชีวภาพ" ให้กลายเป็นรากฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

รับชมเสวนาย้อนหลังได้ที่: https://www.facebook.com/NIAThailand/videos/1385690906791250